ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

ยาพาราเซตามอล หรืออะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) ถ้าเรียกตามแบบอเมริกัน เป็นยาที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมีการใช้แพร่หลายและพบเห็นโฆษณาอยู่เสมอ ชื่อทางเคมีคือ N-acetyl-para-acetylaminophenol จัดเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีความปลอดภัยสูงหากใช้ไม่เกินขนาดที่แนะนำ

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาพาราเซตามอลสังเคราะห์มาจากสารตั้งต้นคือ phenol โดยผ่านกระบวนการเติมไนโตรเจนและการ reduce หลายขั้นตอน จนได้สารที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase ที่ก่อให้เกิดสาร prostaglandin E2 ซึ่งเป็นสารเคมีตัวสำคัญที่ทำให้เกิดไข้และความรู้สึกปวด

ยาพาราเซตามอลยังมีผลยับยั้งการสร้าง Substance P ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่กระตุ้นการรับรู้ความปวด อีกทั้งเมตะบอไลต์ของยายังไปเพิ่มสารในกลุ่ม cannabinoids ภายในร่างกาย ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของ Serotonin สารเคมีที่ลดไข้และอาการเจ็บปวด ทำให้ยาพาราเซตามอลสามารถลดอาการปวดพื้นฐานได้ในระดับหนึ่ง (สามารถดูแผนภาพกลไกการเกิดความปวดได้ ที่นี่)

ยาพาราเซตามอลถูกร่างกายกำจัดที่ตับ แต่เมตะบอไลต์ของมันตัวหนึ่งที่ชื่อ NAPQI มีพิษต่อตับ โดยจะไปทำลายเนื้อเยื่อตับเกิดเป็นตับอักเสบ ยิ่งผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยิ่งจะมีแนวโน้มจะเป็นเร็วและเป็นมากขึ้น โดยอาจถึงขั้นตับวายเฉียบพลัน



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้เพื่อลดไข้
  2. เนื่องจากพาราเซตามอลไม่ระคายกระเพาะอาหารเหมือนยาแก้ปวดกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ยาเสพติด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นยาลดไข้ สามารถรับประทานได้ทุกเวลาโดยไม่จำเป็นต้องมีอาหารรองท้อง อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการใช้ยาควรพยายามค้นหาสาเหตุของไข้ควบคู่ไปด้วย

    • ในผู้ใหญ่: รับประทาน 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) เมื่อมีไข้ สามารถให้ซ้ำได้ทุก 4–6 ชั่วโมงหากยังมีไข้ ขนาดยาสูงสุดต่อวันไม่ควรเกิน 2,600 มิลลิกรัม (5 เม็ด)
    • ในเด็ก: ให้ขนาด 10-15 mg/kg ทางปากหรือทางทวารหนักเมื่อมีไข้ ซ้ำได้ทุก 4–6 ชั่วโมง หากเป็นทารกอายุน้อยกว่า 1 เดือน ควรให้ห่างทุก 6–8 ชั่วโมง ในหนึ่งวันไม่ควรให้เกิน 5 ครั้ง
    • ยาสำหรับเด็กมีหลายรูปแบบ ได้แก่ แบบหยดสำหรับเด็กอ่อน, แบบน้ำเชื่อมที่มีหลายความเข้มข้นสำหรับเด็กอายุประมาณ 1–10 ปี, แบบเหน็บทวารสำหรับเด็กที่ไม่สามารถรับประทานทางปากได้ และแบบเม็ดขนาด 325 มิลลิกรัม สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักประมาณ 25–40 กิโลกรัม

    ฤทธิ์ลดไข้ของพาราเซตามอลมีเพดานการออกฤทธิ์ คือแม้เพิ่มขนาดยาก็ไม่สามารถจะลดไข้ได้มากขึ้นหรือยาวนานขึ้น แต่กลับจะมีพิษต่อตับมากขึ้น ไข้บางชนิดมีลักษณะเป็น “ไข้ลอย” เช่น ไข้เลือดออก ไข้จากการติดเชื้อรุนแรง ไข้จากโรคทางสมอง หรือไข้จากการแพ้ยา ซึ่งมักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ ในกรณีเช่นนี้ควรใช้การเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นหลัก และรักษาที่สาเหตุของโรค เมื่อควบคุมโรคได้ ไข้จึงจะลดลงเอง

  3. ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด
  4. ฤทธิ์แก้ปวดของพาราเซตามอลจัดว่าอ่อนเมื่อเทียบกับยาแก้ปวดชนิดอื่น เหมาะสำหรับอาการปวดที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดจากข้อเสื่อม ซึ่งมักดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อน อาการปวดที่รุนแรง เช่น ปวดหลังผ่าตัดใหญ่ ปวดจากมะเร็ง ปวดจากการอักเสบ หรือปวดไมเกรน มักไม่ตอบสนองต่อพาราเซตามอลเพียงชนิดเดียว แม้จะเพิ่มขนาดยาก็ตาม

    ขนาดยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดในผู้ใหญ่คือ รับประทานครั้งละ 1–2 เม็ด ทุก 4–6 ชั่วโมง โดยในหนึ่งวันไม่ควรเกิน 5 เม็ด และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 5 วัน สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำไม่ควรใช้เกินวันละ 4 เม็ด (2,000 มิลลิกรัม)

