ยาคาร์วีดิลอล (Carvedilol)

ยาคาร์วีดิลอลได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 โดย ดร. รัฟโฟโล (Dr. Ruffolo) และทีมวิจัยของบริษัทเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (Boehringer Ingelheim) ภายใต้บริบททางการแพทย์ในยุคนั้นที่ยังถือเป็นข้อห้ามในการใช้ยากลุ่มปิดตัวรับเบตาในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ทีมวิจัยได้ตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม และเลือกพัฒนายาที่มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาซับซ้อน ออกฤทธิ์หลายตำแหน่ง เพื่อใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวโดยเฉพาะ การพัฒนายานี้จึงเปรียบเสมือนเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็ก ๆ ที่ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าความเชื่อเดิม จนนำไปสู่นวัตกรรมที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ยาคาร์วีดิลอลจึงเป็นยาปิดตัวรับเบตาตัวแรกที่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวทุกรูปแบบ และต่อมาได้กลายเป็นยามาตรฐานหลักในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว ด้วยหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาคาร์วีดิลอลจัดเป็นยาปิดตัวรับเบตารุ่นที่สาม ออกฤทธิ์ยับยั้งทั้งตัวรับ β1 และ β2 พร้อมทั้งปิดกั้นตัวรับ α1 ด้วย นอกจากนี้ยายังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการแบ่งตัวของเซลล์ ในขนาดสูงสามารถออกฤทธิ์ปิดกั้นช่องแคลเซียมได้อีกด้วย ผลรวมของกลไกเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว ความดันโลหิตลดลง หัวใจทำงานเบาลง เต้นช้าลง และมีเลือดกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น โดยยาไม่มีผลลดการไหลเวียนเลือดไปยังไต และไม่รบกวนการขับโซเดียมของไต

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาปิดกั้นตัวรับ β2 ที่ปอดด้วย จึงอาจกระตุ้นให้เกิดหลอดลมตีบได้ในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือถุงลมโป่งพอง

ยาคาร์วีดิลอลดูดซึมได้ดีหลังรับประทาน โดยให้ระดับยาในเลือดสูงสุดภายในประมาณ 1–2 ชั่วโมง ยาจับกับโปรตีนในเลือดเป็นส่วนใหญ่ มีระยะครึ่งชีวิตประมาณ 4–7 ชั่วโมง จึงแนะนำให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง แม้จะเป็นยาที่ละลายในไขมันได้ดี (lipophilic) แต่กลับพบผลข้างเคียงทางสมองไม่มาก ยาถูกเมตาบอไลต์ที่ตับ และขับออกทางน้ำดีและอุจจาระเป็นหลัก ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับจำเป็นต้องลดขนาดยา ส่วนผู้ป่วยโรคไตและผู้สูงอายุโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา

การใช้ยาที่เหมาะสม

ยาคาร์วีดิลอลถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ประเภทบัญชี ค. ซึ่งกำหนดให้ต้องสั่งใช้โดยแพทย์เฉพาะทาง ข้อบ่งใช้หลักคือการรักษาภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานบกพร่องและภาวะหัวใจล้มเหลว ในประเทศไทยไม่แนะนำให้ใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีราคาสูงและไม่ให้ประโยชน์เพิ่มเติมเหนือยากลุ่มอื่น แต่ในบางประเทศสามารถใช้เป็นยาลดความดันโลหิตเดี่ยวได้

ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 6.25–50 mg ต่อวัน แบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตค่อนข้างต่ำควรเริ่มต้นที่ขนาด 3.125 mg วันละ 2 ครั้ง และปรับขนาดยาทุก 7 วันตามการตอบสนอง เป้าหมายของการรักษาคือเพื่อลดอาการเหนื่อย ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในช่วง 60–90 ครั้งต่อนาที ส่วนกรณีที่ความดันโลหิตยังควบคุมได้ไม่ดี ควรใช้ยากลุ่มอื่นร่วม โดยเฉพาะยาขับปัสสาวะ

ข้อห้ามในการใช้ยาคาร์วีดิลอล ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคหอบหืด ถุงลมโป่ง หรือมีภาวะที่หลอดลมตีบบ่อย
  • มีความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่ระดับ Second degree AV block ขึ้นไป
  • มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 50 ครั้งต่อนาที
  • มีความดันโลหิตต่ำรุนแรงจนต้องใช้ยาพยุงความดัน
  • มีภาวะตับแข็งหรือภาวะตับวาย
  • เคยมีประวัติแพ้ยากลุ่มนี้อย่างรุนแรง


ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

** การหยุดใช้ยาคาร์วีดิลอลอย่างกะทันหันในผู้ที่ใช้เป็นประจำ อาจกระตุ้นให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากจำเป็นต้องหยุดหรือเปลี่ยนยา ต้องค่อย ๆ ลดขนาดหรือจำนวนครั้งในการรับประทาน พร้อมกับเริ่มยาทดแทนในช่วงที่กำลังลดยา

ในผู้ป่วยเบาหวาน ยากลุ่มปิดตัวรับเบตาสามารถบดบังอาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ใจสั่นและเหงื่อออก จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่ใช้ยาลดน้ำตาลในขนาดสูง หรือหากจำเป็นต้องใช้ ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลโรคเบาหวานให้ทราบ

โดยรวมแล้วยาคาร์วีดิลอลถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อย บางรายอาจพบเอนไซม์ตับสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องหยุดยา

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยาคาร์วีดิลอลถูกเมตาบอไลต์โดยเอนไซม์ในระบบ cytochrome ของตับ จึงอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาหลายชนิด โดยส่วนใหญ่มักทำให้ระดับยาสูงหรือต่ำลงเพียงเล็กน้อย กลุ่มยาที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาคาร์วีดิลอล ได้แก่ Amiodarone, Digitalis และยาลดความดันโลหิตกลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กดการทำงานของหัวใจมากขึ้น

สรุป

ยาคาร์วีดิลอลเป็นยาปิดตัวรับเบตารุ่นที่สามซึ่งมีคุณสมบัติออกฤทธิ์หลายตำแหน่ง ทั้งการปิดกั้นตัวรับ β และ α รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานบกพร่อง ยานี้เป็นหนึ่งในยาหลักที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องเริ่มจากขนาดต่ำ ปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหลีกเลี่ยงการหยุดยาอย่างกะทันหัน รวมทั้งต้องระวังในผู้ป่วยโรคปอด เบาหวาน และโรคตับ เมื่อใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ยาคาร์วีดิลอลถือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงในการดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะยาว

บรรณานุกรม

  1. Ruffolo RR Jr, et al. 1990. "The pharmacology of carvedilol." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Eur J Clin Pharmacol. 1990;38 Suppl 2:S82-8. (6 กุมภาพันธ์ 2569).