ยาไดอะซ็อกไซด์ (Diazoxide)
ยาไดอะซ็อกไซด์เป็นยาที่ออกฤทธิ์เปิดช่องโพแทสเซียมชนิด Kir (ATP-sensitive potassium channel) ที่เบต้าเซลล์ของตับอ่อนและที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้ตับอ่อนลดการหลั่งอินสุลิน ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดจะคลายตัว ผลลัพธ์คือระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และความดันโลหิตลดลง
ยาในรูปแบบรับประทานมีข้อบ่งใช้หลักในการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเรื้อรังจากเนื้องอกที่หลั่งอินสุลิน (Insulinoma) หรือภาวะที่ตับอ่อนหลั่งอินสุลินมากผิดปกติ ส่วนยาในรูปแบบฉีดมีข้อบ่งใช้ในการลดความดันโลหิตสูงขั้นร้ายแรง (malignant hypertension) อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ในข้อบ่งใช้ใด จำเป็นต้องระมัดระวังผลข้างเคียงอีกด้านหนึ่งของยา ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้หากใช้ไม่เหมาะสม
ที่มาและการออกฤทธิ์:
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยาขับปัสสาวะเริ่มถูกนำมาใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างแพร่หลาย แต่พบว่ายาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ต่อมา Dr. Rubin แห่งบริษัท Schering ได้พัฒนายาไดอะซ็อกไซด์ โดยตัดหมู่ sulfamoyl group ออกจากโครงสร้างของยาขับปัสสาวะไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (Hydrochlorothiazide; HCTZ) เนื่องจากในขณะนั้นเชื่อว่าหมู่ซัลฟาอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะเมื่อมีการค้นพบยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียซึ่งกระตุ้นการหลั่งอินสุลิน
ผลลัพธ์ที่ได้คือยาไดอะซ็อกไซด์ ซึ่งมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่ายาต้นแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในระยะแรกยังไม่สามารถอธิบายกลไกการลดความดันโลหิตของยาได้อย่างชัดเจน เนื่องจากยาไม่ได้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะเหมือน HCTZ กลับทำให้เกิดการคั่งของน้ำและโซเดียมในร่างกายด้วยซ้ำ
แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว ยาไดอะซ็อกไซด์ก็ยังถูกใช้รักษาความดันโลหิตสูงอยู่ โดยต้องคอยแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งเป็นผลข้างเคียง ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1960 มีการค้นพบว่ายานี้สามารถยับยั้งการหลั่งอินสุลินได้ จึงมีการนำไปทดลองใช้รักษาเด็กที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเรื้อรัง เช่น Leucine sensitive hypoglycemia, Idiopathic hypoglycemia of infancy, Hyperplasia of islets, Islet cell adenoma และ Glycogen storage diseases ซึ่งให้ผลการรักษาที่น่าพอใจ
กลไกการออกฤทธิ์ของยาไดอะซ็อกไซด์ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 โดยพบว่ายาจะไปกระตุ้นช่องโพแทสเซียมชนิด Kir (ATP-sensitive) ที่เบต้าเซลล์ของตับอ่อนและที่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องแคลเซียมปิดลง ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ลดลง ทั้งในด้านการหลั่งอินสุลินและการหดตัวของหลอดเลือด
ยาไดอะซ็อกไซด์ดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร โดยจะให้ระดับยาในเลือดสูงสุดประมาณ 4 ชั่วโมงหลังรับประทาน ยาจับกับพลาสมาโปรตีนได้สูงถึงร้อยละ 90 ในทารก ยาอาจแย่งการจับของบิลิรูบินกับโปรตีนในเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด (neonatal hyperbilirubinemia) ระยะครึ่งชีวิตของยาประมาณ 21–45 ชั่วโมง และถูกขับออกทางปัสสาวะ ยาสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ภายในประมาณ 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน และฤทธิ์ของยาคงอยู่นานเกือบ 8 ชั่วโมง
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้ลดความดันโลหิตในภาวะความดันโลหิตสูงขั้นร้ายแรง
ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ยาไดอะซ็อกไซด์ชนิดรับประทานเพื่อลดความดันโลหิตในระยะยาว เนื่องจากมีผลข้างเคียงเด่นคือทำให้น้ำตาลในเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานจะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยาก แม้แต่การใช้ยาฉีดในภาวะความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤตก็ลดความนิยมลง เนื่องจากมียาลดความดันตัวอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น labetalol, esmolol, fenoldopam, nicardipine และ sodium nitroprusside
