ยาเมธิลโดปา (Methyldopa)
ยาเมธิลโดปาถูกบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติสำหรับการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงมีครรภ์ เนื่องจากตลอดระยะเวลากว่าเกือบ 60 ปีที่มีการใช้งาน ยังไม่พบว่ายานี้ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกลุ่มอื่น ๆ ไม่แนะนำให้ใช้เมธิลโดปาเป็นยาตัวแรก เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองได้ดีเทียบเท่ายาลดความดันรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ตัวยายังมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ง่วงซึม สมาธิลดลง และในกรณีใช้ระยะยาว เมื่อหยุดยาอาจเกิด rebound hypertension ได้
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยาเมธิลโดปามีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับ L-dopa เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น alpha-methyldopamine และ alpha-methylnorepinephrine ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกระบวนการเปลี่ยน L-dopa เป็น dopamine และ norepinephrine ในสภาวะปกติ เชื่อว่าสารเมตาบอไลต์ทั้งสองชนิดนี้ออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับ α2 ในระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้การหลั่งสารสื่อประสาทของระบบซิมพาเธทิกลดลง ทำให้ความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลายลดลง และเมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะยาวจะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจลงได้ด้วย
เมธิลโดปาไม่มีฤทธิ์กดการทำงานของหัวใจโดยตรง แตกต่างจากยาต้านตัวรับเบตาหรือยาปิดกั้นช่องแคลเซียม ผลลดอัตราการเต้นของหัวใจที่พบจึงเป็นผลรองจากการกดระบบประสาทซิมพาเธทิกส่วนกลาง
ยาเมธิลโดปาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพียงประมาณร้อยละ 25 และมีระยะครึ่งชีวิตสั้นราว 2 ชั่วโมง การขจัดยาเกิดเป็นสองช่วง ช่วงแรกเมธิลโดปาจะถูกเปลี่ยนเป็นสารเมตาบอไลต์ที่ยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ได้แก่ alpha-methyldopamine และ alpha-methylnorepinephrine จากนั้นตัวยาและเมตาบอไลต์จึงถูกขับออกทางไต เนื่องจากเมตาบอไลต์ยังคงออกฤทธิ์ได้ จึงสามารถให้ยาวันละ 2 ครั้งได้ ผู้ป่วยไตวายจำเป็นต้องลดขนาดยา มิฉะนั้นอาจเกิดพิษจากยาได้
เมธิลโดปาสามารถผ่านรกและน้ำนมมารดาได้ แต่จากข้อมูลที่มี พบเพียงผลทำให้ความดันโลหิตของทารกลดลงเล็กน้อย โดยไม่พบผลเสียอื่นที่มีนัยสำคัญต่อทารก
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงมีครรภ์ (Gestational hypertension, pre-eclampsia)
เมธิลโดปาเป็นยาตัวแรกที่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ทั้งในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมาก่อน และผู้ที่เกิดภาวะความดันสูงระหว่างตั้งครรภ์ โดยเริ่มรับประทานขนาด 250 mg วันละ 2–3 ครั้ง ในช่วง 2 วันแรก จากนั้นสามารถปรับลดเหลือวันละ 1–2 ครั้งได้ตามระดับความดัน ปรับขนาดยาได้ทุก 2 วัน และไม่ควรเกิน 3000 mg/วัน
ในกรณีความดันโลหิตสูงวิกฤต สามารถใช้ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ขนาด 5–10 mg/kg ทุก 6 ชั่วโมง แต่ขนาดรวมต่อวันไม่ควรเกิน 3000 mg
- ใช้รักษาความดันโลหิตสูงในทารกแรกเกิด
แม้ว่ายาลดความดันหลายชนิดยังขาดข้อมูลการใช้ในเด็กเล็ก แต่เมธิลโดปาสามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด โดยให้ทั้งชนิดรับประทานหรือฉีด ขนาด 2.5–5 mg/kg ทุก 8 ชั่วโมงใน 2 วันแรก จากนั้นปรับลดเหลือวันละ 2 ครั้ง
- ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่ทั่วไป
เมธิลโดปามักใช้เป็นยาเสริมในกรณีที่ยาลดความดันกลุ่มอื่นไม่สามารถควบคุมความดันได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากยาออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงทางจิตประสาท ขนาดยาที่ใช้คือ 250 mg วันละ 2 ครั้ง เช้า–เย็น ในผู้สูงอายุแนะนำให้ลดขนาดเหลือ 125 mg วันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยโรคตับและโรคไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคืออาการง่วงซึม ซึ่งมักเกิดในช่วงเริ่มต้นของการรักษา เมื่อใช้ในระยะยาวอาจพบอาการเพลีย สมาธิลดลง ฝันร้าย ซึมเศร้า และวิงเวียนศีรษะ นอกจากนี้อาจพบการเคลื่อนไหวผิดปกติแบบ extrapyramidal และอาการน้ำนมไหล ซึ่งเกิดจากการรบกวนระบบ dopamine ในสมอง
ในเพศชาย ยาอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลงหรือเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนในเพศหญิงอาจทำให้ประจำเดือนขาดได้
เมธิลโดปาอาจทำให้เกิด positive Coombs test ได้ โดยพบประมาณ 10–20% ในผู้ที่ใช้ยานานเกิน 12 เดือน รวมถึงอาจทำให้เกิดตับอักเสบและไข้จากยา ผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองหลังหยุดยา
การมี positive Coombs test อยู่ก่อน ไม่ถือเป็นข้อห้ามในการใช้เมธิลโดปา แต่ควรตรวจ CBC และ direct Coombs test ก่อนเริ่มยา และติดตามทุก 6 เดือน หากพบภาวะซีดร่วมกับ positive Coombs test ระหว่างการใช้ยา ควรสงสัยภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (hemolytic anemia) และเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น แต่หากพบเพียง positive Coombs test โดยไม่มีภาวะซีด สามารถใช้ยาต่อได้ โดยควรลดขนาดลง ทั้งนี้ขนาดยาที่ต่ำกว่า 1000 mg/วัน มักไม่ก่อให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
ไข้จากยาเมธิลโดปามักเกิดภายใน 3 สัปดาห์แรกหลังเริ่มใช้ยา ตรวจเลือดอาจพบ eosinophilia และระดับเอนไซม์ตับรวมถึง alkaline phosphatase สูงขึ้น เมื่อหยุดยาอาการไข้จะหายไปเอง
ภาวะตับอักเสบจากยาเมธิลโดปามักพบภายใน 3 เดือนแรกของการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง เบื่ออาหาร และเลือดแข็งตัวช้า อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังหยุดยา โดยมีเพียงส่วนน้อยที่อาจดำเนินไปสู่ภาวะตับวาย
การหยุดยาเมธิลโดปาอย่างกะทันหันอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ แม้จะไม่รุนแรงเท่าการหยุดยาคลอนิดีน แนะนำให้ค่อย ๆ ลดขนาดยา เช่น ลดเหลือวันละครั้ง แล้วเป็นวันเว้นวัน พร้อมกับเริ่มยาลดความดันชนิดอื่นทดแทน
ไม่ควรใช้เมธิลโดปาในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะความดันโลหิตสูงจาก pheochromocytoma เนื่องจากยารบกวนการตรวจระดับ catecholamines ในเลือดและปัสสาวะ รวมถึงการทดสอบ histamine test ทำให้การวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาไม่แม่นยำ
ปฏิกิริยาระหว่างยา
การใช้เมธิลโดปาร่วมกับยาลิเธียมอาจทำให้ระดับลิเธียมในเลือดสูงขึ้นจนเกิดพิษได้
ยา ferrous sulfate และ ferrous gluconate ลดการดูดซึมของเมธิลโดปา จึงไม่ควรรับประทานพร้อมกัน
ห้ามใช้เมธิลโดปาร่วมกับยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม MAOI เช่น Phenelzine, Tranylcypromine, Isocarboxazid และ Moclobemide เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง catecholamines อย่างรุนแรง ร่วมกับฤทธิ์ของ MAOI ที่เพิ่มความดันโลหิตอยู่แล้ว อาจนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต (hypertensive crisis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สรุป
เมธิลโดปาเป็นยาลดความดันโลหิตที่ออกฤทธิ์ผ่านการกดระบบประสาทซิมพาเธทิกจากส่วนกลาง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงมีครรภ์และทารกแรกเกิด เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงต่อทารก อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยทั่วไป ยานี้มักใช้เป็นทางเลือกเสริมหรือในกรณีจำเพาะ เนื่องจากมีผลข้างเคียงทางระบบประสาทและยังขาดหลักฐานด้านการลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว การใช้เมธิลโดปาจึงควรอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมการติดตามอาการและผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด
บรรณานุกรม
- Myhre E, Rugstad HE, Hansen T. 1982. "Clinical pharmacokinetics of methyldopa." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Clin Pharmacokinet. 1982 May-Jun;7(3):221-33. (8 กุมภาพันธ์ 2569).