ยารีเซอร์พีน (Reserpine)

ยารีเซอร์พีนเป็นสารอัลคาลอยด์ (alkaloid) ที่สกัดได้จากเปลือกรากแห้งของต้นระย่อมน้อย (Rauvolfia) มีการใช้เป็นยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยาบรรเทาความผิดปกติของการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ยาเริ่มเป็นที่แพร่หลายในช่วงต้นทศวรรษ ค.ศ. 1950 เมื่อมหาตมะ คานธี ใช้เป็นยากล่อมประสาท ต้นระย่อมน้อยมีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่นำมาสกัดและผลิตเป็นยาเม็ดรีเซอร์พีนเชิงพาณิชย์ครั้งแรกคือ Rauvolfia serpentina หรือที่เรียกว่า “รากงูอินเดีย” (Indian snakeroot) ต่อมาพบว่าสายพันธุ์ Rauwolfia vomitoria ซึ่งพบในประเทศคองโก ทวีปแอฟริกา มีปริมาณรีเซอร์พีนสูงกว่าสายพันธุ์อินเดียถึงประมาณสองเท่า[2]

ยารีเซอร์พีนถูกใช้เป็นยาลดความดันโลหิตหลักยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ (ค.ศ. 1954–1989) ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยยาลดความดันรุ่นใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า สำหรับประเทศไทย ต้นระย่อมจัดเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน มีการใช้ลดไข้ บำรุงประสาท ช่วยให้เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิต[3]

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยารีเซอร์พีนเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงมีโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อนกว่ายาสังเคราะห์ทั่วไป กลไกการออกฤทธิ์หลักคือการยับยั้งการลำเลียงสารโดปามีน (dopamine; DA) เข้าสู่ถุงเก็บสารสื่อประสาท (transmitter vesicles) ภายในปลายประสาทซิมพาเธทิก ส่งผลให้การสร้างและการสะสมของนอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine; NE) ลดลง นอกจากนี้ยายังยับยั้งการนำ NE ที่ถูกใช้งานแล้วกลับมาเก็บในถุงใหม่ ทำให้ปริมาณ NE ในปลายประสาทลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคืออัตราการเต้นของหัวใจลดลง และความดันโลหิตลดลง

เนื่องจากยารีเซอร์พีนสามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ จึงออกฤทธิ์ในระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกับที่ปลายประสาทส่วนปลาย ทำให้ระดับ NE ในสมองลดลง ส่งผลให้การทำงานและการสั่งการของสมองช้าลง ซึ่งเป็นสาเหตุของฤทธิ์กดประสาทและผลข้างเคียงทางจิตประสาทของยา

เชื่อกันว่าฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยารีเซอร์พีนส่วนหนึ่งเกิดจากการออกฤทธิ์ในสมอง เนื่องจากระดับยาในเลือดไม่สัมพันธ์กับระยะเวลาการลดความดันโลหิต หลังให้ยา ระดับยาในเลือดจะลดลงค่อนข้างเร็ว แต่ฤทธิ์ลดความดันสามารถคงอยู่ได้อีกเป็นเวลานาน ทั้งนี้เชื่อว่ายารีเซอร์พีนยับยั้ง adrenergic vesicles แบบถาวร (irreversible) จึงทำให้ความดันโลหิตยังคงต่ำต่อเนื่องได้แม้หยุดยาไปแล้วหลายวัน

ยารีเซอร์พีนจับกับโปรตีนในเลือดสูงถึงประมาณร้อยละ 95 มีระยะครึ่งชีวิตในช่วงแรกประมาณ 5 ชั่วโมง จึงเริ่มเห็นฤทธิ์ลดความดันค่อนข้างช้า (ประมาณ 5–7 วัน) แต่เมื่อใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ระยะครึ่งชีวิตจะยาวขึ้นได้ถึงประมาณ 200 ชั่วโมง จึงสามารถให้ยาวันละครั้งได้

ยารีเซอร์พีนไม่รบกวนการทำงานของ baroreceptor reflex จึงพบภาวะความดันโลหิตต่ำขณะลุก (postural hypotension) ได้น้อยมาก

โดยภาพรวม ยารีเซอร์พีนมีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิต แต่การลดระดับสารสื่อประสาทในสมองอาจทำให้เกิดอาการซึม เพลีย ฝันร้าย ภาวะซึมเศร้า หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติแบบ extrapyramidal movement ผลข้างเคียงเหล่านี้พบได้น้อยเมื่อใช้ยาในขนาดต่ำ (ประมาณ 0.25 มิลลิกรัม/วัน) อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคซึมเศร้า และควรหยุดยาโดยทันทีหากผู้ป่วยเริ่มมีอาการซึมเศร้า



