ยาไฮดราลาซีน (Hydralazine)
ยาไฮดราลาซีนถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากไม่พบว่ายามีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วไป ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาลดความดันตัวแรก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนของหัวใจและสมองได้เทียบเท่ายาลดความดันรุ่นใหม่ อีกทั้งยาไฮดราลาซีนมีระยะออกฤทธิ์สั้น ต้องรับประทานวันละหลายครั้ง และอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น หากไม่ได้ใช้ร่วมกับยาที่ช่วยลดการทำงานของหัวใจ
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยาไฮดราลาซีนเป็นยาลดความดันโลหิตชนิดรับประทานตัวแรกของโลก พัฒนาโดยบริษัทซิบา (Ciba) ในปี ค.ศ. 1950 โดยเดิมมีเป้าหมายเพื่อใช้รักษาโรคมาลาเรีย ก่อนจะพบว่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดอย่างชัดเจน
กลไกการออกฤทธิ์ของยาไฮดราลาซีนคือการขยายหลอดเลือดแดงฝอยมากกว่าหลอดเลือดดำฝอย แม้กลไกจะยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการยับยั้งการเข้าสู่เซลล์ของแคลเซียมในกล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดแดงผ่านระบบ cyclic AMP ยานี้ไม่มีฤทธิ์ต่อหัวใจโดยตรง แต่การลดลงของความดันโลหิตจะกระตุ้น baroreceptor reflex ของร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต สมอง ทางเดินอาหาร และหลอดเลือดโคโรนารีของหัวใจ เพิ่มขึ้น
Baroreceptor reflex ยังส่งผลให้มีการหลั่งเรนินจากไตเพิ่มขึ้น กระตุ้นระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน โดย Angiotensin II ทำให้หลอดเลือดหดตัว และ Aldosterone เพิ่มการดูดกลับโซเดียมและน้ำที่ท่อไต ดังนั้น หากใช้ยาไฮดราลาซีนในระยะยาวโดยไม่มียาขับปัสสาวะร่วมด้วย ฤทธิ์ลดความดันโลหิตจะลดลง และอาจเกิดภาวะบวมน้ำ
ยาไฮดราลาซีนดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่จะถูกทำลายผ่าน first-pass metabolism ที่ตับอย่างมาก ทำให้เหลือยาที่ออกฤทธิ์เพียงประมาณ 10–30% ยาจับกับพลาสมาโปรตีนร้อยละ 87 ส่วนที่เป็นยาอิสระจะรวมตัวกับ aldehydes, ketones และ pyruvic acid กลายเป็นสารประกอบ hydrazones ซึ่งยังคงมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับตัวยาเดิม
หลังรับประทานยา จะเริ่มเห็นฤทธิ์ลดความดันภายใน 20–30 นาที ระยะครึ่งชีวิตของยาแตกต่างกันมากในแต่ละบุคคล ขึ้นกับความสามารถในการ acetylation (slow หรือ rapid acetylator) โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2–8 ชั่วโมง และยาจะหมดฤทธิ์ภายใน 3–8 ชั่วโมง จึงจำเป็นต้องรับประทานวันละ 3–4 ครั้ง
ยาไฮดราลาซีนชนิดฉีดไม่ผ่าน first-pass metabolism จึงออกฤทธิ์ได้ทันที แต่มีระยะออกฤทธิ์สั้นเพียง 1–4 ชั่วโมง เมตาบอไลต์ของยาถูกขับออกทางปัสสาวะ ในผู้ป่วยไตวาย ยาจะออกฤทธิ์นานขึ้น จึงอาจลดความถี่ในการให้ยาเหลือวันละ 3 ครั้ง
ยาไฮดราลาซีนสามารถผ่านรกและน้ำนมได้ แต่ตลอดระยะเวลาการใช้งานมากกว่า 70 ปี ยังไม่พบรายงานผลเสียต่อทารก นอกเหนือจากการทำให้ความดันโลหิตลดลง ด้วยเหตุนี้ แนวทางการรักษาจึงแนะนำให้ใช้เมธิลโดปาชนิดรับประทานในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูงทั่วไป และใช้ไฮดราลาซีนชนิดฉีดในกรณีความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤต
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต
ผู้ป่วยทั่วไป: ใช้ขนาด 20–40 mg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้าม สามารถให้ซ้ำได้ตามระดับความดันโลหิต
