กลุ่มยาไนอาซิน (Niacin)
กลุ่มยาไนอาซิน หรือกรดนิโคตินิก (Nicotinic acid) เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินบี 3 ที่พบได้ในอาหารทั่วไป เมื่อใช้ในขนาดสูงจะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการปรับระดับไขมันในเลือด โดยสามารถเพิ่ม HDL ลดไตรกลีเซอไรด์ และลด LDL ได้ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคืออาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบ แสบคัน หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งไต่ผิวหนัง ซึ่งมักรบกวนผู้ป่วยจนไม่สามารถทนใช้ยาได้ต่อเนื่อง ขณะที่ Niacinamide หรือ Nicotinamide แม้จะไม่ก่อให้เกิดอาการหน้าแดงดังกล่าว แต่ก็ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
เนื้อหาในกลุ่มยาไนอาซินนี้ครอบคลุมถึงยา Acipimox ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดนิโคตินิกและมีคุณสมบัติในการลดไขมันเช่นเดียวกัน
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ไนอาซินถูกนำมาใช้เป็นยาลดไขมันในเลือดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 แม้ในระยะแรกจะยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน ต่อมามีการค้นพบตัวรับนิโคตินิกในอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เนื้อเยื่อไขมัน เมื่อถูกกระตุ้นจะยับยั้งการสลายไขมัน ส่งผลให้ระดับกรดไขมันอิสระในเลือดลดลง ตับจึงมีสารตั้งต้นสำหรับการสร้างไตรกลีเซอไรด์ลดลง ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดค่อย ๆ ลดลง ส่วนกลไกที่ทำให้ LDL ลดลงและ HDL เพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน ตัวรับนิโคตินิกที่ผิวหนังเมื่อถูกกระตุ้นจะกระตุ้นให้ macrophage หลั่ง prostaglandins D2 และ E2 เพิ่มขึ้น สารทั้งสองชนิดนี้จะไปจับกับตัวรับที่หลอดเลือดฝอยบริเวณผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดอาการหน้าแดง คัน หรือแสบร้อน
ไนอาซินที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายจะถูกเมตาบอไลต์ที่ตับผ่าน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่
- Glycine pathway โดย glycine จะจับกับไนอาซินกลายเป็น Nicotinuric acid ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดอาการหน้าแดง
- Amidation pathway โดยไนอาซินจะถูกเปลี่ยนเป็น Nicotinamide, 6-Hydroxynicotinamide, Nicotinamide-N-oxide, N-Methylnicotinamide และ Nicotinamide adenine dinucleotide ซึ่งเมตาบอไลต์กลุ่มนี้สัมพันธ์กับการเกิดพิษต่อตับ
เมตาบอไลต์ของไนอาซินทั้งหมดจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
ปัจจุบันยากลุ่มไนอาซินที่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติมี 3 ชนิด ได้แก่ Niacin immediate release (IR), Niacin extended release (ER) และ Acipimox
- Niacin IR ดูดซึมได้รวดเร็วใน 1–2 ชั่วโมง และถูกเมตาบอไลต์ที่ตับผ่าน Glycine pathway เป็นหลัก จึงพบอาการหน้าแดงและร้อนวูบวาบได้เด่นชัด
- Niacin ER ค่อย ๆ ดูดซึมช้าใน 8–12 ชั่วโมง ทำให้ถูกเมตาบอไลต์ทั้งทาง Glycine pathway และ Amidation pathway อย่างค่อยเป็นค่อยไป ความรุนแรงของอาการหน้าแดงและพิษต่อตับจึงลดลง
- Acipimox เป็นอนุพันธ์ของไนอาซิน มีฤทธิ์ลดไตรกลีเซอไรด์และเพิ่ม HDL ใกล้เคียงกับไนอาซิน แต่ไม่ถูกเมตาบอไลต์ที่ตับและไม่จับกับพลาสมาโปรตีน ยาจะถูกขับออกทางไตในรูปเดิมอย่างช้า ๆ จึงมีผลข้างเคียงทางผิวหนังและพิษต่อตับน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม การใช้ขนาดสูงอาจทำให้เกิดความผิดปกติของตับ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และกระตุ้นอาการของโรคเกาต์ได้
การใช้ยาที่เหมาะสม
เนื่องจากการรักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติต้องใช้ไนอาซินในขนาดสูงและมีผลข้างเคียงมาก จึงไม่นิยมใช้เป็นยาหลัก ปัจจุบันใช้เพื่อรักษาภาวะขาดวิตามินบี 3 และใช้เป็นยาร่วมเสริมกับยาลดไขมันกลุ่มอื่นในบางกรณี
- ใช้รักษาโรคหนังกระ หรือเพลลากรา (Pellagra)
โรคเพลลากราพบได้ในประชากรที่บริโภคข้าวโพดเป็นอาหารหลัก เนื่องจากข้าวโพดมีกรดอะมิโนทริปโตแฟน (Tryptophan) ต่ำ โดยทริปโตแฟนสามารถเปลี่ยนเป็นไนอาซินในร่างกายได้โดยอาศัยวิตามินบี 6 เป็นตัวช่วย ดังนั้นการขาดทริปโตแฟนจึงทำให้เกิดภาวะขาดไนอาซินและวิตามินอื่นร่วมด้วย
