ทิศทางของยาในอนาคต

คาดกันว่าในอีกประมาณ 40 ปีข้างหน้า ก่อนที่แพทย์จะสั่งยาให้ผู้ป่วย การตรวจดีเอ็นเออาจกลายเป็นขั้นตอนปกติในการรักษา

ใช่แล้ว—DNA หรือยีนของคุณเอง

โครงการศึกษายีนของมนุษย์ (Human Genome Project) ได้พัฒนาไปไกลจนเราทราบลำดับของเบสและตำแหน่งของยีนจำนวนมากที่ควบคุมการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแวดล้อมและต่อยา นักวิทยาศาสตร์จึงคาดว่าในอนาคต แพทย์จะไม่สั่งยาโดยอิงจากขนาด “เฉลี่ย” ตามอายุและน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเหมือนในปัจจุบันอีกต่อไป แต่จะพิจารณาจากลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล ที่สำคัญไปกว่านั้น รูปแบบและกลไกการออกฤทธิ์ของยาก็อาจแตกต่างจากยาที่ผลิตกันอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก

การค้นพบเซลล์หรือโมเลกุลเป้าหมายของสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึงโมเลกุลเป้าหมายของสารออกฤทธิ์ในยา ทำให้เราเข้าใจกลไกการตอบสนองของมนุษย์ต่อยาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีการระบุโมเลกุลเป้าหมายได้แล้วประมาณ 600 ชนิด และยารุ่นใหม่มีแนวโน้มจะถูกออกแบบให้มีฤทธิ์จำเพาะต่อเป้าหมายเหล่านี้ เพื่อลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด การวิจัยยาในศตวรรษที่ 21 จึงคาดว่าจะมี “พันธุเคมีศาสตร์” เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนายา

ยาในอุดมคติ

ยาในอุดมคติ คือ ยาที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วสามารถเดินทางไปยังตำแหน่งที่เกิดโรคได้โดยตรง ผ่านเซลล์ปกติโดยไม่รบกวน ออกฤทธิ์เฉพาะจุด และสลายตัวไปเองหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม รูปแบบยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นยารับประทานหรือยาฉีด ยังไม่สามารถทำงานได้ตามแนวคิดนี้อย่างสมบูรณ์

ยารับประทานต้องเผชิญกับกรดและน้ำย่อยในทางเดินอาหาร ทำให้ตัวยาถูกทำลายหรือแปรสภาพไปบางส่วน เมื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วยังต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ตับอีกครั้ง กว่าจะได้ระดับยาในเลือดที่เพียงพอสำหรับการรักษาอาจต้องใช้เวลา 1–2 วัน ส่วนยาฉีดแม้จะออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องความเจ็บปวดและการที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ยาแก่ตนเองได้

ด้วยเหตุนี้ ยาในอุดมคติจึงควรถูกออกแบบให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่ผ่านระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาทาผิวหนัง ยาพ่นจมูก หรือยาพ่นเข้าหลอดลม เพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการดูดซึมที่ซับซ้อน และลดความเสี่ยงจากการฉีดยา

ยาส่วนใหญ่เป็นสารที่ละลายน้ำ แต่เยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ประกอบด้วยไขมันเป็นหลัก ยาที่จะเข้าสู่เซลล์ได้จึงต้องมีโมเลกุลขนาดเล็กมาก หรืออาศัยเส้นทางเฉพาะภายในเซลล์ (private cellular alleyways) โดยมีตัวพาโมเลกุล (molecular transporters) ช่วยนำพา นักวิจัยกำลังพยายามหาวิธีนำกลไกการทำงานของ molecular transporters เหล่านี้มาใช้ เพื่อพายาเข้าไปออกฤทธิ์ในเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างจำเพาะเจาะจง



ผู้ผลิตยาในอนาคต

ภาพล้อเลียนนี้อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย ความจริงพวกเราได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและยาใหม่ที่บริษัทยาค้นพบมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนด้านการวิจัยเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท ใช้เวลานาน 10–20 ปี เพื่อให้ได้ยาใหม่เพียงหนึ่งตัว แล้วต้องเร่งทำการตลาดเพื่อคืนทุนก่อนสิทธิบัตรหมดอายุ หรือก่อนจะพบผลข้างเคียงรุนแรงจนต้องถอนยาออกจากตลาด ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าเดิมในบริบทปัจจุบัน

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคใหม่มุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคให้หายขาด ลดการพึ่งพายาในระยะยาว หรือแม้แต่ใช้เซลล์บำบัดแทนยา การซ่อมแซมอวัยวะด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ การใช้ molecular marker เพื่อช่วยวินิจฉัยและผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ตรวจติดตามสัญญาณชีพและความผิดปกติของร่างกายที่ผู้ป่วยสามารถใช้เองได้ที่บ้าน แล้วส่งข้อมูลให้แพทย์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์และระบบปัญญาประดิษฐ์ แพทย์จะสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น โอกาสหายขาดเพิ่มขึ้น และการรักษาอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยยาขนาด “เฉลี่ย” อีกต่อไป

แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ผู้ป่วยในประเทศด้อยพัฒนาอาจยังต้องพึ่งพาการรักษาแบบดั้งเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตยาไม่ปรับตัวตามทิศทางใหม่นี้ โอกาสอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันย่อมลดลง ผลิตภัณฑ์เพื่อการวินิจฉัยและการนำทางการรักษาอาจเข้ามามีบทบาทแทนยาในอนาคต เช่นเดียวกับที่สื่อดิจิทัลเข้ามาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน

สรุป

ทิศทางของยาในอนาคตสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบ “เหมารวม” ไปสู่การแพทย์เฉพาะบุคคลที่อาศัยข้อมูลพันธุกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัลเป็นแกนหลัก ยาในอุดมคติจะมีความจำเพาะสูง ออกฤทธิ์ตรงเป้าหมาย และก่อผลข้างเคียงน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน บทบาทของบริษัทยาก็กำลังเปลี่ยนจากผู้ผลิตยาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ผู้พัฒนาโซลูชันด้านการวินิจฉัยและการรักษาแบบครบวงจร ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของระบบสาธารณสุขในอนาคต