ยาดิลไทอะเซม (Diltiazem)

ยาดิลไทอะเซมเป็นยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (calcium channel blocker) กลุ่ม Benzothiazepine มีข้อบ่งใช้สำคัญในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคหัวใจขาดเลือด หรือมีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ ยานี้มีทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีด และเป็นหนึ่งในยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาดิลไทอะเซมออกฤทธิ์ปิดกั้นช่องแคลเซียมทั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจและผนังหลอดเลือดแดง ส่งผลให้แรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ขณะเดียวกันหลอดเลือดโคโรนารีที่เลี้ยงหัวใจจะขยายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น นอกจากนี้หลอดเลือดแดงส่วนปลายยังคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง

ยานี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการนำกระแสไฟฟ้าที่ SA node และ AV node ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะบางชนิดร่วมด้วย

ยาดิลไทอะเซมดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร โดยการดูดซึมจะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน อย่างไรก็ตาม หลังดูดซึมแล้วยาจะถูกตับเมตาบอไลต์ทันที (first-pass effect) ทำให้เหลือยาเข้าสู่กระแสเลือดเพียงประมาณ 40% ของขนาดที่รับประทาน ยาจับกับโปรตีนในเลือดประมาณ 70–80%

ยาดิลไทอะเซมชนิดปกติมีระยะครึ่งชีวิตสั้น จึงต้องรับประทานวันละ 2–3 ครั้ง ปัจจุบันมีรูปแบบยา extended-release ซึ่งสามารถรับประทานเพียงวันละครั้ง ช่วยเพิ่มความสะดวกและความร่วมมือในการรักษา ตับเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดยานี้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับจะมีการสะสมของยาในร่างกายมากขึ้น จำเป็นต้องลดขนาดยา หรือปรับลดความถี่ในการใช้ยา

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  2. ขนาดยาดิลไทอะเซมในผู้ใหญ่เริ่มที่ 60 mg วันละ 2 ครั้ง หรือใช้ในรูปแบบ extended-release ขนาด 180 mg วันละครั้ง สามารถปรับเพิ่มขนาดยาได้จนถึงสูงสุดประมาณ 360 mg/วัน ยาสามารถรับประทานก่อนหรือพร้อมอาหารก็ได้

    ** ผู้สูงอายุมักจะตอบสนองต่อยามาก ดังนั้นจึงควรเริ่มที่ขนาดต่ำก่อน

    ในเด็กใช้ขนาด 1.5-2 mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3 มื้อ สูงสุดไม่เกิน 360 mg/วัน

    ** ผู้ป่วยโรคตับจำเป็นต้องลดขนาดยา หรือพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาลดความดันโลหิตชนิดอื่น

  3. ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการแน่นอกเรื้อรัง (ร่วมกับยาอื่น)
  4. เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บแน่นอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่ (chronic stable angina) ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือด รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกจากหลอดเลือดหัวใจหดตัวเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)

    ขนาดยาที่ใช้คือ 60 mg วันละ 3 ครั้ง และอาจปรับเพิ่มได้ถึง 360 mg/วัน



ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง

ยาดิลไทอะเซมมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  1. Sick sinus syndrome หรือ second/third degree AV block เว้นแต่ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ ventricular pacemaker แล้ว
  2. กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่มีภาวะน้ำท่วมปอดจากเอกซเรย์
  3. โรค Porphyria ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของเอนไซม์สร้างสารฮีม
  4. สตรีตั้งครรภ์และสตรีให้นมบุตร

ไม่ควรใช้ยาดิลไทอะเซมร่วมกับยากลุ่มปิดตัวรับเบตา (beta-blockers), ยาดิจิทัลลิส หรือยาคลอนิดีน (Clonidine) เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กันในการกดการทำงานของหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นช้าหรือหัวใจหยุดเต้น

ยานี้สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายยังคงปกติ โดยอาจช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีค่า ejection fraction ของหัวใจห้องล่างซ้ายน้อยกว่า 50%

ผลข้างเคียง พิษของยา

ผลข้างเคียงของยาดิลไทอะเซมพบได้น้อยกว่า 10% ได้แก่ ปวดศีรษะ บวมบริเวณข้อเท้า ความดันโลหิตต่ำ วิงเวียน อ่อนแรง หน้าแดง คลื่นไส้ อึดอัดทางเดินอาหาร อาจพบผื่นคัน ผิวหนังลอก แพ้แสงแดด และในบางรายอาจเกิดภาวะตับอักเสบ

พิษของยาที่สำคัญคือการกดการบีบตัวของหัวใจและการยับยั้งการนำไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้น หากสงสัยได้รับยาเกินขนาดควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล แพทย์จะให้การรักษาโดยการล้างท้องและให้ถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) เพื่อลดการดูดซึมของยา

ปฏิกิริยาระหว่างยา

เนื่องจากยาถูกสลายที่ตับด้วยเอ็นไซม์ cytochrome P450 จึงมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด

- ฤทธิ์ของยาดิลไทอะเซมจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยา Cimetidine ซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงมากเกินไป

- ดิลไทอะเซมสามารถเพิ่มระดับยา Cisapride, Carbamazepine, Digitalis, Morphine, Propranolol และ Simvastatin ในเลือด ส่งผลให้เกิดพิษจากยาเหล่านี้ เช่น หัวใจเต้นช้าหรือผิดจังหวะ เป็นลม หายใจลำบาก ตับอักเสบ และภาวะกล้ามเนื้ออักเสบหรือสลาย (myopathy/rhabdomyolysis) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดังกล่าวร่วมกัน

- การใช้ดิลไทอะเซมร่วมกับยา Colchicine อาจทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เม็ดเลือด ตับ ไต และระบบประสาท หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน แพทย์จะปรับลดขนาดยา Colchicine หรือเว้นช่วงการใช้ยาอย่างน้อย 14 วัน

สรุป

ยาดิลไทอะเซมเป็นยาปิดกั้นช่องแคลเซียมที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ กลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมทั้งการขยายหลอดเลือด การลดแรงบีบตัวของหัวใจ และการชะลอการนำไฟฟ้าหัวใจ ทำให้ยานี้มีประโยชน์ในผู้ป่วยหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้องคำนึงถึงข้อห้ามใช้ ผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคตับ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด