ยาด็อกซาโซซิน (Doxazosin)
ยาด็อกซาโซซิน หรือชื่อการค้า คาร์ดูรา (Cardura®) เป็นยาที่พัฒนาต่อมาจากยาพราโซซิน เพื่อให้มีระยะเวลาออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น จัดอยู่ในกลุ่มยา selective α1-blockers และเป็นยาที่นิยมใช้รักษาภาวะต่อมลูกหมากโตเป็นหลัก ส่วนการใช้ควบคุมความดันโลหิตสูงจะใช้เป็นยาร่วมกับยากลุ่มอื่นมากกว่าการใช้เดี่ยว
ยานี้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี ค. ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากจัดเป็นยาอันตราย เหตุผลสำคัญที่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตตัวแรก คือผลการศึกษาในปี ค.ศ. 2000 ที่เปรียบเทียบการใช้ยาด็อกซาโซซินเดี่ยวกับยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์เดี่ยวในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลา 2 ปี พบว่ากลุ่มที่ใช้ด็อกซาโซซินมีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่ากลุ่มที่ใช้ไทอะไซด์ [1]
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยาด็อกซาโซซินออกฤทธิ์โดยการยับยั้งตัวรับ α1 ที่ผนังหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว หลอดเลือดขยาย และความดันโลหิตลดลง นอกจากนี้ยังช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้การไหลของปัสสาวะดีขึ้น และช่วยลดอาการเบาขัดในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
เนื่องจากยาไม่ยับยั้งตัวรับ α2 ที่ปลายประสาท presynaptic ระบบ negative feedback ของ Norepinephrine จึงยังทำงานตามปกติ ทำให้ไม่เกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วแบบ reflex tachycardia จากการศึกษาไม่พบว่ายามีผลกดการบีบตัวหรืออัตราการเต้นของหัวใจ ไม่เพิ่มระดับ renin ในเลือด และไม่มีผลต่อการไหลเวียนเลือดเข้าออกไต
ยาด็อกซาโซซินดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ประมาณร้อยละ 65 เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 3–4 ชั่วโมงหลังรับประทาน และมีระยะเวลาออกฤทธิ์ครอบคลุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยาจับกับโปรตีนในเลือดสูงถึงร้อยละ 98 ถูกกำจัดโดยตับเป็นหลัก และขับออกทางน้ำดีปนมากับอุจจาระ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาในผู้ป่วยที่ตับทำงานบกพร่อง และควรงดใช้ในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือตับวาย
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้บรรเทาอาการเบาขัดจากภาวะต่อมลูกหมากโต
ขนาดยาที่ใช้ทั่วไปคือ 1–8 มิลลิกรัมต่อวัน รับประทานวันละครั้งก่อนนอน สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง แนะนำให้เริ่มต้นด้วยขนาดต่ำ เช่น 0.5 มิลลิกรัม แล้วปรับเพิ่มครั้งละ 1–2 มิลลิกรัม ทุก 1–2 สัปดาห์ ตามการตอบสนองและความทนต่อยา
- ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
ยาด็อกซาโซซินไม่ใช่ยาตัวแรกในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงตามแนวทางมาตรฐาน JNC-7 แต่เหมาะในผู้ป่วยชายสูงอายุที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย ขนาดยาเริ่มต้นคือ 1 มิลลิกรัม วันละครั้งก่อนนอน และปรับเพิ่มขนาดทุก 1–2 สัปดาห์ ขนาดสูงสุดไม่ควรเกิน 16 มิลลิกรัมต่อวัน
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการศึกษาการใช้ยาในเด็ก
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า (orthostatic หรือ postural hypotension) โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา ผู้ป่วยอาจมีอาการวิงเวียน หน้ามืด หรือเป็นลมได้ จึงแนะนำให้รับประทานยาก่อนนอน และลุกเปลี่ยนท่าช้า ๆ
ยากลุ่ม Selective α1-blockers อาจก่อให้เกิดความผิดปกติของม่านตาและอวัยวะเพศชายในบางราย เช่น ภาวะม่านตาอ่อนระหว่างการผ่าตัดตา (Intraoperative Floppy Iris Syndrome, IFIS) ซึ่งไม่จำเป็นต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดตา รวมถึงภาวะอวัยวะเพศแข็งตัวนานผิดปกติ (Priapism) ภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือการหลั่งอสุจิย้อนกลับเข้ากระเพาะปัสสาวะ (retrograde ejaculation)
ผลข้างเคียงอื่นที่อาจพบได้ ได้แก่ ปวดศีรษะ ง่วงซึม อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาเจียน ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินอาหาร
อาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หรือมีอาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ หรือใบหน้า หากเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที
ปฏิกิริยาระหว่างยา
การใช้ยาด็อกซาโซซินร่วมกับยากลุ่ม Phosphodiesterase-5 inhibitor (PDE5I) เช่น Sildenafil (Viagra®) อาจเสริมฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยาทั้งสอง จึงควรเริ่มใช้ PDE5I ในขนาดต่ำสุดเมื่อผู้ป่วยใช้ยาด็อกซาโซซินเป็นประจำ
ยา Cimetidine ซึ่งใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร สามารถยับยั้งเอนไซม์ตับที่ใช้กำจัดยาด็อกซาโซซิน ส่งผลให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตต่ำ
สรุป
ยาด็อกซาโซซินเป็นยาในกลุ่ม selective α1-blockers ที่ออกฤทธิ์ยาวนาน เหมาะสำหรับการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโต และสามารถใช้เป็นยาร่วมในการควบคุมความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะชายสูงอายุที่มีทั้งสองภาวะร่วมกัน จุดเด่นของยาคือช่วยลดอาการเบาขัดโดยไม่กระตุ้นหัวใจโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องเริ่มด้วยขนาดต่ำ ระวังภาวะความดันต่ำขณะเปลี่ยนท่า และหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคตับรุนแรง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยต่อผู้ป่วย
บรรณานุกรม
- ALLHAT Collaborative Research Group. 2000. "Major cardiovascular events in hypertensive patients randomized to doxazosin vs chlorthalidone: the antihypertensive and lipid-lowering treatment to prevent heart attack trial (ALLHAT)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา JAMA. 2000 Apr 19;283(15):1967-75. (7 กุมภาพันธ์ 2569).