อาการสำคัญของโรคประกอบด้วย 3 D ได้แก่ Diarrhea (ท้องเดิน), Dermatitis (ผิวหนังอักเสบ) และ Dementia (สติวิปลาส) อาการผิวหนังมักเกิดบริเวณที่ถูกแสงแดด เริ่มจากผื่นแดง นูน อักเสบ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ ผิวแห้ง หยาบ หนา แตก ลอก และคล้ำคล้ายสวมถุงมือหรือถุงเท้าดำ จึงเรียกว่า “โรคหนังกระ” หากเป็นมากขึ้นจะมีอาการทางจิตประสาท เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิด นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม หลงผิด และในรายเรื้อรังอาจรุนแรงถึงขั้นวิกลจริต
การรักษาประกอบด้วยการให้วิตามินบีรวมและทริปโตแฟน ขนาดไนอาซินขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปผู้ใหญ่อาจให้ยารับประทาน 250–500 mg/วัน หากอาการรุนแรงหรือในเด็กอาจเริ่มด้วยรูปฉีด ได้แก่
- ผู้ใหญ่: 50–100 mg ฉีดเข้ากล้ามวันละ 5 ครั้ง หรือ 25–100 mg ผสมในสารน้ำหยดเข้าหลอดเลือดดำวันละ 2 ครั้ง
- เด็ก: 25–300 mg/วัน หยดเข้าหลอดเลือดดำ
เมื่ออาการดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นยารับประทานไม่เกิน 500 mg/วัน จนหายสนิท
อาหารที่ช่วยป้องกันโรค ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ข้าว ผัก ผลไม้ และไข่
- ใช้เสริมยารักษาไขมันในเลือดกลุ่มอื่นหากยังมีไตรกลีเซอไรด์สูงร่วมกับ HDL ต่ำ
แนวทางการใช้ยา ได้แก่
- Niacin IR 1000–5000 mg/วัน แบ่งวันละ 3 ครั้งพร้อมอาหาร (เด็ก 5–20 mg/kg/วัน และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี) ควรเริ่มที่ 500 mg/วัน และเพิ่มขนาดทีละ 500–1000 mg ทุก 1 เดือน เพื่อลดอาการหน้าแดง หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน และอาจรับประทานแอสไพรินหรือยาในกลุ่ม NSAIDs ก่อนยาไนอาซินประมาณ 30 นาที
- Niacin ER 1000–2000 mg/วัน วันละครั้ง (ยังไม่มีข้อมูลในเด็ก)
- Acipimox 500–750 mg/วัน แบ่งวันละ 2–3 ครั้งพร้อมอาหาร (ไม่ใช้ในเด็ก) หาก eGFR 40–80 ml/min ใช้ไม่เกิน 250 mg/วัน และหาก eGFR 20–40 ml/min ใช้ไม่เกิน 250 mg วันเว้นวัน
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ หน้าแดง คัน ผิวแห้ง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษต่อตับ
การดื่มแอลกอฮอล์ขณะใช้ยาอาจทำให้อาการหน้าแดงและคันรุนแรงขึ้น
ควรระวังในผู้ป่วยเบาหวานและโรคเกาต์ เนื่องจากอาจควบคุมน้ำตาลได้ยากขึ้นและกระตุ้นอาการเกาต์
ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
ปฏิกิริยาระหว่างยา
การใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตตินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษต่อกล้ามเนื้อและตับ
หากใช้ร่วมกับยากลุ่มเรซิน ควรรับประทานไนอาซินก่อนเรซินอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังเรซิน 4–6 ชั่วโมง เนื่องจากเรซินลดการดูดซึมไนอาซิน
การใช้แอสไพรินเพื่อลดอาการหน้าแดงอาจรบกวนการกำจัดกรดนิโคตินิกออกจากร่างกาย
การใช้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ganglionic blocking agents (เช่น Clonidine) หรือยา vasoactive (เช่น Hydralazine) อาจเสริมฤทธิ์กันจนเกิดภาวะความดันต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (postural hypotension)
สรุป
ไนอาซินเป็นวิตามินบี 3 ที่เมื่อใช้ในขนาดสูงสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ เพิ่ม HDL และลด LDL ได้ โดยออกฤทธิ์หลักผ่านการยับยั้งการสลายไขมันที่เนื้อเยื่อไขมัน อย่างไรก็ตาม การใช้เพื่อควบคุมไขมันต้องอาศัยขนาดสูงและมีผลข้างเคียงเด่น โดยเฉพาะอาการหน้าแดงและความเสี่ยงต่อพิษต่อตับ ปัจจุบันจึงใช้รักษาภาวะขาดวิตามินบี 3 เช่น โรคเพลลากรา เป็นหลัก และใช้เสริมยาลดไขมันกลุ่มอื่นในบางกรณี การใช้ยาจำเป็นต้องพิจารณาข้อห้ามใช้ ภาวะโรคร่วม และปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรอบคอบเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
บรรณานุกรม
- "Niacin." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (13 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Acipimox." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (13 กุมภาพันธ์ 2569).