กำเนิดชื่อยา

ยาทุกชนิดมีชื่อเรียกอยู่ถึงสี่รูปแบบ แต่ละชื่อมีหน้าที่และความสำคัญแตกต่างกันไป ตั้งแต่ช่วงการวิจัย พัฒนา ไปจนถึงการนำมาใช้จริงทางคลินิกและเชิงพาณิชย์ ได้แก่

  1. ชื่อรหัส (Code name) เป็นชื่อแรกที่ผู้ค้นคว้ายาตั้งขึ้นเพื่อใช้ภายในกระบวนการวิจัย ชื่อรหัสอาจเป็นคำย่อ ตัวเลข หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin มีชื่อรหัสว่า Bay-o-9867 โดยคำว่า “Bay” มาจากชื่อบริษัทผู้คิดค้นคือ ไบเออร์ (BAYER)
  2. ชื่อรหัสแทบไม่มีความหมายทางเคมีหรือเภสัชวิทยา นักวิจัยใช้ชื่อนี้เรียกสารที่เพิ่งเข้าสู่กระบวนการศึกษาหาโครงสร้างทางเคมีและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์เท่านั้น

  3. ชื่อทางเคมี (Chemical name) เป็นชื่อที่นักอินทรีย์เคมีใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างทางเคมีของยาอย่างละเอียด หลังจากผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ตัวอย่างเช่น Bay-o-9867 มีชื่อทางเคมีว่า 1 cyclopropyl-6-Fluoro-4-OXO-7-(1-piperazinyl)-1,4-dihydro-3-quinolinecarboxylic acid
  4. ชื่อทางเคมีมาจากระบบการเรียกชื่อสารประกอบเคมี (Chemical nomenclature) ซึ่งยิ่งโมเลกุลมีขนาดใหญ่และซับซ้อน ชื่อก็จะยิ่งยาวและไม่เหมาะต่อการใช้งานทั่วไป อย่างไรก็ตาม ชื่อทางเคมีมีความสำคัญอย่างมากในการวิจัยและค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่

  5. ชื่อที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ (Non-proprietary name) เป็นชื่อทั่วไปที่ไม่มีเจ้าของ สามารถใช้ได้โดยทุกคน เมื่อยามีแนวโน้มจะพัฒนาออกสู่ตลาด ชื่อประเภทนี้จะถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้แทนชื่อทางเคมี ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเรียกได้สะดวก
  6. ตัวอย่างชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ได้แก่
    - Metronidazole ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างที่มี methylnitro หรือ imidazole ring
    - Metoclopramide ซึ่งมาจากโครงสร้างที่มี methoxychloroprocainamide เป็นองค์ประกอบ
    - Bacitracin ซึ่งตั้งตามชื่อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ที่แยกได้จากแผลติดเชื้อของเด็กหญิง Tracy ในปี ค.ศ. 1945

    ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์มักถูกเรียกกันทั่วไปว่า “ชื่อสามัญ” (Generic name) แม้ในทางเภสัชศาสตร์อย่างเคร่งครัด คำว่า “ชื่อสามัญ” จะหมายถึงชื่อกลุ่มของยา เช่น Benzodiazepines, Barbiturates หรือ Catecholamines ซึ่งภายในกลุ่มจะมียาที่มีชื่อไม่เป็นกรรมสิทธิ์หลายชนิด เช่น Diazepam, Nitrazepam และ Flurazepam เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำว่า Generic name เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากสื่อความหมายถึงชื่อที่ไม่มีผู้ครอบครอง และเมื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า “ชื่อสามัญ” ก็เข้าใจง่ายและกระชับ

    ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ถูกกำหนดโดยองค์กรกลางที่มีอำนาจอนุมัติยา เช่น International Non-proprietary Names (INN), British Approved Names (BAN), United States Approved Names (USAN), FDA และ USP โดยอาศัยหลักการขององค์การอนามัยโลก 4 ข้อ ได้แก่

    1. ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ปราศจากคำที่ชี้นำไปสู่อวัยวะ กลไกการออกฤทธิ์ พยาธิสภาพ หรือโรคที่ใช้รักษา
    2. ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ตั้งจากการผสมพยางค์ของชื่อทางเคมี เพื่อบ่งบอกถึงกลุ่มของสารประกอบสำคัญ
    3. ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ไม่ควร เกินสี่พยางค์ ควร แตกต่างกันชัดเจนทั้งการออกเสียงและการสะกด และ ไม่ควร ลงท้ายด้วยอักษรตัวใหญ่หรือตัวเลข
    4. ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ใช้คำลงท้ายเดียวกัน หากมีที่มาจากสารตั้งต้นประเภทเดียวกัน
        ลงท้ายด้วย
      • -ine   ถ้ามาจากสาร alkaloid
      • ลงท้ายด้วย -in   ถ้ามาจากสาร glycoside
      • ลงท้ายด้วย -ol   ถ้ามาจากสาร alcohol หรือ phenol
      • ลงท้ายด้วย -al   ถ้ามาจากสาร aldehyde
      • ลงท้ายด้วย -ene   ถ้ามาจาก unsaturated hydrocarbon
      • ลงท้ายด้วย -one   ถ้ามาจาก saturated hydrocarbon

    หลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นเพียงแนวทาง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจขัดกันเองและไม่สามารถใช้ได้ครบทุกข้อ ตัวอย่างเช่น Adrenaline, Pentamidine และ Procaine ที่ลงท้ายด้วย -ine แม้จะไม่ได้มีที่มาจาก alkaloids โดยตรง แต่เป็นเพราะมาจากโครงสร้าง amine ซึ่งเป็นพื้นฐานของสารอินทรีย์หลายชนิดในยา



    นอกจากนี้ ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาบางครั้งอาจแตกต่างกัน เนื่องจาก BAN และ USAN กำหนดชื่อไม่เหมือนกัน ตัวอย่างบางส่วนแสดงในตารางต่อไปนี้

    BAN (อังกฤษ)USAN (อเมริกา)
    AdrenalineEpinephrine
    CinchocaineDibucaine
    DexamphetamineDextroamphetamine
    ErgotametrineErgonovine
    FrusemideFurosemide
    Glyceryl trinitrateNitroglycerin
    HyoscineScopolamine
    IsoprenalineIsoproterenol
    LignocaineLidocaine
    ParacetamolAcetaminophen
    PethidineMeperidine
    PhenobarbitonePhenobarbital
    RifampicinRifampin
    SalbutamolAlbuterol
    SuxamethoniumSuccinylcholine
    ThiopentoneThiopental

    จากหลักการตั้งชื่อดังกล่าว ทำให้ชื่อยาบางตัวมีความคล้ายคลึงกันมาก แม้จะเป็นยาคนละกลุ่มและใช้รักษาคนละโรค เช่น

    • Acetazolamide (ยากลุ่ม Carbonic anhydrase inhibitors) และ Acetohexamide (ยากลุ่ม Oral hypoglycemic agents)
    • Chlorpromazine (ยากลุ่ม Antipsychotics) และ Chlorpropamide (ยากลุ่ม Oral hypoglycemic agents)
    • Piperazine (ยากลุ่ม Antihelmintics) และ Pirenzepine (ยากลุ่ม Antimuscarinic agents)
    • Terbinafine (ยากลุ่ม Antifungals) และ Terfenadine (ยากลุ่ม Antihistamines)

    ความคล้ายคลึงของชื่อยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดในการสั่งยา จ่ายยา หรือจัดการสต็อกยาได้ แม้จะไม่เกิดบ่อย แต่ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น ระบบการสั่งยา ฉลากยา และฐานข้อมูลจึงควรแสดงทั้งชื่อสามัญและชื่อการค้าควบคู่กัน

  7. ชื่อการค้า (Trade name) หรือชื่อยี่ห้อ เป็นชื่อที่บริษัทยาตั้งขึ้นเพื่อใช้ทางการค้า มีลักษณะสั้น จดจำง่าย และมักสื่อถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ชื่อการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของบริษัทนั้น บริษัทอื่นไม่สามารถใช้ชื่อเดียวกันได้
  8. ชื่อการค้ามักมีเครื่องหมาย ® กำกับ ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin มีชื่อการค้าหลายชื่อ ได้แก่ Baycip®, Ciloxan®, Ciflox®, Ciplox®, Cipro®, Cipro XR®, Cipro XL®, Ciproxin®, Prociflor® และ Neofloxin®

    หากผู้ป่วยใช้ยาภายใต้ชื่อการค้าใดแล้วเกิดปัญหา การตรวจสอบมักเริ่มจากกระบวนการผลิตของบริษัทนั้นก่อน มากกว่าตัวสารออกฤทธิ์ในชื่อสามัญ โดยเฉพาะในยาที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีความคงที่ของสารออกฤทธิ์ แต่ความแตกต่างอาจอยู่ที่มาตรฐานการผลิต

    ประเด็นการสั่งยาด้วยชื่อสามัญหรือชื่อการค้ายังคงเป็นที่ถกเถียง โรงเรียนแพทย์มักสอนให้ใช้ชื่อสามัญเพื่อความเป็นกลางและลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทย์มีประสบการณ์มากขึ้น อาจพบว่ายาภายใต้ชื่อการค้าเดียวกันให้ผลแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤติ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้อาจมีความสำคัญ

สรุป

ชื่อยาทั้งสี่ประเภทสะท้อนเส้นทางการพัฒนายาตั้งแต่ห้องปฏิบัติการจนถึงมือผู้ป่วย เริ่มจากชื่อรหัสที่ใช้ในการวิจัย ชื่อทางเคมีที่อธิบายโครงสร้างอย่างละเอียด ชื่อที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งใช้สื่อสารในทางการแพทย์อย่างเป็นสากล และชื่อการค้าที่ใช้ในการพาณิชย์ ความเข้าใจความแตกต่างของชื่อเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความสับสนในการใช้ยา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การสั่งยาอย่างถูกต้อง และการใช้ยาอย่างมีเหตุผลในระบบสาธารณสุข