แนวทางการรับวัคซีน (Vaccination)

วัคซีนเริ่มมีการพัฒนาในราวปีค.ศ. 1770 โดยเอดเวิร์ด เจนเนอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้สกัดเชื้อ cowpox จากวัวมาฉีดในคนเพื่อป้องกันโรคฝีดาษ (small pox) ได้สำเร็จ ต่อมาจึงมีการตื่นตัวเรื่องวัคซีนและมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ขึ้น

วัคซีนในระยะเริ่มแรกเป็นการนำเชื้อมาทำให้ตาย หรือใช้เชื้อที่อ่อนฤทธิ์มาชักนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยองค์ความรู้ทางชีววิทยาระดับโมเลกุลและเทคโนโลยีรีคอมบีแนนต์ จะใช้เพียง "ชิ้นส่วน" ของเชื้อมากระตุ้นภูมิต้านทานแทนตัวเชื้อทั้งหมด

วัคซีนส่วนใหญ่เป็นวัคซีนก่อนสัมผัสโรค คือรับก่อนสัมผัสกับโรค วัคซีนบางส่วนเป็นวัคซีนที่ให้หลังสัมผัสโรคแล้ว เช่น วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกัน/กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก ซึ่งจะฉีดทุกครั้งที่ถูกสัตว์กัดหรือมีบาดแผล

การรับวัคซีนถือเป็นการป้องกันและกำจัดโรคติดเชื้อที่ได้ผลดีมาก ปัจจุบันโรคฝีดาษได้สูญหายไปจากโลกแล้ว ขณะที่อีกหลายโรค เช่น โปลิโอ กาฬโรค พิษสุนัขบ้า ก็พบน้อยลงมาก แต่มิใช่ทุกโรคติดเชื้อจะสามารถผลิตวัคซีนขึ้นมาได้หมด โรคติดเชื้อที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น มาลาเรีย โรคเอดส์ ฯลฯ ประชาชนยังต้องป้องกันด้วยวิธีที่ทางสาธารณสุขแนะนำกันเอง

ข้อควรระวังในการรับวัคซีน

  1. วัคซีนหลายชนิดสามารถให้พร้อมกันในวันเดียวได้แต่ต้องฉีดในตําแหน่งต่างกัน และไม่นําวัคซีนเดี่ยวมาผสมกับวัคซีนอื่น
  2. ผู้ที่มีไข้ต่ำ ๆ สามารถรับวัคซีนได้ แต่ถ้าไข้สูงควรเลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อนเว้นแต่จะมีความจำเป็นรีบด่วน
  3. วัคซีนชนิดเชื้ออ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) เช่น โปลิโอชนิดกิน สุกใส หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม งูสวัดห้ามใช้ใน
    • หญิงตั้งครรภ์
    • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่กําลังได้รับ ยากดภูมิคุ้มกันอยู่
    • ผู้ที่เพิ่งได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดไม่เกิน 3 เดือน
  4. บริษัทผู้ผลิตวัคซีนไข้เลือดออกเพิ่งมีประกาศออกมาว่า "ควรจะฉีดเฉพาะในคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ควรฉีดในผู้ที่ยังไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนเลย" เพราะโรคไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรงเมื่อเป็นการติดเชื้อครั้งที่สอง ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นไข้เลือดออก การรับวัคซีนเสมือนเป็นการได้รับเชื้อครั้งแรก เมื่อติดเชื้ออีกครั้งก็อาจเกิดโรคขั้นรุนแรงขึ้นได้

วัคซีนที่มีใช้ในประเทศไทย

วัคซีนในคนที่มีใช้ในประเทศไทยปัจจุบันมี 18 ชนิด แบ่งเป็นวัคซีนบังคับ 6 ชนิด ซึ่งจะให้ในเด็กทุกคน วัคซีนแนะนำ 6 ชนิด ซึ่งควรได้รับในกลุ่มเสี่ยง และวัคซีนทางเลือกอีก 6 ชนิด ซึ่งอาจเลือกรับหรือไม่รับก็ได้แม้จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

วัคซีนบังคับ 6 ชนิด ได้แก่

  1. BCG เป็นวัคซีนป้องกันวัณโรค จะฉีดครั้งเดียวในเด็กแรกเกิดทุกราย รวมทั้งเด็กทุกวัยที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับ BCG มาก่อน ปกติวัคซีนชนิดนี้จะฉีดเข้าในชั้นผิวหนังที่ต้นแขนซ้าย หลังฉีดมักมีแผลเป็นให้สังเกตได้
  2. HBV เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เด็กทุกคนต้องได้รับอย่างน้อย 3 ครั้งถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุ ≥ 6 เดือน ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดทั้งหมด 5 ครั้ง ที่อายุแรกเกิด, 1 เดือน, 2 เดือน, 4 เดือน, และ 6 เดือน โดยครั้งที่ 3, 4, 5 สามารถใช้วัคซีนผสมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี (DTP-HB) ในเข็มเดียวกันได้
  3. เด็กที่อายุ < 11 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนตับอักเสบบีมาก่อนสามารถฉีดได้ในเดือนที่ 0, 1, 6 โดยใช้ขนาดของเด็ก (10 mcg) ส่วนเด็กที่อายุ > 11 ปี หรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานก็สามารถฉีดได้ในเดือนที่ 0, 1, 6 เช่นกัน โดยใช้ขนาดของผู้ใหญ่ (20 mcg) ปัจจุบันมีวัคซีนตับอักเสบบีสำหรับผู้ใหญ่ของบางบริษัทที่ฉีดเพียง 2 เข็ม ในเดือนที่ 0 และ 5

    วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ยังไม่มีภูมิต้านทานนี้ถือเป็นวัคซีนทางเลือก จะฉีดหรือไม่ฉีดก็ได้ แต่ควรฉีดเป็นอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้

    • ผู้ติดยาเสพติด
    • ผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ
    • ผู้ป่วยโรคไตที่ทําการฟอกไต
    • ผู้ป่วยที่อาจต้องรับเลือด หรือส่วนประกอบของเลือดอยู่เรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เช่น ผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย Hemophilia, ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นต้น
    • บุคคลในครอบครัวที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี
    • แพทย์ ทันตแพทย์ และบุคคลที่ทํางานสัมผัสกับเลือดเป็นประจำ

    ผู้ใหญ่ที่ต้องการจะฉีดวัคซีนตับอักเสบบีต้องตรวจเลือดดูภูมิคุ้มกัน (anti-HBs) ก่อน ถ้ามีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีด

  4. DTP เป็นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน จะฉีด 3 ครั้งที่อายุ 2, 4, 6 เดือน จากนั้นจะฉีดกระตุ้นอีก 3 ครั้งที่อายุ 18 เดือน, 4-6 ปี, และ 11-12 ปี ตามลำดับ
  5. วัคซีนชุดนี้มีหลายชนิด DTwP และ DTaP สำหรับเด็กเล็ก Tdap และ Td สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ ปัจจุบันแนะนำให้ฉีด Td (Tetanus diphtheria toxoid) แทน TT (Tetanus toxoid) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของโรคบาดทะยักและคอตีบในผู้ใหญ่ ทุก 10 ปี

    เนื่องจากสาเหตุหลักของการติดเชื้อไอกรนรุนแรงในทารกมาจากมารดาและสมาชิกในบ้านที่ป่วยเป็นโรคไอกรน ดังนั้น ถ้ามีทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีอยู่ในบ้าน ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านอาจขอรับการฉีด Tdap โดยไม่ต้องสนใจว่าเคยฉีด Td หรือ TT ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

    ในหญิงตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาให้วัคซีน Tdap 1 เข็ม แทน Td หรือ TT เมื่อตั้งครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ขึ้นไป หรืออาจฉีด Tdap ให้ภายหลังคลอดอีก 1 เข็มเพื่อป้องกันการติดเชื้อไอกรนในทารก ถ้าแม่เคยได้ Td หรือ TT ไปแล้วตอนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์

  6. OPV เป็นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอสายพันธุ์ที่ 1 และ 3 แบบกิน โดยจะหยอดเข้าทางปาก 3 ครั้งเมื่อทารกอายุ 2, 4, 6 เดือน จากนั้นจะหยอดกระตุ้นอีก 2 ครั้งเมื่ออายุ 18 เดือน และ 4-6 ปี
  7. วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอมีแบบฉีดด้วย (IPV) และพบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า ในบางสถานพยาบาลอาจใช้ IPV แทน OPV ทุกครั้ง ส่วนสถานพยาบาลใดใช้แต่ OPV ก็ให้ฉีด IPV ร่วมไปด้วยในเดือนที่ 4 หากใช้ IPV ทุกครั้งก็สามารถงดเข็มกระตุ้นตอนอายุ 18 เดือนได้

    กรณีที่ได้วัคซีนครั้งแรกหลังอายุ 6 ปี ให้รับการหยอด OPV เพียง 3 ครั้ง ในเดือนที่ 0, 2, และ 12

  8. MMR เป็นวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ในเด็กจะฉีด 2 ครั้ง เมื่ออายุ 9-12 เดือน และอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง สําหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคหัด แนะนําให้ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์
  9. ผู้ที่จะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาในคณะที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคหัด และผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าทำงานเป็นบุคลากรทางการแพทย์ แม้จะเคยฉีดวัคซีนครบก็ให้ฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็มก่อนเข้าเรียนหรือเข้าทำงาน

    ปัจจุบันมีวัคซีน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-สุกใส (MMRV) ในเข็มเดียวกัน จำหน่ายให้สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เพราะมีกำหนดเวลาฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ เช่นเดียวกัน

  10. JE เป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบชนิดที่พบบ่อยในแถบชนบทของทวีปเอเชีย วัคซีน JE มีทั้งชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated vaccine) และเชื้อมีชีวิต (Live vaccine) ผลิตมาจากเชื้อ JE คนละสายพันธุ์ กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีด Live vaccine ในเด็ก 2 ครั้ง ที่อายุ 9-12 เดือน และเมื่ออายุ 2 ขวบครึ่ง
  11. ส่วน Inactivated vaccine ต้องฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 4 สัปดาห์ และครั้งที่สามห่างจากครั้งแรก 1 ปี

    ไม่แนะนําให้ฉีดวัคซีน JE ในคนไทยที่อายุมากกว่า 19 ปี เพราะอุบัติการณ์ของโรคตํ่า เนื่องจากมักเคยติดเชื้อในธรรมชาติมาก่อนแล้ว ส่วนชาวต่างประเทศที่จะเดินทางมายังเอเชีย มีคำแนะนำให้ฉีด Inactivated vaccine 3 ครั้ง ให้ครบก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 7-10 วัน

วัคซีนแนะนำ 6 ชนิด ได้แก่

  1. Influenza เป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้ฉีดปีละครั้งในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง รวมทั้งกลุ่มที่สามารถแพร่โรคไปสู่กลุ่มเสี่ยงได้ง่าย เช่น
    • เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี
    • ผู้สูงอายุ > 65 ปี ขึ้นไป
    • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคระบบหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวาย โรคเลือด อัมพฤกอัมพาต ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันและยาเคมีบำบัด
    • ผู้ที่อ้วนมาก (BMI > 35, น้ำหนัก > 100 กก.)
    • หญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 (เพราะมีอัตราตายสูงเมื่อมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่)
    • บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ
    • ผู้ทำหน้าที่ทำลายสัตว์ปีก
    • ผู้ที่พักอยู่ในบ้านเดียวกันกับประชากรกลุ่มเสี่ยงข้างต้น

    ถ้าอายุ < 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน กรณีที่ปีแรกได้ฉีดไปเพียงครั้งเดียว ปีถัดมาให้ฉีด 2 ครั้ง จากนั้นจึงสามารถฉีดปีละครั้งได้

    * ช่วงเวลาที่เหมาะคือฉีดก่อนเข้าฤดูฝน แต่ก็สามารถฉีดได้ตลอดปี

  2. HAV เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ จะเน้นไปที่ผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงที่จะรับแล้วแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ซึ่งได้แก่
    • ผู้ที่ทํางานใน ห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบเอ
    • ผู้ประกอบอาหาร
    • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย
    • ผู้ติดยาเสพติด
    • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
    • นักเดินทางที่เดินทางไปประเทศที่มีอุบัติการณ์ของโรคนี้สูง

    ผู้ที่จะฉีดต้องยังไม่มีภูมิคุ้มกัน anti-HAV ในเลือด ถ้ามีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีด นอกจากนี้ยังมีวัคซีนผสม ระหว่างตับอักเสบเอและบี แต่ต้องให้ 3 ครั้ง ที่ 0, 1 และ 6 เดือน

  3. Hib เป็นวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อ Hemophilus influenzae Type B (จึงย่อว่า Hib/ฮิบ) ซึ่งมักจะมีความรุนแรงในเด็กเล็ก หรือในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ ถือเป็นวัคซีนทางเลือกสำหรับประชากรกลุ่มดังกล่าว
  4. เด็กที่ผู้ปกครองต้องการให้รับวัคซีนฮิบด้วยจะฉีดพร้อมกับวัคซีนอื่น ๆ 3 ครั้งที่อายุ 2, 4, 6 เดือน ถ้าเด็กแข็งแรงดีจนถึงอายุ 18 เดือนอาจไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก เด็กที่มีโรคเลือดหรือโรคประจำตัวร้ายแรงให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 18 เดือน ในผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงฉีดเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 2 เดือน

