ยาโคลชิซิน (Colchicine)

โคลชิซินเป็นยารักษาอาการปวดข้อจากโรคเกาต์และไข้เมดิเตอเรเนียน (Familial Mediterranean fever) โดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นยาแก้ปวดทั่วไป ยานี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงอาจนำมาใช้เป็นยาเสริมในโรคบางชนิด เช่น Behçet's disease, แผลร้อนในที่ปาก (Aphthous stomatitis), โรคกระดูกอ่อนอักเสบจากภาวะภูมิแพ้ตัวเอง (Relapsing polychondritis), โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) รวมถึงใช้เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrial fibrillation ซ้ำในผู้ป่วยที่ผ่านการทำ cardiac ablation แล้ว นอกจากนี้ ผลข้างเคียงของยาที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ยังอาจนำมาใช้ในบางกรณีของกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวนชนิดท้องผูกเด่น (Irritable bowel syndrome with constipation)

ที่มาและการออกฤทธิ์:

โรคเกาต์เกิดจากการมีกรดยูริคในเลือดสูงจนตกผลึกในข้อ ปกติเมื่อความเข้มข้นของกรดยูริคสูงเกิน 7 mg/dL มันจะตกผลึกเป็นรูปเข็มปลายแหลมสองข้าง ผลึกเหล่านี้ชอบที่จะไปสะสมอยู่ในข้อ โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ทุกครั้งที่ผลึกเข้าไปในข้อจะกระตุ้นให้เกิดขบวนการอักเสบ ทำให้ปวดข้อ ข้อบวม แดง ร้อน นานเข้าผลึกเหล่านี้จะสะสมจนเป็นก้อนและทำลายโครงสร้างของข้อเดิม

การรักษาโรคเกาต์ในระยะยาวต้องลดกรดยูริคในเลือด ส่วนในระยะสั้นช่วงที่ปวดบวมมากจะใช้ยาต้านการอักเสบ

โคลชิซินเป็นสารที่สกัดมาจากต้นโคชิกุม (Colchicum autumnale หรือ ดอกดองดึง) พบได้ในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และเอเชียกลาง มีบันทึกการใช้เป็นยารักษาข้ออักเสบมากว่า 1500 ปี ก่อนคริสตกาล กลไกสำคัญของยานี้คือการเข้าไปจับอยู่ระหว่างโปรตีนทิวบูลิน (tubulin) แอลฟาและเบตา ซึ่งเป็นแกนหลักในการสร้างเส้นใยไมโครทิวบูล (microtubule) ของเซลล์เม็ดเลือดขาว ไมโครทิวบูลทำหน้าที่จัดระเบียบออร์แกเนลล์ต่าง ๆ ภายในเซลล์, สร้างเส้นใยสปินเดิลในกระบวนการแบ่งเซลล์, และทำงานร่วมกับโปรตีนอื่นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงสารภายในเซลล์ เมื่อโคลชิซินเข้าไปแทรกอยู่ในสายของไมโครทิวบูลมันจะทำงานไม่ได้ ระบบเส้นใยและการลำเลียงของเซลล์ก็จะเสียไป ขบวนการอักเสบที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวก็ลดลงไป อาการปวดบวมที่ข้อก็จะลดลง

นอกจากนี้ โคลชิซินยังยับยั้งการหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น IL-1β และ IL-18, ลดฤทธิ์ของ TNF-α, เสริมฤทธิ์ต้านการอักเสบของ TGF-β1, และยับยั้งการรวมตัวของนิวโตรฟิลบริเวณผลึกกรดยูริค ผ่านกระบวนการ tyrosine phosphorylation และการสร้าง superoxide anion ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้บรรเทาปวดและลดการอักเสบเฉียบพลันของโรคเกาต์
  2. โรคเกาต์มักกำเริบเป็นช่วง ๆ โดยมีอาการปวดบวมที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า เข่า หรือข้อเท้า พบได้บ่อยในเพศชายที่มีน้ำหนักตัวมาก ดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีเพียวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องใน และอาหารทะเล หากยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ควรตรวจเลือดและน้ำไขข้อก่อน เนื่องจากมีโรคข้ออักเสบอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

    ยาโคลชิซินชนิดเม็ดมีขนาด 0.5, 0.6 และ 1 mg ส่วนชนิดน้ำมีขนาด 0.5 mg/ml ขนาดที่ใช้เมื่อเริ่มมีอาการกำเริบคือ 1.0–1.2 mg ทันที จากนั้นให้รับประทานเพิ่มครั้งละ 0.5–0.6 mg ทุก 2–3 ชั่วโมง จนกว่าอาการปวดจะทุเลา หรือจนเริ่มมีอาการปวดมวนท้องและถ่ายเหลว ซึ่งเป็นสัญญาณของผลข้างเคียง โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 4–6 ชั่วโมง และหายภายใน 12–24 ชั่วโมง

  3. ใช้เพื่อป้องกันการกำเริบของโรคเกาต์
  4. ใช้ขนาดต่ำสุดที่ไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย โดยมากจะใช้ขนาด 0.6 mg วันละครั้ง หรือวันละ 2 ครั้งเช้า–เย็น ทั้งนี้การป้องกันจะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อควบคุมน้ำหนักและปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมด้วย

    ในผู้ที่ควบคุมระดับกรดยูริคได้ดีและมีอาการกำเริบน้อยกว่า 1 ครั้งต่อปี อาจใช้ขนาด 0.5–0.6 mg เฉพาะวันจันทร์–พุธ–ศุกร์

  5. ใช้รักษาโรคไข้เมดิเตอเรเนียน
  6. เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบในชาวตะวันออกกลาง กรีก อิตาลี อาร์เมเนีย และตุรกี มีอาการไข้ ปวดข้อ และปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ ตั้งแต่วัยเด็ก การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือดและการตรวจยีน

    ขนาดยาที่ใช้:
    - เด็กอายุ 4–6 ปี: 0.3–1.8 mg/วัน
    - เด็กอายุ 6–12 ปี: 0.9–1.8 mg/วัน
    - อายุ 12 ปีขึ้นไป: 1.2–2.4 mg/วัน
    ควรแบ่งยาให้เช้า–เย็น และเพิ่มขนาดทีละ 0.3 mg/วัน เพื่อให้ได้ขนาดต่ำสุดที่ควบคุมอาการได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียง

  7. ใช้เสริมการรักษาภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic pericarditis)
  8. มักใช้ร่วมกับยากลุ่มเอ็นเสดหรือแอสไพริน โดยให้ขนาด 1–2 mg ในวันแรก จากนั้นลดเหลือ 0.5–1 mg/วัน ต่อเนื่องประมาณ 3 เดือน พบว่าช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่าการใช้ยาสเตียรอยด์

  9. ใช้ป้องกันภาวะ Atrial fibrillation (AF) หลังการผ่าตัดหัวใจ
  10. AF เป็นภาวะที่เกิดบ่อยในช่วงแรกหลังการผ่าตัดหัวใจ และเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ รวมทั้งการเสียชีวิตหลังผ่าตัด เมื่อให้ยาโคลชิซินขนาด 1 mg เช้า-เย็น ในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ตามด้วยขนาด 0.5 mg เช้า-เย็น เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าสามารถลดอุบัติการณ์ของ AF หลังผ่าตัดได้ถึง 45%[1]

  11. ใช้ป้องกันการเกิด AF ซ้ำหลังทำ cardiac ablation
  12. พบว่าการให้โคลชิซิน 0.5 mg เช้า-เย็น เป็นเวลา 3 เดือนหลังการผ่าตัดจะลดอุบัติการณ์ของการเกิด AF ซ้ำในระยะแรกได้ 62%[2]

  13. ใช้เสริมการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำ
  14. เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์ที่ทานยาโคลชิซินอยู่มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันน้อยมาก จึงมีผู้ทำการศึกษาผลการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำในกลุ่มที่ให้ยาโคลชิซิน 0.5 mg/วัน เป็นเวลา 3 ปี (ร่วมกับยาหลักหลังเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน) เทียบกับกลุ่มที่ให้แต่ยาหลัก ซึ่งผลก็ออกมาว่ายาโคลชิซินช่วยเสริมฤทธิ์การป้องกันโรคได้ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ให้แต่ยาหลัก[3]

  15. ใช้รักษาโรคกระดูกอ่อนอักเสบจากภาวะภูมิแพ้ตัวเอง (Relapsing polychondritis) โรคนี้มียารักษาหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกันอื่น ๆ
  16. ใช้รักษาแผลในปากและที่อวัยวะเพศของโรค Behçet's แต่ส่วนใหญ่จะใช้ยาสเตียรอยด์เป็นหลักมากกว่า
  17. ใช้รักษาแผลร้อนในที่ปาก (Aphthous stomatitis) แต่ส่วนใหญ่แผลพวกนี้หายเองได้ กรณีที่เป็นซ้ำบ่อย ๆ นิยมใช้สเตียรอยด์ทามากกว่า


ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

โคลชิซินจัดเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาการท้องเสีย ซึ่งมักเกิดเมื่อใช้ขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและหายได้เมื่อหยุดยา อาจพบเม็ดเลือดขาวลดลงเล็กน้อย ซึ่งจะกลับสู่ปกติหลังหยุดยา

หากไม่หยุดยาเมื่อเริ่มถ่ายเหลว ระดับยาในเลือดอาจสูงจนเกิดพิษ ส่งผลให้เกิดการกดไขกระดูก เลือดจาง เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกง่าย ปวดมวนท้อง ถ่ายเป็นเลือด ชาตามปลายมือปลายเท้า ผมร่วง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชัก

สรุป

โคลชิซินเป็นยาต้านการอักเสบที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาและป้องกันการกำเริบของโรคเกาต์ รวมถึงโรคไข้เมดิเตอเรเนียน และยังถูกนำมาใช้เสริมการรักษาในโรคอักเสบและโรคหัวใจบางชนิด กลไกหลักคือการยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวและการหลั่งสารก่อการอักเสบ การใช้ยาต้องอาศัยขนาดที่เหมาะสมและเฝ้าระวังผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการท้องเสียและพิษจากยา เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วย