หญิงมีครรภ์: ใช้ขนาดเริ่มต้น 5–10 mg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้าม จากนั้นให้ซ้ำ 5–10 mg ทุก 20–30 นาที หรือให้แบบหยอดเข้าหลอดเลือดดำในอัตรา 0.5–10 mg/hr
เด็กอายุ 3 เดือน–1 ปี: ใช้ขนาด 0.1–0.5 mg/kg/dose ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 6–8 ชั่วโมง ปรับตามระดับความดันโลหิต
เด็กอายุ > 1 ปี: ใช้ขนาด 0.1–0.2 mg/kg/dose ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้าม ทุก 4–6 ชั่วโมง ไม่เกิน 20 mg/dose และขนาดสะสมไม่เกิน 9 mg/kg
- ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
ยาไฮดราลาซีนสามารถใช้เสริมร่วมกับยาลดความดันกลุ่มอื่นได้ทุกกลุ่ม โดยเหมาะสมที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะและยากลุ่มปิดกั้นตัวรับเบตา ขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ 25–50 mg ต่อครั้ง วันละ 3–4 ครั้ง (ขนาดสูงสุดไม่เกิน 300 mg/วัน)
ในเด็ก ใช้ขนาด 0.75–1 mg/kg/day แบ่งให้วันละ 2–4 ครั้ง สามารถปรับขนาดยาได้ทุก 3–4 สัปดาห์ ขนาดสูงสุดไม่เกิน 200 mg/วัน
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาการใจสั่น ซึ่งเกิดจาก baroreceptor reflex มากกว่าฤทธิ์ของยาต่อหัวใจโดยตรง ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรังอาจมีอาการกำเริบ หากไม่ได้ใช้ยาที่ช่วยลดการทำงานของหัวใจร่วมด้วย
อาการปวดศีรษะเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดมากกว่า 50 mg ต่อครั้ง กลไกของอาการนี้ยังไม่ชัดเจน และไม่สามารถอธิบายได้จากการขยายหลอดเลือดสมองเพียงอย่างเดียว
การใช้ยาไฮดราลาซีนระยะยาวประมาณร้อยละ 15–20 อาจพบค่า ANA เป็นบวก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ขนาดมากกว่า 300 mg/วัน แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่แสดงอาการทางคลินิกถึงขั้น lupus syndrome และหากเกิดขึ้นจะไม่พบการอักเสบของไต ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของ lupus syndrome จากยาไฮดราลาซีน
ผลข้างเคียงระยะยาวอีกประการหนึ่งคือภาวะบวมน้ำ จากการกระตุ้นระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ไม่ควรใช้ยาไฮดราลาซีนร่วมกับยาขยายหลอดเลือดกลุ่มเดียวกัน เช่น Diazoxide และไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่ม MAOIs เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์กันมากเกินไป
สรุป
ยาไฮดราลาซีนเป็นยาขยายหลอดเลือดที่มีบทบาทเฉพาะ โดยเหมาะสำหรับใช้ในภาวะความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤต และในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีความปลอดภัยต่อทารก อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะออกฤทธิ์สั้น ผลข้างเคียงจาก baroreceptor reflex และการขาดหลักฐานในการลดโรคแทรกซ้อนระยะยาว ยานี้จึงไม่เหมาะเป็นยาลดความดันตัวแรกในผู้ป่วยทั่วไป การใช้ยาอย่างเหมาะสม ร่วมกับยาขับปัสสาวะและยาที่ลดการทำงานของหัวใจ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงของยาได้
บรรณานุกรม
- "Hydralazine." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา DRUGBANK. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Hydralazine." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Hydralazine (Rx)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
- William A. Pettinger. 1988. "Side Effects of Vasodilator Therapy." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Hypertension. 1988;11:II34. (8 กุมภาพันธ์ 2569).