  5. PCV เป็นวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) ควรฉีดในผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อชนิดนี้อย่างรุนแรง ซึ่งได้แก่
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ไม่มีม้าม เป็นโรคธาลัสซีเมีย โรคเอดส์ รวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
    • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคระบบหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ
    • ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น ใส่ VP shunt, มี CSF leak, มี cochlear implantation

    ส่วนเด็กแข็งแรงปกติที่อายุ < 5 ปี หากต้องการฉีดก็สามารถเป็นวัคซีนทางเลือก โดยจะฉีด 3 ครั้ง ที่อายุ 2, 4, 6 เดือน (เข็มที่ 3 อาจละได้) และฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 12-15 เดือน

    ผู้ที่อายุ > 65 ปีที่แข็งแรงดีถ้าต้องการฉีดแนะนำให้ฉีดเพียงครั้งเดียว

  6. Meningococcus เป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลัง (Meningococcal meningitis) โรคนี้พบประปรายไม่มากในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ตามตะเข็บชายแดนพม่าและจีนตอนใต้ ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนชนิดนี้ได้แก่
    • ผู้จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และอุม เราะห์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียต้องได้รับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นล่วงหน้าก่อนเข้าประเทศอย่างน้อย 10 วัน และไม่เกิน 2 ปี โดยต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน (yellow book)
    • ผู้ที่จะเดินทางหรือไปอยู่อาศัยในทวีปแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (meningitis belt)
    • ในประเทศสหรัฐอเมริกามี คําแนะนําให้ฉีดวัคซีนนี้ในวัยรุ่นและนักศึกษา รวมทั้งบุคคลที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทํางานบกพร่อง

    วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นมี 2 ชนิด คือ MCV4 ซึ่งเหมาะกับผู้ที่อายุ ≤ 55 ปี และ MPSV4 ซึ่งเหมาะกับผู้ที่อายุ > 55 ปี โดยฉีดเพียง 1 เข็ม ภูมิคุ้มกันอยู่นาน 3-5 ปี ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจต้องฉีดซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป 2-5 ปี

  7. Rabies เป็นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโรคสำหรับคนทั่วไป และก่อนสัมผัสโรคสำหรับบุคลากรกลุ่มเสี่ยง เช่น บุรุษไปรษณีย์ สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการโรคพิษสุนัขบ้า ฯลฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกาข้อบ่งชี้ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสโรคแก่ผู้ที่จะเดินทางเข้าไปอยู่นานเกิน 1 เดือนในเขตที่มีโรคนี้ชุกชุม โดยเฉพาะประเทศไทย
  8. การฉีดก่อนสัมผัสโรคให้ฉีด 3 ครั้ง วันที่ 0, 7 และ 21 หรือ 28 ส่วนการฉีดหลังสัมผัสโรคให้ฉีด 5 ครั้ง วันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28 บุคลากรที่ได้รับวัคซีนก่อนสัมผัสโรคแล้วอาจเพียงฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็มหลังสัมผัสโรค

วัคซีนทางเลือก 6 ชนิด

  1. DEN เป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ ถือเป็นวัคซีนใหม่ที่ยังไม่สามารถบอกผลข้างเคียงในระยะยาวได้ ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเพิ่งมีประกาศออกมาว่าไม่ควรฉีดในผู้ที่ยังไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนเลย เพราะโรคไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรงเมื่อเป็นการติดเชื้อครั้งที่สอง (การฉีดวัคซีนเสมือนเป็นการได้รับเชื้อครั้งแรก เมื่อติดเชื้ออีกครั้งอาจเป็นไข้เลือดออกขั้นรุนแรง) บางประเทศได้ยกเลิกการใช้วัคซีนไข้เลือดออกแล้ว
  2. สำหรับผู้ที่สนใจและไม่มีข้อห้ามอาจเลือกฉีดได้ โดยฉีด 3 ครั้งที่เดือนที่ 0, 6, 12

  3. HPV เป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (Human papilloma virus) ซึ่งทำให้เกิดหูดที่บริเวณอวัยวะเพศและมะเร็งปากมดลูก ถือเป็นวัคซีนทางเลือกในเพศหญิงวัย 9-26 ปี และในเพศชายที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณทวารหนักและการเป็นมะเร็งของทวารหนัก โดยฉีด 3 ครั้ง ที่ 0, 1, 6 เดือน (หากเริ่มเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี อาจฉีดเพียงสองเข็มได้ โดยเว้นเข็มที่สอง)
  4. ตั้งแต่ปี 2561 HPV กลายเป็นวัคซีนบังคับสำหรับเด็กนักเรียนหญิงทุกคน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มฉีดให้ตั้งแต่ชั้นป. 5 ขึ้นไป

