ยาซิลอสทาซอล (Cilostazol, Pletaal®, Pletal®)
ซิลอสทาซอลเป็นยาต้านเกล็ดเลือดในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ Phosphodiesterase-3 (PDE-3 inhibitor) มีข้อบ่งใช้ค่อนข้างจำกัด ได้แก่ การรักษาอาการปวดขาเป็นระยะจากภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (intermittent claudication) และใช้เป็นการป้องกันการเกิดซ้ำ (secondary prevention) ในผู้ป่วยที่เคยมีภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันชนิด TIA หรือ non-cardioembolic ischemic stroke เท่านั้น
เนื่องจากยามีราคาสูง ประสิทธิภาพไม่ได้เหนือกว่ายาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่นอย่างชัดเจน และมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังมาก จึงไม่ได้ถูกจัดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เว้นแต่ในกรณีมีข้อบ่งใช้จำเพาะดังกล่าวและไม่สามารถใช้ยาทางเลือกอื่นได้
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ซิลอสทาซอลเป็นยาที่พัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่นโดยบริษัท Otsuka เริ่มใช้ในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 และได้รับอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1999
กลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือการยับยั้งเอนไซม์ PDE-3 ทำให้ระดับ cAMP ภายในเซลล์เพิ่มสูงขึ้น ในเกล็ดเลือด cAMP จะยับยั้งการเพิ่มขึ้นของแคลเซียมภายในเซลล์ ส่งผลให้เกล็ดเลือดไม่เปลี่ยนรูปร่างและไม่สามารถกระตุ้นกระบวนการรวมกลุ่มต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ยายังยับยั้งการสร้าง Thromboxane A2 และ Prostaglandin F2α อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เอนไซม์ PDE-3 พบในเซลล์หลายชนิด จึงทำให้ยามีฤทธิ์หลายระบบ เช่น ต้านการอักเสบ ขยายหลอดเลือด ขยายหลอดลม เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และลดความดันลูกตา จึงถือว่าเป็นยาที่มีผลทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
ยามีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวอมเหลือง ไม่ละลายน้ำ ผลิตในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลขนาด 50 และ 100 มก. การดูดซึมจะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมัน ยาถูกเมตาบอไลต์ที่ตับผ่านเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 มากกว่า 95% ของยาจับกับอัลบูมินในเลือด และถูกขับออกทางปัสสาวะ มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 12 ชั่วโมง ดังนั้นในผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตต้องระวังการสะสมของยา
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาอาการขาดเลือดของปลายมือปลายเท้า
ผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบเรื้อรังมักมีอาการปวดขาเมื่อเดินไกล ปลายมือปลายเท้าเย็น หรือมีแผลเรื้อรัง การวินิจฉัยควรอาศัยการตรวจ ankle-brachial index (ABI), ultrasound หลอดเลือด หรือ angiography ประกอบ
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดหลอดเลือด ซิลอสทาซอลสามารถช่วยลดอาการและเพิ่มระยะทางการเดินได้ โดยมีรายงานว่าผู้ป่วยประเมินผลการรักษาว่าดีหรือดีมากประมาณ 66% และดีเล็กน้อยหรือดีกว่าเดิมรวมประมาณ 85% อย่างไรก็ตาม ในรายที่สามารถผ่าตัดได้ การผ่าตัดยังคงเป็นแนวทางหลัก เพราะยาไม่ได้แก้ไขโครงสร้างของหลอดเลือดที่ตีบตัน
ขนาดยามาตรฐานในผู้ใหญ่คือ 100 มก. วันละ 2 ครั้ง รับประทานก่อนอาหาร หรืออย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังอาหาร เนื่องจากอาหารอาจเพิ่มการดูดซึมจนเกิดผลข้างเคียงมากขึ้น ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP2C19 หรือ CYP3A4 ควรลดขนาดเหลือ 50 มก. วันละ 2 ครั้ง ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต หากใช้ต่อเนื่อง 3 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรพิจารณาหยุดยา
- ใช้ป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน (ที่ไม่ใช่จากหัวใจ)
กรณีหลอดเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือดที่มาจากหัวใจ ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) แต่หากตรวจหัวใจแล้วไม่พบแหล่งกำเนิดลิ่มเลือด ผู้ป่วยควรได้รับยาต้านเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
เนื่องจากซิลอสทาซอลมีราคาสูงกว่ายาตัวอื่น จึงมักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้หรือมีข้อห้ามใช้ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่น ขนาดยาที่ใช้เหมือนกับข้อแรก และควรเริ่มยาเมื่อความดันโลหิตและสภาวะทั่วไปคงที่แล้ว รวมถึงยืนยันว่าไม่มีลิ่มเลือดจากหัวใจก่อนเริ่มรักษา
ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ยาซิลอสทาซอลในกรณีต่อไปนี้
- ผู้ที่กำลังมีภาวะเลือดออก เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร เลือดออกในสมอง เลือดออกทางเดินปัสสาวะ ไอเป็นเลือด หรือภาวะเลือดออกง่ายอื่น ๆ
- ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากยามีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ
- ผู้ที่แพ้ยาหรือส่วนประกอบของยา (ซิลอสทาซอลเป็นสารสังเคราะห์ มีสูตรโมเลกุล C20H27N5O2)
- หญิงตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
- หญิงให้นมบุตร เนื่องจากยาสามารถผ่านทางน้ำนมได้
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยแต่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และผื่นผิวหนัง
ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อยแต่รุนแรง ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง เม็ดเลือดขาวลดลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลว ตับทำงานผิดปกติ ไตวายเฉียบพลัน ปอดอักเสบชนิด interstitial pneumonitis และภาวะเลือดออกง่ายทั่วร่างกาย
อาการไม่พึงประสงค์พบได้มากขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรเริ่มต้นด้วยขนาด 50 มก. วันละ 2 ครั้ง และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติควรหยุดยา
ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในเด็ก
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ซิลอสทาซอลถูกเมตาบอไลต์ผ่านเอนไซม์ในกลุ่ม cytochrome P450 ดังนั้นยาที่ยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้จะเพิ่มระดับยาในเลือด จำเป็นต้องลดขนาดยาเมื่อใช้ร่วมกัน ตัวอย่างได้แก่
- ยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolides เช่น erythromycin, roxithromycin
- ยาต้านเชื้อรากลุ่ม azoles เช่น itraconazole, miconazole
- ยาลดกรด เช่น cimetidine, omeprazole
- ยาโรคหัวใจ เช่น diltiazem
- ยาต้านไวรัสกลุ่ม HIV protease inhibitors เช่น ritonavir
- น้ำเกรพฟรุต
ไม่ควรใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่น หรือยาสลายลิ่มเลือด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
สรุป
ซิลอสทาซอลเป็นยาต้านเกล็ดเลือดกลุ่ม PDE-3 inhibitor ที่มีฤทธิ์เพิ่ม cAMP ทำให้ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและขยายหลอดเลือด มีบทบาทเฉพาะในผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด และในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตันชนิดไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจที่ไม่สามารถใช้ยาตัวอื่นได้ แม้มีประโยชน์ในบางกรณี แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหลายด้าน และมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรง
บรรณานุกรม
- "Pletal®." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา FDA (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- Brown T, et al. 2021. "Cilostazol for peripheral arterial disease." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Cochrane (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- "cilostazol (Rx)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- Caroline McHutchinson, et. al. 2020. "Cilostazol for Secondary Prevention of Stroke and Cognitive Decline
Systematic Review and Meta-Analysis." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Stroke. 2020;51:2374–2385. (14 กุมภาพันธ์ 2569).