กลุ่มยาปิดตัวรับเบตา (β-blockers, BBs)

สารสื่อประสาทจากปลายประสาทซิมพาเธติกจะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อไปจับกับตัวรับอัลฟา (α-receptors) หรือเบตา (β-receptors) ที่อวัยวะเป้าหมาย ตัวรับเบตาในร่างกายแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่

  • β1 พบมากที่สุดที่หัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วและบีบตัวแรงขึ้น และที่ไตจะกระตุ้นการหลั่งเรนิน ส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  • β2 พบมากที่หลอดลมและหลอดเลือด ทำให้หลอดลมและหลอดเลือดขยายตัว มดลูกคลายการบีบตัว กระเพาะปัสสาวะและทางเดินอาหารทำงานลดลง กล้ามเนื้อม่านตาขยาย และกระตุ้นการสลายไขมันและไกลโคเจนที่ตับ
  • β3 มีความสำคัญทางคลินิกน้อย พบที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำหน้าที่กระตุ้นการสลายไขมันเป็นพลังงาน

ยาปิดตัวรับเบตาเป็นยาที่เข้าไปแย่งจับกับตัวรับเบตา ทำให้สารสื่อประสาทไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ ผลลัพธ์คือการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้าม เช่น หัวใจเต้นช้าลงและบีบตัวอ่อนลง ไตหลั่งเรนินลดลง หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว ทางเดินอาหารบีบตัวแรงขึ้น และมีการสะสมไขมันมากขึ้น

ยากลุ่มนี้เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 และมีข้อบ่งใช้กว้างขวางมาก ตั้งแต่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต้อหิน ไมเกรน ภาวะมือสั่น ไปจนถึงโรคตับแข็ง เซอร์ เจมส์ แบล็ก (Sir James Black) ผู้พัฒนายาต้นแบบได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ จากผลงานที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมหาศาลทั่วโลก

กลุ่มย่อยของยาปิดตัวรับเบตา

ยากลุ่มนี้มีชื่อลงท้ายด้วย “-lol” ตัวต้นแบบคือ Propranolol สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยาที่ปิดตัวรับเบตาทุกชนิด (Non-selective) และยาที่เลือกปิดเฉพาะตัวรับ β11-selective) กลุ่มหลังช่วยลดผลข้างเคียงจากการปิดตัวรับ β2 จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคทางปอดมากกว่า

ภายในกลุ่มเดียวกัน ยาแต่ละชนิดยังมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น บางตัวมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับเบตาอ่อน ๆ (Intrinsic sympatomimetic activity, ISA) จึงไม่กดการทำงานของหัวใจมากนัก บางตัวปิดตัวรับอัลฟา (α1) ร่วมด้วย ทำให้หลอดเลือดขยายและลดความดันได้มากขึ้น บางตัวมีฤทธิ์ยับยั้งการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของหัวใจ (Membrane stabilizing activity, MSA) รวมถึงความสามารถในการละลายน้ำหรือไขมัน ซึ่งมีผลต่อการผ่านเข้าสมองและการขับออกทางไต

ยาบางชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น Sotalol ซึ่งสามารถปิดช่องโพแทสเซียมที่หัวใจ ทำให้ระยะการคลายตัวของหัวใจห้องล่างยาวขึ้น และช่วยควบคุมภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้



การใช้ยาที่เหมาะสม

ยาปิดตัวรับเบตามีข้อบ่งใช้หลากหลาย ครอบคลุมหลายระบบของร่างกาย ได้แก่

  1. รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  2. ไม่ใช่ยาหลักตามแนวทางมาตรฐาน แต่เหมาะในผู้ป่วยอายุน้อย ชีพจรเร็ว มีภาวะหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว ฤทธิ์ลดความดันมาจากการลดการทำงานของหัวใจเป็นหลัก (ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคหอบหืด)

  3. รักษาและป้องกันภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  4. เป็นยาทางเลือกแรกในการรักษา SVT และ VT รวมถึงการป้องกันการเกิดซ้ำ ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ Esmolol, Sotalol และ Landiolol การใช้ร่วมกับดิจ๊อกซินต้องระวังการเกิด heart block

  5. รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
  6. ใช้ในผู้ป่วยที่อาการคงที่แล้ว ยาที่มีหลักฐานลดอัตราการเสียชีวิต ได้แก่ Carvedilol, Metoprolol, Bisoprolol และ Nebivolol

