ยาอะทีโนลอล (Atenolol)

ยาอะทีโนลอลเป็นยาปิดตัวรับเบตารุ่นถัดมา ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อแก้ข้อจำกัดของยาโพรพราโนลอลโดยตรง ยาออกฤทธิ์จำเพาะต่อ ตัวรับ β1 เป็นหลัก จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมตีบในขนาดยาปกติ ต่างจากโพรพราโนลอล ยานี้ไม่ถูกเมตาบอไลต์ที่ตับ ทำให้มีฤทธิ์อยู่ในกระแสเลือดนาน สามารถรับประทานเพียงวันละครั้ง และไม่ผ่าน blood-brain barrier จึงแทบไม่เกิดผลข้างเคียงทางระบบประสาทส่วนกลาง

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ยาอะทีโนลอลจึงเหมาะสำหรับใช้รักษาโรคเรื้อรังที่ต้องการลดการทำงานของหัวใจอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มอาการ long QT syndrome และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะทั้งชนิด supraventricular และ ventricular tachycardia

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ในขนาดยาปกติ ยาอะทีโนลอลจะปิดกั้นตัวรับ β1 ที่หัวใจและผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง บีบตัวเบาลง และหลอดเลือดคลายตัว ความดันโลหิตจึงลดลง อย่างไรก็ตาม หากใช้ในขนาดสูง ยาอาจเริ่มปิดกั้นตัวรับ β2 ที่หลอดลมได้ ทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบจากหลอดลมตีบในผู้ที่ได้รับยาเกินขนาด

ยาถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกมากับอุจจาระ ส่วนที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2–4 ชั่วโมงหลังรับประทาน มีระยะครึ่งชีวิตประมาณ 6–7 ชั่วโมง และถูกขับออกทางไตเป็นหลัก

ยาอะทีโนลอลไม่เหมาะที่จะใช้ร่วมกับยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียมและยาดิจิทาลิส เนื่องจากออกฤทธิ์กดการทำงานของหัวใจในทิศทางเดียวกัน แต่สามารถใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ และยารองในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง เช่น Methyldopa, Hydralazine และ Prazosin ได้

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้ลดความดันโลหิตในโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่
  2. ขนาดยาที่ใช้คือ 50-100 mg/วัน รับประทานวันละครั้ง ในผู้สูงอายุยามักมีฤทธิ์แรงกว่าคนทั่วไป จึงควรเริ่มที่ขนาด 25 mg การปรับยาควรรอให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 1 เดือนก่อน

    การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องแล้วหยุดยาทันที หรือขาดยาโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นได้ ดังนั้นหากจำเป็นต้องหยุดยา ควรลดความถี่เป็นวันเว้นวันนาน 1–2 สัปดาห์ก่อนหยุด และหากความดันเริ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ ควรเริ่มยาขนานใหม่ควบคู่ไปทันที

    ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่เพียงพอเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาอะทีโนลอลในเด็ก

  3. ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการแน่นอกเรื้อรัง (ร่วมกับยาอื่น)
  4. ผู้ป่วยที่เหมาะสม ได้แก่ ผู้ที่มีอาการแน่นอกเรื้อรังชนิด chronic stable angina ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือด และผู้ที่มีอาการเจ็บอกจากหลอดเลือดหัวใจหดตัวเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)

    ขนาดยาที่ใช้คือ 25-50 mg วันละครั้ง

  5. ใช้คุมจังหวะการเต้นรัวของหัวใจในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  6. ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะร่วมด้วย ยากลุ่มปิดตัวรับเบตาจะเหมาะในผู้ป่วยที่ยังไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง และความดันโลหิตยังไม่ต่ำมาก

    ในประเทศไทยยังไม่มียาอะทีโนลอลชนิดฉีด จึงไม่เหมาะสำหรับการแก้ภาวะหัวใจเต้นรัวในระดับวิกฤติ แต่ในต่างประเทศมีรูปแบบฉีด โดยใช้ขนาด 5 mg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้า ๆ ภายใน 10 นาที สามารถให้ซ้ำได้หากยังไม่ตอบสนอง จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นยารับประทานขนาด 50–100 mg วันละครั้ง ต่อเนื่องอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่แพทย์จะปรับแผนการรักษาในระยะยาว



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ข้อห้ามในการใช้ยาอะทีโนลอล

  1. ผู้ที่มีชีพจรเต้นช้ากว่า 50 ครั้ง/นาที
  2. ผู้ที่มีความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 100 mmHg
  3. ผู้ที่มีภาวะ heart block ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป
  4. ผู้ที่กำลังมีน้ำท่วมปอดจากภาวะหัวใจล้มเหลว

อะทีโนลอลสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ จึงไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงที่ให้นมบุตร และไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจก่ออันตรายต่อทารกในครรภ์

ยานี้อาจทำให้อาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ใจสั่นหรือเหงื่อออก ลดลงหรือหายไป จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลในขนาดสูง

เนื่องจากยาถูกขับออกทางไตเป็นหลัก ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังควรลดขนาดยา หรือพิจารณาใช้ยากลุ่มอื่นแทน

ผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบได้น้อยมาก ได้แก่ ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (agranulocytosis) ภาวะซึมเศร้า ผื่นแพ้ยา และตาแห้ง

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ไม่ควรใช้ยากลุ่มปิดตัวรับเบตาร่วมกับกลุ่มยาเหล่านี้ เพราะจะเสริมฤทธิ์กดการทำงานของหัวใจมากเกินไป

  • กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียม
  • ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ Disopyramide, Amiodarone และ Digitalis

การใช้ยากลุ่มปิดตัวรับเบตาร่วมกับ Clonidine ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อจำเป็นต้องหยุดยาตัวใดตัวหนึ่ง ต้องค่อย ๆ ลดขนาดยาทั้งคู่ลงประมาณครึ่งหนึ่งทุก 2–4 สัปดาห์ การหยุดยาทันทีอาจทำให้ความดันโลหิตดีดสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกรณีหยุด Clonidine ขณะที่ยังรับประทาน Atenolol อยู่ จำไว้ว่าต้องถอน Atenolol ก่อน Clonidine และหากต้องการเปลี่ยนจาก Clonidine เป็น Atenolol ต้องหยุด Clonidine ให้หมดก่อน แล้วรออีก 1–2 สัปดาห์จึงเริ่ม Atenolol

การใช้ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ร่วมกับอะทีโนลอล อาจทำให้ฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยาอะทีโนลอลลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าเดิม

สรุป

ยาอะทีโนลอลเป็นยาปิดตัวรับเบตาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β1 มีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม ไม่ผ่านสมอง ไม่ถูกเมตาบอไลต์ที่ตับ และสามารถรับประทานวันละครั้ง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้องคำนึงถึงข้อห้ามใช้ ภาวะไตทำงานบกพร่อง และปฏิกิริยาระหว่างยาร่วมด้วยเสมอ การเริ่ม ปรับ หรือหยุดยา ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง

บรรณานุกรม

  1. "Atenolol Tablets." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Drugs.com (6 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Stewart Jolly. "Atenolol – 30 Years of Life Cycle Management." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา AstraZeneca (6 กุมภาพันธ์ 2569).