ยาแอสไพริน (Aspirin)
ยาแอสไพรินเป็นยาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาก่อนการมาของยาพาราเซตามอล เนื่องจากมีราคาถูกและออกฤทธิ์ได้หลากหลาย ทั้งช่วยบรรเทาอาการปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ นอกจากนี้ ในขนาดต่ำยังมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของการอุดตันในหลอดเลือด จึงถูกนำมาใช้ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด รวมถึงใช้ป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง
งานวิจัยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังพบว่าแอสไพรินอาจช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างไรก็ตาม ยานี้มีข้อจำกัดสำคัญคือทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง และอาจก่อให้เกิดภาวะ Reye syndrome หากนำมาใช้ลดไข้ในเด็ก
ด้วยเหตุนี้ ความนิยมในการใช้แอสไพรินเพื่อลดไข้จึงลดลงอย่างมาก แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาอาการปวดและการอักเสบของข้อ เช่น ไขข้อกระดูกเสื่อม (Osteoarthritis) ไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) และไขข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis) รวมถึงใช้บรรเทาอาการปวดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ และใช้ในขนาดต่ำเพื่อป้องกันหลอดเลือดอุดตันในผู้ที่มีความเสี่ยง
ที่มาและการออกฤทธิ์:
แอสไพริน หรือ Acetyl salicylic acid มีที่มาจากสารธรรมชาติในต้นหลิว (willow tree) บุคคลแรกที่มีบันทึกถึงการใช้สารจากต้นหลิวเพื่อลดอาการปวดคือ ฮิปโปเครติส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก ซึ่งแนะนำให้สตรีที่กำลังคลอดบุตรดื่มชาจากใบหลิวเพื่อลดความเจ็บปวด ตั้งแต่ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18–19 นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดสาร salicin จากเปลือกต้นหลิวและดอกมีโดว์สวีท (meadowsweet) และนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยทางคลินิก หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บริษัทไบเออร์ได้รับสิทธิบัตรตัวยา acetyl salicylic acid และเริ่มผลิตออกจำหน่ายอย่างแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก
แอสไพรินออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิเจเนส (Cyclooxygenase; COX) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้าง Prostaglandin สารที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด ไข้ และกระบวนการอักเสบ ขณะที่แอสไพรินในขนาดต่ำจะยับยั้งการสร้าง Thromboxane A2 ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ดังนั้น การเลือกใช้แอสไพรินจึงจำเป็นต้องพิจารณาขนาดยาให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการรักษา
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้เพื่อลดอาการอักเสบของข้อ
แอสไพรินจัดเป็นยาต้านการอักเสบของข้อที่มีประสิทธิภาพและราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ยานี้สามารถระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ จึงควรรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที และควรได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุของข้ออักเสบอย่างชัดเจนก่อนเริ่มการรักษา เนื่องจากข้ออักเสบบางชนิดอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาจำเพาะอื่น ๆ
ระดับยาในเลือดที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโรคข้ออักเสบทั่วไปอยู่ที่ 150–300 mcg/mL หากระดับเกิน 200 mcg/mL อาจเกิดพิษจากยาได้ ส่วนการรักษาโรคไข้รูห์มาติก (Rheumatic Fever) ต้องการระดับยาในเลือดสูงกว่าคือ 250–400 mcg/mL
ขนาดยาที่ใช้มีดังนี้:
- ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดอื่น ๆ ให้รับประทานครั้งละ 325-650 mg (หรือ 10-15 mg/kg ในเด็ก) สามารถให้ซ้ำทุก 4 ชั่วโมงหากยังมีอาการปวด ขนาดรวมต่อวันไม่ควรเกิน 4 กรัม ควรเลือกใช้ชนิดเม็ดเคลือบ (enteric-coated tablet) เพื่อช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น
- ใช้เพื่อลดไข้ ** ไม่ควรใช้แอสไพรินในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการ Reye syndrome ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอลแทน
ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 325-650 mg ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดรวมต่อวันไม่ควรเกิน 4 กรัม
- ใช้เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน
ในกรณีหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับแอสไพรินมาก่อน ควรให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300–325 mg (1 เม็ด) ทันที เพื่อให้ระดับยาในเลือดสูงพอและยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว จากนั้นลดขนาดยาลงเหลือ 160–162.5 mg วันละครั้ง หลังอาหารเช้า เป็นเวลา 30 วัน ก่อนปรับเป็นขนาดสำหรับการป้องกันระยะยาว
