ยาโพรพราโนลอล (Propranolol)
ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของการแพทย์สาขาโรคหัวใจ (cardiology) ในปัจจุบัน มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่ตั้งอยู่บนรากฐานของแนวคิดเชิงลึกและนวัตกรรมทางการรักษาที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย หนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญนั้นคือ Professor Sir James W. Black นายแพทย์ชาวสก็อต ผู้ซึ่งได้ปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1948 เมื่อท่านได้อ่านรายงานการศึกษาที่กล่าวถึงความแตกต่างของการตอบสนองของหัวใจต่อตัวรับ adrenergic สองชนิด ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ ท่านเริ่มมองเห็นแนวคิดใหม่ในการจัดการกับโรคหัวใจ จากเดิมที่มุ่งเน้นการใช้ยาขยายหลอดเลือด เปลี่ยนมาเป็นการลดภาระการทำงานของหัวใจแทน
Sir James Black ใช้เวลากว่า 17 ปี ศึกษาบทบาทของตัวรับในอวัยวะต่าง ๆ
จนสามารถพัฒนาโพรพราโนลอล ซึ่งเป็นยาต้นแบบของกลุ่มยาปิดกั้นตัวรับเบตา
และต่อยอดไปสู่การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์กับตัวรับชนิดอื่นในร่างกาย
หลังจากโพรพราโนลอลออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1965 พบว่ายาสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ[2] จึงถือเป็นหนึ่งในผลงานด้านการแพทย์และเภสัชกรรมที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20
นอกจากโพรพราโนลอลแล้ว นายแพทย์แบล็คยังเป็นผู้พัฒนายา Cimetidine ซึ่งเป็นสารปิดกั้นตัวรับ Histamine2 ในกระเพาะอาหาร เพื่อลดการหลั่งกรดและรักษาแผลในกระเพาะ ผลงานทั้งหมดนี้นำไปสู่การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ในปี ค.ศ. 1988 อันเป็นการเชิดชูผลงานที่ส่งคุณูปการต่อวงการแพทย์มาจนถึงปัจจุบัน
การทำงานของตัวรับ adrenergic
ระบบประสาทอัตโนมัติแบ่งออกเป็นระบบซิมพาเธทิก (sympathetic)
และพาราซิมพาเธทิก (parasympathetic) โดยปลายประสาทของระบบซิมพาเธทิกจะหลั่งสารสื่อประสาทหลักคือ norepinephrine (N.E.) ไปจับกับตัวรับ adrenergic ชนิดอัลฟา (α) และเบตา (β) ซึ่งกระจายอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของอวัยวะนั้น ๆ
ตัวรับ α2 บางส่วนทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมแบบ negative feedback เมื่อมีการหลั่ง norepinephrine มากเพียงพอ การกระตุ้นตัวรับ adrenergic ชนิดต่าง ๆ จะให้ผลต่ออวัยวะปลายทางแตกต่างกัน ดังแสดงในตารางด้านล่าง
| อวัยวะ | α1 | α2 | β1 | β2 | β3 |
| หัวใจ | - | - | เต้นเร็วขึ้น, บีบตัวแรงขึ้น | - | - |
| หลอดเลือด | หดตัว | หดตัว | - | ขยายตัว | - |
| หลอดลม | ตีบ | - | - | ขยาย | - |
| กระเพาะและลำไส้ | คลายตัว | คลายตัว | - | คลายตัว | - |
| หูรูดของทางเดินอาหาร | หดตัว | - | - | - | - |
| กระเพาะปัสสาวะ | - | - | - | คลายตัว | - |
| หูรูดของกระเพาะปัสสาวะ | หดตัว | - | - | - | - |
| มดลูก | หดตัว | - | - | คลายตัว | - |
| ท่อนำอสุจิ | หดตัว | - | - | คลายตัว | - |
| ม่านตา | หดเล็ก | - | - | - | - |
| กล้ามเนื้อปรับเล็นส์ตา | - | - | - | คลายตัว, เล็นส์แบน เหมาะสำหรับการมองไกล | - |
| ตับ | สลายไกลโคเจน | - | - | สลายไกลโคเจน | - |
| เนื้อเยื่อไขมัน | - | - | - | - | สลายไขมัน, เพิ่มอุณหภูมิร่างกาย |
| ตับอ่อน | - | ลดการสร้างอินสุลิน | - | - | - |
| ต่อมน้ำลาย | หลั่งน้ำและโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น | - | หลั่งน้ำย่อย amylase | - | - |
| เซลล์แมสท์ (mast cell) | - | - | - | ลดการหลั่งสาร histamine | - |
| ปลายประสาท | - | ลดการหลั่งสาร adrenergic และ cholinergic | - | เพิ่มการหลั่งสาร adrenergic | - |
ยาปิดกั้นตัวรับ adrenergic จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ แสดงผลในทิศทางตรงกันข้าม โดยในบทความนี้จะเน้นฤทธิ์ของยาโพรพราโนลอลที่ตัวรับเบตาเป็นหลัก
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ก่อนที่จะพัฒนาเป็นยาโพรพราโนลอลได้สำเร็จ นายแพทย์ Sir James Black ได้ทดลองสังเคราะห์ยาชนิดหนึ่งชื่อ Pronethalol แต่ไม่สามารถนำไปทดลองในมนุษย์ได้ เนื่องจากพบว่าก่อมะเร็งในหนูทดลอง ซึ่งท่านเชื่อว่าสาเหตุเกิดจาก naphthalene epoxide ซึ่งเป็นเมตาบอไลต์ของยา ภายหลังจากการปรับโครงสร้างทางเคมีเพียงเล็กน้อย
จึงได้ยาโพรพราโนลอลซึ่งมีความปลอดภัยมากขึ้นและสามารถนำมาใช้ทางคลินิกได้
โพรพราโนลอลเป็นยาปิดกั้นตัวรับเบตาที่ออกฤทธิ์แบบไม่จำเพาะต่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง โดยยับยั้งตัวรับ β1 ที่หัวใจ ไต และตับอ่อน
ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง บีบตัวลดลง การหลั่งเรนินจากไตลดลง และการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนลดลง นอกจากนี้ยายังยับยั้งตัวรับ β2 ที่หลอดลมและตับ จึงอาจทำให้หลอดลมตีบและเกิดอาการหอบในผู้ป่วยบางราย รวมทั้งยับยั้งการสลายไกลโคเจนในตับ
เนื่องจากโพรพราโนลอลละลายได้ดีในไขมัน จึงสามารถผ่านเข้าสู่สมองได้
และมีข้อสันนิษฐานว่ายาอาจยับยั้งตัวรับซีโรโทนินร่วมด้วย จึงช่วยลดการกำเริบของโรคไมเกรน นอกจากนี้ยายังมี membrane stabilizing activity ซึ่งหมายถึงการปิดกั้นช่องโซเดียมที่หัวใจ สมอง และกล้ามเนื้อ ส่งผลให้การนำไฟฟ้าลดลง จึงสามารถควบคุมภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการสั่นของกล้ามเนื้อ รวมทั้งอาการตื่นเต้น กลัว หรือประหม่าในนักดนตรี นักแสดง หรือนักพูดก่อนขึ้นเวทีได้ [3] (อย่างไรก็ตาม การใช้ยาในข้อบ่งชี้หลังนี้ยังไม่ได้รับการรับรองจาก อย.)
โพรพราโนลอลชนิดรับประทานสามารถดูดซึมได้เกือบ 100%
แต่มีระยะเวลาออกฤทธิ์ค่อนข้างสั้นเพียง 4–6 ชั่วโมง จึงมักต้องรับประทานวันละ 3–4 ครั้งในช่วงเริ่มต้นการรักษา ภายหลังการดูดซึม ยาจะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับเป็น 4-hydroxypropranolol ผ่านกระบวนการ first-pass metabolism ซึ่งมีระยะครึ่งชีวิตยาวขึ้น อีกทั้งยายังจับกับพลาสมาโปรตีนสูงถึงประมาณ 90% เมื่อใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงอาจลดความถี่ในการรับประทานลงเหลือวันละ 2–3 ครั้งได้
สำหรับโพรพราโนลอลชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำจะออกฤทธิ์ภายในเวลาประมาณ 2 นาที และสงวนไว้ใช้เฉพาะในกรณีภาวะหัวใจเต้นเร็วรุนแรงเท่านั้น
การใช้ยาที่เหมาะสม
โพรพราโนลอลเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาจำเป็นของระบบสาธารณสุขทั่วโลก
ในต่างประเทศมีการผลิตโพรพราโนลอลชนิดออกฤทธิ์ยาว (Extended-Release Capsule)
เพื่อความสะดวกในการรับประทานวันละครั้ง โดยเฉพาะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตหรือนำเข้าชนิด Extended-Release มีเพียงยาปิดกั้นตัวรับเบตารุ่นถัดมาที่สามารถรับประทานวันละครั้งได้
ดังนั้น การใช้โพรพราโนลอลในประเทศไทยจึงเหมาะกับโรคหรือภาวะที่มีอาการเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น 2 ภาวะแรกที่กล่าวถึงด้านล่าง หรือใช้ในภาวะเรื้อรังที่แพทย์ประเมินแล้วว่าต้องการขนาดยาปิดกั้นตัวรับเบตาเพียงเล็กน้อย
- ใช้บรรเทาอาการสั่น (มือสั่น/ใจสั่น)
ผู้ป่วยที่มีอาการมือสั่นหรือใจสั่นจากการตื่นเวที ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ พิษสุรา หรือไม่สามารถหาสาเหตุได้ชัดเจน อาจใช้โพรพราโนลอลขนาด 10 mg
รับประทานวันละ 2–3 ครั้ง ในช่วงระหว่างการสืบค้นหาสาเหตุหรือรอการรักษาต้นเหตุ
เมื่อสามารถแก้ไขโรคต้นเหตุได้แล้ว จึงค่อย ๆ ลดขนาดยาและหยุดยาในที่สุด
- ใช้ป้องกันการกำเริบของโรคไมเกรนที่เป็นบ่อยหรือรุนแรง
ยาที่ใช้ป้องกันโรคไมเกรนมีหลายชนิด แต่โพรพราโนลอลเป็นยาชนิดเดียวที่สามารถใช้ได้ในเด็ก ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ 160–240 mg/วัน
ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 40 kg ใช้ขนาด 80–160 mg/วัน
ควรเริ่มต้นที่ขนาดยาครึ่งหนึ่งก่อน เนื่องจากยาอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงมาก
- ใช้รักษาภาวะตับแข็งที่มีท้องมานแล้ว
ยาช่วยลดแรงดันเลือดในหลอดเลือดดำพอร์ทัล และยับยั้งการหลั่งเรนิน จึงช่วยลดการเกิดน้ำในช่องท้อง และลดความเสี่ยงของการมีเลือดออกในทางเดินอาหาร [4], [5]
- ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ (Cardiac tachyarrhythmias)