    ในเด็ก การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดจะใช้ขนาดเดียวกับที่ใช้ลดไข้ ทั้งนี้อาการปวดในเด็กมักมีสาเหตุจากโรคเฉพาะ จึงควรมุ่งรักษาที่สาเหตุเป็นหลักจะเหมาะสมกว่า

  5. ใช้เพื่อปิด PDA ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด
  6. การคงอยู่ของ patent ductus arteriosus (PDA) มีสาเหตุจาก prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งช่วยให้หลอดเลือด ductus arteriosus ไม่หดตัว หลังคลอดระดับออกซิเจนที่สูงขึ้นร่วมกับการลดลงของ PGE2 จะช่วยให้ ductus ปิดได้เองตามธรรมชาติ

    ในทารกคลอดก่อนกำหนดบางราย PDA อาจมีขนาดใหญ่และส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด การให้ยาที่ยับยั้งการสร้าง PGE2 จะช่วยให้ PDA ปิดได้เร็วขึ้น ยาที่ใช้ได้แก่ NSAIDs เช่น indomethacin และ ibuprofen รวมถึงพาราเซตามอล ซึ่งมีข้อดีคือกระทบต่อการทำงานของไตและเกล็ดเลือดน้อยกว่า NSAIDs

    ขนาดยาที่ใช้คือ 15 mg/kg ทุก 6 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3–7 วัน (มักเริ่มที่อายุ 3 วัน แล้วประเมินผล) สามารถให้ทางปากหากลำไส้ทำงานได้ หรือให้ทางหลอดเลือดดำในทารกที่ยังไม่สามารถให้อาหารได้ ระหว่างการรักษาต้องติดตามการทำงานของตับและไต และประเมินขนาดของ ductus ทิศทางและปริมาณของ shunt รวมถึงอาการทางคลินิก เช่น หายใจเร็ว เหนื่อย ต้องการออกซิเจนเพิ่ม และการกินนมลดลง อัตราการปิด PDA ด้วยพาราเซตามอลใกล้เคียงกับ ibuprofen แต่อาจด้อยกว่า indomethacin เล็กน้อยในบางการศึกษา

    หมายเหตุสำคัญ: การใช้พาราเซตามอลเพื่อปิด PDA เป็นการรักษาเฉพาะทางในโรงพยาบาล โดยกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์ทารกแรกเกิดเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่การใช้ยาทั่วไป



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

นอกจากพิษต่อตับแล้ว ยาพาราเซตามอลไม่ค่อยพบผลข้างเคียงที่รุนแรง อาการแพ้ยา เช่น คลื่นไส้มาก ผื่นขึ้น หน้าบวม แน่นอก หรือหายใจลำบาก พบไม่บ่อย หากเกิดขึ้นมักเกิดภายใน 10–20 นาทีหลังกินยา และควรรีบไปพบแพทย์พร้อมนำยาที่เหลือไปด้วย

พิษต่อตับมักเกิดหลังรับประทานยาเป็นประจำประมาณวันที่ 3–7 ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดชายโครงขวา ต่อมาอาจเกิดตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด หากพบอาการเหล่านี้ต้องหยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที ในรายที่รุนแรงอาจซึมและหมดสติได้

ยาบางชนิดสามารถเพิ่มพิษต่อตับของพาราเซตามอล เช่น Rifampin และยากันชักหลายชนิด ได้แก่ Phenytoin, Carbamazepine และ Phenobarbital ขณะเดียวกันพาราเซตามอลอาจเพิ่มฤทธิ์ของยา Warfarin ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้เป็นประจำควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

หลายบริษัทยาผลิตยาผสมระหว่างพาราเซตามอลกับยาตัวอื่นเพื่อความสะดวกในการใช้ เช่น ผสมกับยาลดน้ำมูกเพื่อรักษาหวัด ผสมกับยาโคดิอีนหรือยาทรามาดอลเพื่อให้แก้ปวดได้ดีขึ้น เป็นต้น ยาผสมมักมีปริมาณของยาแต่ละตัวน้อยกว่าปริมาณยาที่ใช้เดี่ยว ๆ เพราะยาแต่ละตัวเสริมฤทธิ์กันอยู่แล้ว ไม่ควรใช้ยาผสมนี้ร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว เพราะเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาด การใช้ยาทุกครั้งควรอ่านส่วนประกอบและปริมาณของยาในหนึ่งหน่วยที่รับประทานบนบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง และจะปลอดภัยยิ่งขึ้นถ้าอ่านฉลากยาทั้งหมดก่อนใช้

สรุป

พาราเซตามอลเป็นยาที่มีบทบาทสำคัญทั้งในการลดไข้ บรรเทาอาการปวดเล็กน้อย และการรักษาเฉพาะทางบางกรณี เช่น การปิด PDA ในทารกคลอดก่อนกำหนด จุดเด่นของยาคือความปลอดภัยและการระคายเคืองอวัยวะอื่นต่ำเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การใช้เกินขนาดหรือใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับอย่างรุนแรงได้ การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้อง อ่านฉลากยาให้ครบถ้วน และเข้าใจข้อจำกัดของยา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