ยาโปรเบนีสิด (Probenecid)

โปรเบนีสิดเป็นยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ (uricosuric agent) ปัจจุบันความนิยมลดลงอย่างมาก เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วชนิดยูเรตในไต และมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาหลายชนิด ทำให้ระดับยาอื่นในเลือดสูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ โรงพยาบาลหลายแห่งจึงไม่ได้จัดยานี้ไว้ในบัญชียาแล้ว

ที่มาและการออกฤทธิ์:

โปรเบนีสิดถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งการขับเพนิซิลลินออกทางไต ทำให้ระดับยาเพนิซิลลินคงอยู่ในเลือดได้นานขึ้น ลดความจำเป็นในการให้ยาซ้ำในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนยา ต่อมาพบว่ายานี้สามารถเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ จึงได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาโรคเกาต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951

ในเวลาต่อมาพบว่า โปรเบนีสิดลดระดับกรดยูริกในเลือดได้น้อยกว่ายาอัลโลพูรินอล เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ที่แท้จริงคือ การยับยั้งตัวขนส่งสาร Organic anion transporter-1 และ -3 (OAT1, OAT3) ที่ท่อไตส่วนต้น ส่งผลให้สารที่มีประจุลบหลายชนิด—including ยาต้านจุลชีพจำนวนมากและกรดยูริก—ถูกขับออกลดลง ขณะเดียวกันยาออกฤทธิ์ยับยั้ง Urate transporter-1 (URAT1) ทำให้กรดยูริกที่ถูกกรองผ่านออกมาไม่ถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือด อย่างไรก็ตาม การขับกรดยูริกที่เพิ่มขึ้นนั้นจำกัดเฉพาะส่วนที่หลุดจากระบบ OAT ได้เท่านั้น

การใช้ยาเป็นระยะเวลานานสัมพันธ์กับการเพิ่มอุบัติการณ์ของนิ่วชนิดยูเรตในไต ภาวะระดับยาร่วมใช้สูงเกิน (drug toxicity) และปฏิกิริยาแพ้ยา เนื่องจากโปรเบนีสิดเป็นอนุพันธ์ในกลุ่มซัลฟา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บทบาทของยาในเวชปฏิบัติลดลงอย่างรวดเร็ว

โปรเบนีสิดละลายได้ดีในไขมัน จึงดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร ระดับยาในเลือดสูงสุดภายในประมาณ 4 ชั่วโมงหลังรับประทาน ยาจับกับพลาสมาโปรตีนมากกว่า 85% จึงสามารถเพิ่มระดับของยาชนิดอื่นที่มีการจับกับโปรตีนสูงเช่นเดียวกัน ยาถูกเมตาบอไลซ์ที่ตับ ขับออกทางท่อไตส่วนต้น และมีการดูดกลับที่ท่อไตส่วนปลาย ทำให้มีฤทธิ์ค่อนข้างยาวนาน ค่าครึ่งชีวิตเพิ่มขึ้นตามขนาดยา อยู่ในช่วงประมาณ 4–12 ชั่วโมง

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาโรคเกาต์เรื้อรัง
  2. ปัจจุบันยากลุ่มนี้จะพิจารณาใช้ในผู้ป่วยดังต่อไปนี้

    • ผู้ป่วยที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะน้อยกว่า 800 mg/วัน โดยต้องเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจวัดระดับกรดยูริกก่อนเริ่มยา
    • ผู้ที่มีข้อห้ามใช้หรือแพ้ยาอัลโลพูรินอล
    • ผู้ที่ใช้ยาอัลโลพูรินอลในขนาดสูงสุดแล้วยังควบคุมระดับกรดยูริกไม่ได้ (มักใช้โปรเบนีสิดเป็นยาเสริม)

    ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะมากกว่า 1000 mg/วัน เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และไม่ควรใช้ในผู้ที่มีหรือเคยมีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะ

    แนวทางการให้ยา: เริ่มต้นที่ 250 mg วันละ 2 ครั้ง นาน 1 สัปดาห์ หากไม่เกิดอาการแพ้ ให้เพิ่มเป็น 500 mg วันละ 2 ครั้ง จากนั้นติดตามระดับกรดยูริกในเลือดทุก 2–4 สัปดาห์ และปรับเพิ่มครั้งละ 250 mg จนระดับกรดยูริกต่ำกว่า < 6 mg% หรือ < 5 mg% ในผู้ที่มีก้อนโทไฟ ขนาดยาสูงสุดไม่ควรเกิน 2000 mg/วัน

  3. ใช้เพิ่มระดับยาเพนิซิลลิน
  4. ให้ร่วมกับยาเพนิซิลลิน ขนาด 500 mg วันละ 4 ครั้ง และหยุดยาโปรเบนีสิดเมื่อหยุดเพนิซิลลิน

    ในเด็กอายุ > 2 ปี ให้ขนาด 25–40 mg/kg/วัน (ไม่เกิน 2000 mg/วัน) แบ่งให้วันละ 2–4 ครั้ง ตามตารางการให้เพนิซิลลิน

  5. ใช้รักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) หรือหนองใน (Gonorrhea)
  6. ให้โปรเบนีสิดขนาด 1 กรัม รับประทานพร้อมกับฉีด Cefoxitin 2 กรัม เข้ากล้าม ครั้งเดียว



ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ยาโปรเบนีสิดในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีไตวาย (ClCr < 30 ml/min)
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาซัลฟา หรือเคยแพ้โปรเบนีสิดมาก่อน
  • ผู้ที่มีภาวะ G6PD deficiency

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการปวดเกาต์กำเริบในช่วงเริ่มต้นการรักษา เนื่องจากระดับกรดยูริกในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลึกยูเรตเคลื่อนออกจากข้อเข้าสู่กระแสเลือด อาการนี้มักเกิดในระยะแรก และจะลดลงเมื่อระดับกรดยูริกในข้อและในเลือดเข้าสู่สมดุล

ผลข้างเคียงอื่น ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เจ็บเหงือก หน้าแดง ผมร่วง และโลหิตจาง

ปฏิกิริยาระหว่างยา

โปรเบนีสิดมีปฏิกิริยาระหว่างยาจำนวนมาก ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเมื่อให้ร่วมกับยาเหล่านี้

  • PAS, Rifampicin, Dapsone, Acyclovir, Ganciclovir, Zidovudine, Penicillin, Meropenem, Zalcitabine, Methotrexate, Lorazepam, Thiopental, Captopril, Diflunisal, Indomethacin, Naproxen, Ketoprofen, Ketorolac, Meclofenamate และยาลดน้ำตาลกลุ่ม sulfonylurea เนื่องจากโปรเบนีสิดลดการขับยาเหล่านี้ทางไต ทำให้ระดับยาและความเสี่ยงต่อพิษเพิ่มขึ้น
  • Aspirin อาจเพิ่มฤทธิ์ของโปรเบนีสิด
  • Nitrofurantoin, ยากลุ่ม Quinolones และ D-Penicillamine เนื่องจากโปรเบนีสิดลดระดับยาเหล่านี้ในปัสสาวะ อาจทำให้การรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไม่ได้ผล

สรุป

โปรเบนีสิดเป็นยาเพิ่มการขับกรดยูริกที่มีบทบาทสำคัญในอดีต ทั้งในด้านการรักษาโรคเกาต์และการยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของเพนิซิลลิน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และปฏิกิริยาระหว่างยาจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่คัดเลือกอย่างเหมาะสม เช่น ผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาอัลโลพูรินอลได้ หรือใช้เป็นยาเสริมในรายที่ควบคุมระดับกรดยูริกไม่ได้ การใช้ยาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ติดตามระดับกรดยูริกและอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด

บรรณานุกรม

  1. "probenecid (Rx)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. "แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2555." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. (18 กุมภาพันธ์ 2569).