- ใช้เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตันในผู้ที่มีความเสี่ยง
ผู้ที่เคยมีหลอดเลือดอุดตันมาก่อน ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือด ผู้ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ควรรับประทานแอสไพรินขนาด 75–81 mg วันละครั้งตอนเช้า หรือใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดชนิดอื่นต่อเนื่อง เว้นแต่จะมี ข้อห้ามในการใช้ยา
- ใช้เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia) ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง
สตรีที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่เคยมีครรภ์เป็นพิษมาก่อน ตั้งครรภ์แฝด มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต หรือโรคออโต้อิมมูน ควรรับประทานแอสไพรินขนาด 81 mg/day ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์จนถึงคลอด แม้ไม่สามารถป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้ทั้งหมด แต่สามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคได้
- ใช้เพื่อป้องกันมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งใช้ที่แน่ชัด
ผู้ที่รับประทานแอสไพรินเป็นระยะเวลานาน หากต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือทำฟัน ควรหยุดยาอย่างน้อยประมาณ 10 วันก่อนทำหัตถการ
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาแอสไพรินคือการระคายเคืองกระเพาะอาหารและการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร อาการเหล่านี้สามารถป้องกันหรือบรรเทาได้โดยการรับประทานยาหลังอาหารทันที หรือเลือกใช้ยาชนิดเคลือบด้วยสารที่ควบคุมการปลดปล่อยตัวยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคตับหรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงดังกล่าวมากขึ้น แม้จะใช้ยาในรูปแบบ enteric-coated tablet ก็ตาม
ผู้ที่แพ้ยาแอสไพรินอาจมีอาการลมพิษ ตาบวม ปากบวม หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาการแพ้ลักษณะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอยู่ก่อนแล้ว
นอกจากนี้ แอสไพรินยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้ในบางราย เช่น ภาวะไตอักเสบและไตเสื่อม ตับอักเสบและภาวะน้ำดีคั่ง อาการหูอื้อ เม็ดเลือดลดลง รวมถึงเลือดออกในสมอง
พิษของยาแอสไพรินมักเริ่มเกิดเมื่อรับประทานยาในขนาดมากกว่า 150 mg/kg ขึ้นไป โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ มีเสียงดังในหู หายใจเร็วและลึก (hyperventilation) หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ สับสน ชัก หมดสติ (โคม่า) และอาจหยุดหายใจได้ การใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาโรคข้ออักเสบเป็นระยะเวลานานควรได้รับการตรวจระดับยาในเลือดอย่างสม่ำเสมอ และหากเริ่มมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ไม่ควรรับประทานยาต่อ
ข้อห้ามในการใช้ยาแอสไพริน
- ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด
- กำลังมีแผลในกระเพาะอาหาร
- เป็นโรคที่มีเลือดออกง่ายอยู่แล้ว
- มีเกล็ดเลือดต่ำ
- เคยมีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือเลือดออกในสมองมาก่อน
- ไตเสื่อม
- เป็นโรคตับรุนแรง
- มีประวัติแพ้ยาแอสไพริน
- ไม่แนะนำให้ใช้
- ผู้ที่อายุต่ำกว่า 21 ปี (เพราะมีความเสี่ยงจะเกิด Reye syndrome)
- กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
- กำลังใช้ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ตัวอื่น
- มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ (เพราะเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมอง)
สรุป
ยาแอสไพรินเป็นยาที่มีประวัติการใช้ยาวนานและมีคุณสมบัติหลากหลาย ทั้งการบรรเทาอาการปวด ลดไข้ ต้านการอักเสบ และต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคข้ออักเสบ การป้องกันและรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของยาแอสไพรินจะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมก็ต่อเมื่อเลือกใช้ในขนาดและข้อบ่งใช้ที่ถูกต้อง
ในขณะเดียวกัน แอสไพรินเป็นยาที่มีผลข้างเคียงและพิษจากยาได้ โดยเฉพาะการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร ภาวะแพ้ยา และความเป็นพิษต่อไต ตับ และระบบประสาท การใช้ยาในระยะยาวหรือขนาดสูงจำเป็นต้องมีการติดตามระดับยาในเลือดและอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังหลายประการ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด และผู้ที่ใช้ยากลุ่มอื่นร่วมด้วย
ดังนั้น การใช้ยาแอสไพรินควรอยู่ภายใต้การพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เลือกขนาดยาให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการรักษา และหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่มีข้อห้าม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา พร้อมลดโอกาสเกิดอันตรายจากผลข้างเคียงและพิษของยาให้น้อยที่สุด