การเลือกใช้ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นอยู่กับชนิดของการเต้นผิดจังหวะนั้น ๆ โพรพราโนลอลเหมาะสำหรับ Ventricular arrhythmia และ Atrial fibrillation นอกจากนี้ยังใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจในภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
รวมถึงใช้ก่อนการผ่าตัดเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิด Pheochromocytoma
- ใช้รักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่มีหัวใจเต้นเร็ว
การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจในระยะแรกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ยาที่เหมาะสมควรลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดี โดยไม่ลดความดันโลหิตมากเกินไป และไม่ควรมีฤทธิ์ยาว แพทย์บางท่านเลือกใช้โพรพราโนลอลขนาด 20–40 mg วันละ 4 ครั้ง ในช่วง 2–3 วันแรก ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นหรือยาที่ออกฤทธิ์ยาวขึ้น
- ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการแน่นอกเรื้อรัง (ร่วมกับยาอื่น)
ผู้ป่วยที่เหมาะสม ได้แก่ ผู้ที่มี chronic stable angina ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือด รวมถึงผู้ที่มีอาการเจ็บอกจากการหดเกร็งของหลอดเลือดหัวใจเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)
ขนาดยาที่ใช้คือ 80–160 mg/วัน อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยแพทย์มักเลือกใช้ยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียมในการรักษา chronic stable angina มากกว่ายากลุ่มปิดกั้นตัวรับเบตา
- ใช้รักษาโรค Hypertrophic Subaortic stenosis
โรคนี้พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น มีอาการคล้ายโรค angina ในผู้ใหญ่
เกิดจากผนังหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวบริเวณทางออกของหัวใจ ทำให้หัวใจรับและฉีดเลือดออกไปได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย การรักษาหลักคือการผ่าตัด
แต่ในรายที่ยังไม่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัด อาจใช้โพรพราโนลอลช่วยควบคุมอาการไปก่อน
ขนาดที่ใช้คือ 80–160 mg/วัน
- ใช้ลดความดันโลหิตในโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่
ในต่างประเทศมีโพรพราโนลอลชนิด Extended-Release Capsule
ขนาด 60, 80, 120 และ 160 mg สำหรับรับประทานวันละครั้ง โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ขนาด 80 mg และสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีที่ขนาด 120–160 mg/วัน
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตหรือนำเข้ายาชนิด Extended-Release จึงไม่นิยมใช้โพรพราโนลอลชนิดธรรมดาในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากต้องรับประทานวันละ 2–3 ครั้ง และสมาคมแพทย์โรคหัวใจไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มปิดกั้นตัวรับเบตาเป็นยาขนานแรก เพราะมียากลุ่มอื่นที่ให้ประสิทธิผลดีกว่า
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
การวิจัยพิสูจน์ประสิทธิภาพของยา แต่กาลเวลาพิสูจน์ความปลอดภัย
โพรพราโนลอลเป็นยาที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยยังคงอยู่ในบัญชียาจำเป็น แสดงให้เห็นว่าไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงจนต้องยกเลิกการใช้
ผลข้างเคียงที่สำคัญของโพรพราโนลอลเป็นที่ทราบกันดี เนื่องจากยาออกฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับ β2 ที่หลอดลมด้วย จึงอาจทำให้เกิดอาการหอบหรือไอ
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง มีหัวใจโต หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
นอกจากนี้ การยับยั้งตัวรับ β1 ที่หัวใจ อาจทำให้ชีพจรเต้นช้าและความดันโลหิตต่ำ
จึงมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มี sinus bradycardia, heart block ตั้งแต่ระดับที่สองขึ้นไป หรือมีความดันโลหิตต่ำมาก อีกทั้งเนื่องจากยาสามารถผ่านเข้าสมองได้
จึงอาจเกิดอาการวิงเวียน ง่วงนอน ฝันร้าย อ่อนล้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เห็นภาพผิดปกติ หรือมีอาการหลงลืมได้
การใช้ยาปิดกั้นตัวรับเบตาชนิดไม่จำเพาะ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ยาก จึงไม่เหมาะกับการใช้ยากลุ่มนี้
ควรใช้โพรพราโนลอลด้วยความระมัดระวังในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากการใช้ยาขนาดสูงอาจรบกวนการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือหัวใจเต้นช้าในทารกแรกเกิด และตัวยายังสามารถขับออกทางน้ำนมได้ในปริมาณเล็กน้อย
สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือ หากใช้ยาปิดกั้นตัวรับเบตาเป็นเวลานานเกิน 3 เดือน ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหัน เพราะอาจทำให้ระบบซิมพาเธทิกที่ถูกกดไว้กลับมาทำงานอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหัวใจ การหยุดยาควรลดความถี่ลงทีละขั้น จากวันละ 3 ครั้ง → 2 ครั้ง → 1 ครั้ง โดยใช้เวลาลดแต่ละขั้นประมาณ 1 สัปดาห์
อาการแพ้ยารุนแรงจากโพรพราโนลอลพบได้น้อยมาก
ปฏิกิริยาระหว่างยา
โพรพราโนลอลถูกสลายที่ตับโดยเอนไซม์ในระบบ cytochrome
จึงสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิดเมื่อใช้ร่วมกัน ดังนี้
- ระดับโพรพราโนลอลในเลือดจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับ
Carbamazepine, Cholestyramine, Colestipol, Phenobarbital,
Phenytoin และ Rifampicin รวมถึงในผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของตับ ทำให้ระดับยาในเลือดไม่ถึงระดับที่ต้องการ
- ระดับโพรพราโนลอลในเลือดจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ
Amiodarone, Chlorpromazine, Cimetidine, Ciprofloxacin, Delavudin,
Erythromycin, Fluoxetine, Fluvoxamine, Imipramine, Isoniazid,
Paroxetine, Quinidine, Ritonavir, Rizatriptan, Teniposide,
Theophylline, Tolbutamide, Zileuton และ Zolmitriptan
- ระดับของยาต่อไปนี้จะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับโพรพราโนลอล:
Lovastatin, Pravastatin และ Theophylline
- ระดับของยาต่อไปนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับโพรพราโนลอล:
Diazepam, Propafenone, Lidocaine, Rizatriptan, Thioridazine,
Warfarin, Zolmitriptan และยาปิดกั้นช่องแคลเซียมทุกชนิด ยกเว้น Verapamil
สรุป
โพรพราโนลอลเป็นยาปิดกั้นตัวรับเบตาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางคลินิก เป็นรากฐานของการรักษาโรคหัวใจหลายชนิด และยังมีบทบาทในโรคอื่น ๆ
ทั้งด้านระบบประสาท หลอดเลือด และตับ แม้จะเป็นยาที่ใช้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ
แต่ยังคงมีคุณค่าเมื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับข้อบ่งชี้ ขนาดยา และลักษณะผู้ป่วย
การเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ ผลข้างเคียง และข้อจำกัดของยา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้โพรพราโนลอลอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด
บรรณานุกรม
- M P Stapleton. 1997. "Sir James Black and propranolol: The role of the basic sciences in the history of cardiovascular pharmacology." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Tex Heart Inst J. 1997; 24(4): 336–342. (6 กุมภาพันธ์ 2569).
- Warren SG, et al. 1976. "Long-term propranolol therapy for angina pectoris." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Am J Cardiol. 1976 Mar 4;37(3):420-6. (6 กุมภาพันธ์ 2569).
- Lockwook Alan H. 1989. "Medical Problems of Musicians." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา N Engl J Med 1989; 320:221-227. (6 กุมภาพันธ์ 2569).
- Rector WG Jr, Reynolds TB. 1984. "Propranolol in the treatment of cirrhotic ascites." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Arch Intern Med. 1984 Sep;144(9):1761-3. (6 กุมภาพันธ์ 2569).
- Valerio Giannelli, et al. 1984. "Beta-blockers in liver cirrhosis." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Ann Gastroenterol. 2014; 27(1): 20–26. (6 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Propranolol." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Drugs.com (6 กุมภาพันธ์ 2569).