  7. รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ร่วมกับยาอื่น)
  8. ช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำ ยาที่มีการศึกษาในกรณีนี้คือ Acebutolol, Atenolol, Metoprolol, Propranolol, และ Timolol แต่ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่ยังมีหัวใจล้มเหลวรุนแรง ความดันต่ำ หรือหัวใจเต้นช้า รวมทั้งผู้ป่วยโรค COPD

  9. รักษา angina (ร่วมกับยาอื่น)
  10. ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกและเพิ่มความทนต่อการออกกำลังกาย ไม่เหมาะกับ Prinzmetal angina

  11. ควบคุมอาการจากต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  12. ช่วยบรรเทาอาการใจสั่น มือสั่น และใช้เตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ** ห้ามหยุดยาอย่างกะทันหัน เพราะอาจนำไปสู่ภาวะ Thyroid storm

  13. ใช้เตรียมผ่าตัดในโรค Pheochromocytoma
  14. ต้องให้ยาปิดตัวรับอัลฟาก่อนเสมอ (สัก 1-2 สัปดาห์) แล้วจึงตามด้วยยาปิดตัวรับเบตา ห้ามให้สลับลำดับ

  15. รักษาโรคต้อหิน
  16. ใช้ยาหยอดตา เช่น Timolol ร่วมกับ Dorzolamide

  17. ป้องกันไมเกรน
  18. เหมาะในผู้ป่วยที่มีอาการบ่อยหรือรุนแรง Propranolol เป็นยาที่มีข้อมูลความปลอดภัยในเด็ก

  19. บรรเทาอาการมือสั่นชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential tremor)
  20. ใช้ Propranolol ขนาด 20-60 mg/วัน หลังจากตัดสาเหตุอื่นแล้ว

  21. รักษาตับแข็งที่มีท้องมาน
  22. Non-selective β-blockers ช่วยลดแรงดันพอร์ทัลและลดความเสี่ยงเลือดออก

  23. ชะลอการโป่งของหลอดเลือดแดงเอออร์ตาใน Marfan syndrome
  24. การใช้ Atenolol หรือ Propranolol ระยะยาวช่วยลดอัตราการขยายของหลอดเลือด

  25. ภาวะหลอดเลือดเอออร์ตาฉีกขาดเฉียบพลัน (Acute aortic dissection)
  26. ใช้ร่วมกับยาลดความดันชนิดฉีดเพื่อลดแรงดันต่อผนังหลอดเลือดก่อนผ่าตัด

  27. Mitral valve prolapse ที่มีอาการ
  28. ช่วยลดใจสั่นและป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  29. Hypertrophic obstructive cardiomyopathy (HCM)
  30. ใช้ลดการทำงานของหัวใจในระยะแรก ก่อนพิจารณาการผ่าตัด

  31. Postural orthostatic tachycardia syndrome (POTS)
  32. ช่วยบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็วเมื่อลุกขึ้นยืน

  33. โรคเหงื่อออกมากที่ไม่ทราบสาเหตุ
  34. อาจช่วยควบคุมอาการได้ในบางราย

รูปข้างล่างแสดงข้อบ่งใช้ของยาแต่ละตัวสำหรับโรคหัวใจ



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

** ห้ามหยุดยาปิดตัวรับเบตาอย่างกะทันหัน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือความดันสูงรุนแรง ต้องค่อย ๆ ลดขนาดยานาน 2–4 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นก็เริ่มยาขนานใหม่ถ้าความดันโลหิตสูงขึ้น

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ หัวใจเต้นช้า ความดันต่ำ เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย ฝันร้าย ซึมเศร้า ไขมันในเลือดผิดปกติ เหงื่อออกมาก และระคายเคืองตา

ยาอาจรบกวนการควบคุมน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน และอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทารกที่กินนมแม่ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

สรุป

ยาปิดตัวรับเบตาเป็นยาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเวชปฏิบัติ ครอบคลุมตั้งแต่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ การเลือกใช้ยาที่เหมาะสมต้องพิจารณาชนิดของยา คุณสมบัติเฉพาะของผู้ป่วย และข้อควรระวังด้านผลข้างเคียงอย่างรอบคอบ หากใช้ได้ถูกต้อง ยากลุ่มนี้สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ

บรรณานุกรม

  1. Rector WG Jr, Reynolds TB. 1984. "Propranolol in the treatment of cirrhotic ascites." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Arch Intern Med. 1984 Sep;144(9):1761-3. (5 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Valerio Giannelli, et al. 1984. "Beta-blockers in liver cirrhosis." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Ann Gastroenterol. 2014; 27(1): 20–26. (5 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. Keane MG, Pyeritz RE. 2008. "Medical management of Marfan syndrome." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Circulation 2008;117:2802-13 (5 กุมภาพันธ์ 2569).