ยาทุกชนิดมีชื่อเรียกอยู่ถึงสี่รูปแบบ แต่ละชื่อมีหน้าที่และความสำคัญแตกต่างกันไป ตั้งแต่ช่วงการวิจัย พัฒนา ไปจนถึงการนำมาใช้จริงทางคลินิกและเชิงพาณิชย์ ได้แก่
- ชื่อรหัส (Code name) เป็นชื่อแรกที่ผู้ค้นคว้ายาตั้งขึ้นเพื่อใช้ภายในกระบวนการวิจัย ชื่อรหัสอาจเป็นคำย่อ ตัวเลข หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin มีชื่อรหัสว่า Bay-o-9867 โดยคำว่า “Bay” มาจากชื่อบริษัทผู้คิดค้นคือ ไบเออร์ (BAYER)
ชื่อรหัสแทบไม่มีความหมายทางเคมีหรือเภสัชวิทยา นักวิจัยใช้ชื่อนี้เรียกสารที่เพิ่งเข้าสู่กระบวนการศึกษาหาโครงสร้างทางเคมีและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์เท่านั้น
- ชื่อทางเคมี (Chemical name) เป็นชื่อที่นักอินทรีย์เคมีใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างทางเคมีของยาอย่างละเอียด หลังจากผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ตัวอย่างเช่น Bay-o-9867 มีชื่อทางเคมีว่า 1 cyclopropyl-6-Fluoro-4-OXO-7-(1-piperazinyl)-1,4-dihydro-3-quinolinecarboxylic acid
ชื่อทางเคมีมาจากระบบการเรียกชื่อสารประกอบเคมี (Chemical nomenclature) ซึ่งยิ่งโมเลกุลมีขนาดใหญ่และซับซ้อน ชื่อก็จะยิ่งยาวและไม่เหมาะต่อการใช้งานทั่วไป อย่างไรก็ตาม ชื่อทางเคมีมีความสำคัญอย่างมากในการวิจัยและค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่
- ชื่อที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ (Non-proprietary name) เป็นชื่อทั่วไปที่ไม่มีเจ้าของ สามารถใช้ได้โดยทุกคน เมื่อยามีแนวโน้มจะพัฒนาออกสู่ตลาด ชื่อประเภทนี้จะถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้แทนชื่อทางเคมี ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเรียกได้สะดวก
ตัวอย่างชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ได้แก่
- Metronidazole ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างที่มี methylnitro หรือ imidazole ring
- Metoclopramide ซึ่งมาจากโครงสร้างที่มี methoxychloroprocainamide เป็นองค์ประกอบ
- Bacitracin ซึ่งตั้งตามชื่อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ที่แยกได้จากแผลติดเชื้อของเด็กหญิง Tracy ในปี ค.ศ. 1945
ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์มักถูกเรียกกันทั่วไปว่า “ชื่อสามัญ” (Generic name) แม้ในทางเภสัชศาสตร์อย่างเคร่งครัด คำว่า “ชื่อสามัญ” จะหมายถึงชื่อกลุ่มของยา เช่น Benzodiazepines, Barbiturates หรือ Catecholamines ซึ่งภายในกลุ่มจะมียาที่มีชื่อไม่เป็นกรรมสิทธิ์หลายชนิด เช่น Diazepam, Nitrazepam และ Flurazepam เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำว่า Generic name เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากสื่อความหมายถึงชื่อที่ไม่มีผู้ครอบครอง และเมื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า “ชื่อสามัญ” ก็เข้าใจง่ายและกระชับ
ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ถูกกำหนดโดยองค์กรกลางที่มีอำนาจอนุมัติยา เช่น International Non-proprietary Names (INN), British Approved Names (BAN), United States Approved Names (USAN), FDA และ USP โดยอาศัยหลักการขององค์การอนามัยโลก 4 ข้อ ได้แก่
- ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ปราศจากคำที่ชี้นำไปสู่อวัยวะ กลไกการออกฤทธิ์ พยาธิสภาพ หรือโรคที่ใช้รักษา
- ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ตั้งจากการผสมพยางค์ของชื่อทางเคมี เพื่อบ่งบอกถึงกลุ่มของสารประกอบสำคัญ
- ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ไม่ควร เกินสี่พยางค์ ควร แตกต่างกันชัดเจนทั้งการออกเสียงและการสะกด และ ไม่ควร ลงท้ายด้วยอักษรตัวใหญ่หรือตัวเลข
- ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ควร ใช้คำลงท้ายเดียวกัน หากมีที่มาจากสารตั้งต้นประเภทเดียวกัน
ลงท้ายด้วย - -ine ถ้ามาจากสาร alkaloid
- ลงท้ายด้วย -in ถ้ามาจากสาร glycoside
- ลงท้ายด้วย -ol ถ้ามาจากสาร alcohol หรือ phenol
- ลงท้ายด้วย -al ถ้ามาจากสาร aldehyde