ยาไดอะซ็อกไซด์ชนิดฉีดไม่มีการใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ยังพบการใช้อยู่ในบางประเทศในยุโรปและเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย
ขนาดยาฉีดที่ใช้คือ 1 mg/kg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ในรายที่ความดันโลหิตสูงมากอาจให้ซ้ำทุก 5–15 นาที แพทย์บางท่านอาจใช้ขนาด 100–150 mg ผสมในสารน้ำ NSS แล้วหยดช้า ๆ ภายใน 30–60 นาที เพื่อป้องกันการลดความดันโลหิตเร็วเกินไปซึ่งอาจทำให้หัวใจหรือสมองขาดเลือด ในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมหรือไตวายจำเป็นต้องลดขนาดยาลง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะน้ำและโซเดียมคั่งทำให้เกิดอาการบวม ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง และอาการวิงเวียนหรือใจสั่นจากการที่ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว
** ไม่ควรใช้ยาไดอะซ็อกไซด์เพื่อลดความดันโลหิตต่อเนื่องนานเกิน 10 วัน
- ใช้รักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเรื้อรัง
ขนาดยารับประทานในเด็กโตและผู้ใหญ่เริ่มที่ 3 mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2–3 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาทีละ 1 mg/kg/day ทุก 2–3 วัน จนควบคุมอาการน้ำตาลในเลือดต่ำได้ โดยที่ความดันโลหิตยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขนาดยาทั่วไปอยู่ที่ 3–8 mg/kg/day ในผู้ป่วยที่เป็น Insulinoma บางรายอาจต้องใช้ขนาดสูงถึง 20 mg/kg/day
ในทารก เริ่มให้ขนาด 10 mg/kg/day แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้ง และปรับขนาดขึ้นหรือลงทีละ 1–2 mg/kg/day ทุก 1–3 วัน ขนาดยาที่ใช้บ่อยอยู่ในช่วง 8–15 mg/kg/day
การปรับขนาดยาจำเป็นต้องติดตามค่าความดันโลหิตร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยให้ความดันโลหิตตัวบนต่ำกว่า 100 mmHg เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย และหากใช้ยาแล้วไม่เห็นผลภายใน 2–3 สัปดาห์ ควรพิจารณาหยุดยา
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ยาไดอะซ็อกไซด์อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายประการ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตัวบวม คลื่นไส้ เบื่ออาหาร แน่นท้อง กรดยูริกในเลือดหรือในปัสสาวะสูง ปวดศีรษะ วิงเวียน หูอื้อ และตาพร่ามัว ซึ่งอาจเกิดจากภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด นอกจากนี้ยังอาจพบหัวใจเต้นผิดจังหวะและไตวายได้
หากเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำรุนแรงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ผู้ที่แพ้ยาซัลฟา สตรีมีครรภ์ และสตรีที่อยู่ในระยะให้นมบุตรไม่ควรใช้ยานี้
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ยาไดอะซ็อกไซด์มีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด ได้แก่
การใช้ร่วมกับยา Alprazolam, Amitriptyline, Diphenhydramine, Hydralazine, Phenobarbital และ Zolpidem อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำและหัวใจเต้นช้า หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ควรลดขนาดของยาไดอะซ็อกไซด์ลง
การใช้ร่วมกับยา Chlorothiazide ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการหิวบ่อย ปัสสาวะมากและถี่ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรพิจารณาลดขนาดยาตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัว
เนื่องจากยาไดอะซ็อกไซด์จับกับพลาสมาโปรตีนในเลือดได้สูง การใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin อาจทำให้ฤทธิ์ของ Warfarin เพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกได้ง่าย
สรุป
ยาไดอะซ็อกไซด์เป็นยาที่ออกฤทธิ์เปิดช่องโพแทสเซียมชนิด ATP-sensitive ส่งผลให้ลดการหลั่งอินสุลินและขยายหลอดเลือด จึงสามารถนำมาใช้รักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเรื้อรัง และในบางกรณีของความดันโลหิตสูงขั้นร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ยามีผลข้างเคียงสำคัญ โดยเฉพาะภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตต่ำ และการคั่งของน้ำและโซเดียม การใช้ยานี้จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมการติดตามความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