  5. Rota เป็นวัคซีนป้องกันโรคโรต้า (โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า) ที่มักเป็นในเด็กเล็ก มี 2 ชนิด แบบ monovalent กิน 2 ครั้งที่อายุ 2, 4 เดือน แบบ pentavalent กิน 3 ครั้งที่อายุ 2, 4, 6 เดือน สามารถให้ร่วมกับวัคซีนโปลิโอแบบกินได้
  6. ** ห้ามใช้ในเด็กที่เกิดมามีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และในเด็กที่เคยมีลำไส้กลืนกัน

  7. VZV เป็นวัคซีนป้องกันโรคสุกใส (หรืออีสุกอีใส) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 ครั้ง ในเด็กอาจฉีดครั้งแรกที่อายุ 18 เดือน และครั้งที่สองที่อายุ 2½ - 4 ปี ถ้าอายุมากกว่า 13 ปีแล้วยังไม่เคยเป็นโรคสุกใส และจะขอรับการฉีดวัคซีน ควรตรวจภูมิคุ้มกันโรคสุกใสก่อน ถ้ายังไม่มีแน่ถึงค่อยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
  8. วัคซีนสุกใสเป็นวัคซีนบังคับสำหรับผู้ที่จะเข้าทำงานเป็นบุคลากรทางการแพทย์และยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

    ผู้ที่ไม่ควรรับวัคซีนสุกใสได้แก่

    • หญิงมีครรภ์
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกําลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน, ยาเคมีบำบัดอยู่
    • ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีระดับ CD4 < 15%

    การให้วัคซีนสุกใสหลังสัมผัสโรคพบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันโรคถ้าให้ภายใน 3 วันหลังจากที่สัมผัสกับผู้ป่วย หรือถ้าเป็นก็ทำให้อาการน้อยลง

  9. งูสวัด โรคงูสวัดพบอุบัติการณ์มากขึ้นตามอายุ และอุบัติการณ์การเกิดภาวะ post-herpetic neuralgia (PHN) ก็บ่อยและรุนแรงขึ้นในผู้สูงอายุ การใช้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดพบว่าวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ร้อยละ 51.3 ในช่วง 3 ปี และแม้ว่าผู้ที่รับวัคซีนจะเกิดโรคงูสวัดก็พบว่ามีภาวะ PHN น้อยกว่าผู้ที่เป็นงูสวัดแต่ไม่ได้รับวัคซีน วัคซีนจะได้ประโยชน์สูงสุดในผู้ที่มีอายุ 60–69 ปี
  10. Typhoid เป็นวัคซีนป้องกันไข้ทัยฟอยด์ที่เกิดจากเชื้อ Salmonella typhi เท่านั้น มีแบบฉีดและแบบกิน ปัจจุบันประเทศไทยพบโรคนี้น้อยลงมาก มักระบาดตามแนวชายหรือศูนย์อพยพที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ ประเทศที่มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน ประเทศในอเมริกาใต้ และแอฟริกาตะวันตก ผู้ที่จะเดินทางไปยังแหล่งที่มีการระบาดและไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำหรืออาหารที่อาจปนเปื้อนได้ จึงอาจเลือกรับวัคซีน โดยฉีด 1 เข็มก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และกระตุ้นทุก 2 ปีถ้ายังอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นอยู่ วัคซีนมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 55-74
  11. วัคซีนทัยฟอยด์แบบกินเป็นชนิดเชื้อมีชีวิต จึงห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วิธีกินคือกินครั้งละ 1 แคปซูล วันเว้นวัน เป็นเวลา 4 วัน ควรกินให้ครบก่อนสัมผัสโรคอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะระหว่าง 24 ชั่วโมงก่อนให้วัคซีน จนถึง 7 วันหลังได้วัคซีนครบ วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันโรคร้อยละ 33-66 และป้องกันได้นานประมาณ 5 ปี หากยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสามารถกระตุ้นด้วยวัคซีน 4 โด๊ส ได้ทุก 5 ปี วัคซีนแบบกินนี้ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กำหนดตารางการให้วัคซีนสำหรับเด็กไทยดังนี้

ส่วนวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ก็มีคำแนะนำจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยเช่นกัน

บรรณานุกรม

  1. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. 2560. "ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติ." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติ 2560. (6 ธันวาคม 2560).
  2. ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย. 2557. "คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา การให้วัคซีนในผู้ใหญ่ (6 ธันวาคม 2560).