- ลงท้ายด้วย -ene ถ้ามาจาก unsaturated hydrocarbon
- ลงท้ายด้วย -one ถ้ามาจาก saturated hydrocarbon
หลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นเพียงแนวทาง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจขัดกันเองและไม่สามารถใช้ได้ครบทุกข้อ ตัวอย่างเช่น Adrenaline, Pentamidine และ Procaine ที่ลงท้ายด้วย -ine แม้จะไม่ได้มีที่มาจาก alkaloids โดยตรง แต่เป็นเพราะมาจากโครงสร้าง amine ซึ่งเป็นพื้นฐานของสารอินทรีย์หลายชนิดในยา
นอกจากนี้ ชื่อยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาบางครั้งอาจแตกต่างกัน เนื่องจาก BAN และ USAN กำหนดชื่อไม่เหมือนกัน ตัวอย่างบางส่วนแสดงในตารางต่อไปนี้
| BAN (อังกฤษ) | USAN (อเมริกา) |
| Adrenaline | Epinephrine |
| Cinchocaine | Dibucaine |
| Dexamphetamine | Dextroamphetamine |
| Ergotametrine | Ergonovine |
| Frusemide | Furosemide |
| Glyceryl trinitrate | Nitroglycerin |
| Hyoscine | Scopolamine |
| Isoprenaline | Isoproterenol |
| Lignocaine | Lidocaine |
| Paracetamol | Acetaminophen |
| Pethidine | Meperidine |
| Phenobarbitone | Phenobarbital |
| Rifampicin | Rifampin |
| Salbutamol | Albuterol |
| Suxamethonium | Succinylcholine |
| Thiopentone | Thiopental |
จากหลักการตั้งชื่อดังกล่าว ทำให้ชื่อยาบางตัวมีความคล้ายคลึงกันมาก แม้จะเป็นยาคนละกลุ่มและใช้รักษาคนละโรค เช่น
- Acetazolamide (ยากลุ่ม Carbonic anhydrase inhibitors) และ Acetohexamide (ยากลุ่ม Oral hypoglycemic agents)
- Chlorpromazine (ยากลุ่ม Antipsychotics) และ Chlorpropamide (ยากลุ่ม Oral hypoglycemic agents)
- Piperazine (ยากลุ่ม Antihelmintics) และ Pirenzepine (ยากลุ่ม Antimuscarinic agents)
- Terbinafine (ยากลุ่ม Antifungals) และ Terfenadine (ยากลุ่ม Antihistamines)
ความคล้ายคลึงของชื่อยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดในการสั่งยา จ่ายยา หรือจัดการสต็อกยาได้ แม้จะไม่เกิดบ่อย แต่ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น ระบบการสั่งยา ฉลากยา และฐานข้อมูลจึงควรแสดงทั้งชื่อสามัญและชื่อการค้าควบคู่กัน
- ชื่อการค้า (Trade name) หรือชื่อยี่ห้อ เป็นชื่อที่บริษัทยาตั้งขึ้นเพื่อใช้ทางการค้า มีลักษณะสั้น จดจำง่าย และมักสื่อถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ชื่อการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของบริษัทนั้น บริษัทอื่นไม่สามารถใช้ชื่อเดียวกันได้
ชื่อการค้ามักมีเครื่องหมาย ® กำกับ ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin มีชื่อการค้าหลายชื่อ ได้แก่ Baycip®, Ciloxan®, Ciflox®, Ciplox®, Cipro®, Cipro XR®, Cipro XL®, Ciproxin®, Prociflor® และ Neofloxin®
หากผู้ป่วยใช้ยาภายใต้ชื่อการค้าใดแล้วเกิดปัญหา การตรวจสอบมักเริ่มจากกระบวนการผลิตของบริษัทนั้นก่อน มากกว่าตัวสารออกฤทธิ์ในชื่อสามัญ โดยเฉพาะในยาที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีความคงที่ของสารออกฤทธิ์ แต่ความแตกต่างอาจอยู่ที่มาตรฐานการผลิต
ประเด็นการสั่งยาด้วยชื่อสามัญหรือชื่อการค้ายังคงเป็นที่ถกเถียง โรงเรียนแพทย์มักสอนให้ใช้ชื่อสามัญเพื่อความเป็นกลางและลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทย์มีประสบการณ์มากขึ้น อาจพบว่ายาภายใต้ชื่อการค้าเดียวกันให้ผลแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤติ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้อาจมีความสำคัญ
ชื่อยาทั้งสี่ประเภทสะท้อนเส้นทางการพัฒนายาตั้งแต่ห้องปฏิบัติการจนถึงมือผู้ป่วย เริ่มจากชื่อรหัสที่ใช้ในการวิจัย ชื่อทางเคมีที่อธิบายโครงสร้างอย่างละเอียด ชื่อที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งใช้สื่อสารในทางการแพทย์อย่างเป็นสากล และชื่อการค้าที่ใช้ในการพาณิชย์ ความเข้าใจความแตกต่างของชื่อเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความสับสนในการใช้ยา แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การสั่งยาอย่างถูกต้อง และการใช้ยาอย่างมีเหตุผลในระบบสาธารณสุข