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  2. ยารีเซอร์พีนไม่ใช่ยาตัวแรกตามแนวทางมาตรฐาน JNC-7 เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า มักใช้เป็นยาเสริมในผู้ป่วยไตวายที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง และไม่สามารถควบคุมความดันได้ด้วยยาหลัก ขนาดยาเริ่มต้นคือ 0.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง เป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ เมื่อความดันลดลงแล้วจึงลดขนาดลงเหลือ 0.1–0.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง (ไม่ควรใช้เกิน 0.25 มิลลิกรัม/วัน เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า)

    ขนาดยาในเด็กคือ 0.02 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ 1–2 ครั้ง และไม่ควรเกินวันละ 0.25 มิลลิกรัม

    ในผู้สูงอายุไม่ควรใช้เกินวันละ 0.1 มิลลิกรัม

  3. ใช้บรรเทาอาการทางจิต เช่น กระสับกระส่าย วุ่นวาย หรือคลุ้มคลั่ง
  4. แม้ปัจจุบันจะมียาที่ปลอดภัยกว่ารีเซอร์พีน แต่ในผู้ป่วยจิตเภทที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยารีเซอร์พีนอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ขนาดที่ใช้คือ 0.1–1.0 มิลลิกรัม วันละครั้ง โดยต้องปรับขนาดยาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความดันโลหิตต่ำเกินไป

  5. ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติในโรคฮันติงตัน (Huntington's disease)
  6. ผู้ป่วยโรคฮันติงตันมักมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ควบคุมไม่ได้ เรียกว่า tardive dyskinesia ยารีเซอร์พีนเป็นหนึ่งในยาที่ช่วยบรรเทาอาการดังกล่าว ขนาดที่ใช้คือ 0.25 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ยารีเซอร์พีนกระตุ้นการบีบตัวและการหลั่งน้ำย่อยของทางเดินอาหาร จึงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดมวนท้อง หรือเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารจนเกิดแผลในกระเพาะได้

การหยุดยารีเซอร์พีนก่อนการผ่าตัดอาจทำให้ความดันโลหิตแปรปรวน จึงควรแจ้งวิสัญญีแพทย์ทุกครั้งหากผู้ป่วยกำลังใช้ยานี้

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ อารมณ์ซึมเศร้า ง่วงนอน คัดจมูก หัวใจเต้นช้า อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว บางรายอาจเกิดอาการหอบหืด มือสั่นคล้ายโรคพาร์กินสัน หรือมีน้ำนมไหล

การศึกษาการใช้ยารีเซอร์พีนขนาดสูงในกระรอกพบการเกิดเนื้องอกที่เต้านม และถุงเก็บอสุจิ แต่ยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งในมนุษย์

ยารีเซอร์พีนผ่านรกและขับออกทางน้ำนม หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรจึงไม่ควรใช้ยา หากจำเป็นต้องใช้ ต้องเฝ้าระวังภาวะความดันโลหิตต่ำ และอาการคัดจมูกจนหายใจลำบากในทารก

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ห้ามใช้ยารีเซอร์พีนร่วมกับยากลุ่ม MAO inhibitors เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงมากเกินไป และไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่ม tricyclic antidepressants เพราะจะทำให้ฤทธิ์ของรีเซอร์พีนลดลงหรือหมดไป

ไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่ม direct acting sympathomimetics เช่น epinephrine, isoproterenol, phenylephrine, metaraminol เนื่องจากจะทำให้ฤทธิ์ของยาเหล่านั้นยาวนานขึ้น และไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่ม indirect acting sympathomimetics เช่น ephedrine, tyramine, amphetamines เพราะฤทธิ์ของยาเหล่านั้นจะถูกรีเซอร์พีนกดไว้

ไม่ควรใช้ยารีเซอร์พีนร่วมกับยา digitalis หรือ quinidine เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สรุป

ยารีเซอร์พีนเป็นยาลดความดันโลหิตและยากดประสาทที่มีประวัติการใช้งานยาวนาน ออกฤทธิ์โดยลดการสะสมของสารสื่อประสาทกลุ่ม catecholamines ทั้งในระบบประสาทส่วนปลายและส่วนกลาง จึงสามารถลดความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงทางจิตประสาท โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า เป็นข้อจำกัดสำคัญของการใช้ยา ปัจจุบันจึงมักใช้รีเซอร์พีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยเฉพาะราย โดยต้องใช้ขนาดต่ำ เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าหรือหญิงตั้งครรภ์

บรรณานุกรม

  1. "ระย่อมน้อย." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. "Reserpine." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Indo World. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "ระย่อม สรรพคุณและประโยชน์ของต้นระย่อมน้อย 22 ข้อ !" [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา MedThai. (8 กุมภาพันธ์ 2569).
  4. "Reserpine" [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Drugs.com. (8 กุมภาพันธ์ 2569).