กลุ่มยาแก้ปวด (Analgesics)
ความปวดเป็นความทุกข์ทางกายที่เกิดจากกระบวนการทางชีววิทยาหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การแปลงสิ่งเร้าให้เป็นสัญญาณประสาท (Transduction) การนำส่งสัญญาณ (Transmission) และการปรับเปลี่ยนสัญญาณ (Modulation) ของสารเคมีในร่างกายหลังเกิดการบาดเจ็บ จนกระทั่งสมองรับรู้ความปวดนั้น (Perception) กลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเตือนให้เรารับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และถือเป็นระบบป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย ดังนั้น การใช้ยาแก้ปวดควรเกิดขึ้นภายหลังจากทราบสาเหตุของอาการปวดแล้ว และอยู่ในระหว่างการแก้ไขที่ต้นเหตุ ควรตระหนักเสมอว่ายาแก้ปวดช่วยเพียงบรรเทาอาการ แต่ไม่ได้ทำให้โรคหรือพยาธิสภาพนั้นหายไป
ชนิดของยาแก้ปวด
โดยทั่วไป ยาแก้ปวดสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามกลไกการออกฤทธิ์และผลต่อระบบประสาท ได้แก่
- กลุ่มที่ไม่เสพติด (Non-narcotic/opioid analgesics) เป็นยาแก้ปวดที่พบได้ทั่วไปตามร้านขายยา ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin (PG) ที่เนื้อเยื่อส่วนปลาย จึงไม่ทำให้ง่วงและไม่กดการหายใจ อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มักก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และอาจเป็นพิษต่อไตได้ การเพิ่มขนาดยาไม่ได้ช่วยให้ระงับปวดได้มากขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ลดไข้ และส่วนใหญ่ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย
- กลุ่มที่เสพติดได้ (Narcotic/Opioid analgesics) เป็นยาที่สังเคราะห์หรือพัฒนามาจากสารในต้นฝิ่น ออกฤทธิ์หลักที่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงและกดการหายใจ ยากลุ่มนี้จัดอยู่ในยาควบคุมประเภท 2 และ 3 ตามกฎหมาย ใช้ได้เฉพาะในทางการแพทย์เท่านั้น ไม่มีกลไกลดไข้หรือต้านการอักเสบ และเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งจะเกิดภาวะทนยา (tolerance) ทำให้ต้องเพิ่มขนาดยาเพื่อให้ได้ผลระงับปวดเท่าเดิม ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการกดการหายใจและอันตรายร้ายแรงอื่น ๆ
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะกรณีที่พยาธิสภาพเกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือเป็นอาการปวดเรื้อรัง อาจมีการใช้ยาประกอบเพื่อเสริมฤทธิ์ของยาแก้ปวด เช่น ยากันชัก ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาที่ช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง เช่น Gabapentin เป็นต้น
ยาชาไม่ใช่ยาแก้ปวด
ยาชาเฉพาะที่ไม่จัดเป็นยาแก้ปวด เนื่องจากออกฤทธิ์ยับยั้งการนำความรู้สึกทุกชนิดของเส้นประสาท ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความเย็น ความแหลมคม หรือพื้นผิวขรุขระ ผู้ป่วยจะไม่สามารถแยกแยะชนิดของวัตถุได้ และการหยิบจับสิ่งของจะไม่มั่นคง ยาชาออกฤทธิ์ชั่วคราวประมาณ 15–30 นาที ส่วนใหญ่อยู่ในรูปยาฉีดและใช้โดยแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยทรมานจากการผ่าตัด การเจาะ การขูด หรือหัตถการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง
ยาชามีอันตรายมากกว่ายาแก้ปวด เนื่องจากในช่วงที่ยาออกฤทธิ์ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บหรือรับรู้อันตรายใด ๆ รู้สึกเพียงความหนา และหากยาออกฤทธิ์กับเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ก็อาจทำให้ไม่สามารถขยับอวัยวะนั้นได้ ผู้ป่วยจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์จนกว่ายาจะหมดฤทธิ์ แม้ยาชาที่อยู่ในรูปแบบเจลทาแผลหรือยาอมแก้ปวดในช่องปากก็มีความเสี่ยงมากกว่ายาแก้ปวดทั่วไป และไม่ควรใช้โดยไม่จำเป็นหรือใช้พร่ำเพรื่อ
สรุป
ยาแก้ปวดมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย แต่ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุของโรค ยาแก้ปวดแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ไม่เสพติดและกลุ่มที่เสพติดได้ ซึ่งแตกต่างกันทั้งกลไกการออกฤทธิ์ ประโยชน์ และความเสี่ยง การเลือกใช้ยาจึงต้องพิจารณาจากสาเหตุของอาการปวด ความรุนแรง และสภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน ยาชาไม่ใช่ยาแก้ปวด และมีความเสี่ยงสูงกว่า จึงควรใช้เฉพาะภายใต้การดูแลของแพทย์ การใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้องและมีเหตุผลจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้น