ยาไรวาร็อกซาแบน (Rivaroxaban, Xarelto®)

ยาไรวาร็อกซาแบนเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์ยับยั้งแฟกเตอร์ Xa โดยตรง (Direct factor Xa inhibitor) ใช้เพื่อป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลายสถานการณ์ ได้แก่ การป้องกัน venous thromboembolism หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า, การป้องกันภาวะ stroke และ systemic embolism ในผู้ป่วยที่มี non-valvular atrial fibrillation, การรักษาและป้องกันการเกิดซ้ำของ deep vein thrombosis (DVT) และ pulmonary embolism (PE) รวมถึงการใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดโคโรนารีหรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายที่มีความเสี่ยงต่อการขาดเลือดเฉพาะที่

ข้อบ่งใช้ของยาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ยาไรวาร็อกซาแบนไม่สามารถป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม (prosthetic heart valves) หรือผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVR)

ปัจจุบันยากลุ่ม Oral direct factor Xa inhibitors ยังมีราคาสูง และยังไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย

ที่มาและการออกฤทธิ์:

แฟกเตอร์ Xa เป็นจุดร่วมสำคัญของกระบวนการแข็งตัวของเลือด เพราะเป็นแฟกเตอร์แรกที่ทั้ง intrinsic และ extrinsic pathways ต้องกระตุ้นก่อนเข้าสู่การสร้างลิ่มเลือดไฟบริน การยับยั้งแฟกเตอร์นี้จึงสามารถลดการสร้างลิ่มเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีการค้นพบว่าสารต้านแฟกเตอร์ Xa พบได้ในธรรมชาติ เช่น สาร antistasin จากต่อมน้ำลายของปลิงดูดเลือด และสาร tick anticoagulant peptide (TAP) จากเห็บ Ornithodoros moubata ซึ่งเป็นต้นแบบแนวคิดในการพัฒนายากลุ่มนี้

บริษัท Bayer Healthcare ใช้เวลากว่าสิบปีคัดกรองสารประกอบมากกว่า 200,000 ชนิดเพื่อค้นหาสารที่ยับยั้งแฟกเตอร์ Xa ในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงแรกพบว่าสารที่ออกฤทธิ์ดีมักดูดซึมได้ไม่ดี จึงต้องพัฒนาสารที่มีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและการดูดซึม จนได้ไรวาร็อกซาแบน ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถจับกับตำแหน่งออกฤทธิ์ของแฟกเตอร์ Xa ได้อย่างจำเพาะ และมีการดูดซึมทางเดินอาหารสูงถึง 80–100%

ยาไรวาร็อกซาแบนดูดซึมได้รวดเร็ว และดูดซึมได้เต็มที่ในขนาดไม่เกิน 10 มิลลิกรัม หากใช้ขนาดสูงกว่านี้ การดูดซึมจะลดลง แต่สามารถเพิ่มการดูดซึมได้เมื่อรับประทานพร้อมอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูง ดังนั้นยาเม็ดขนาด 2.5 และ 10 มิลลิกรัมสามารถรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ ส่วนขนาด 15 และ 20 มิลลิกรัมควรรับประทานพร้อมอาหาร

ยาถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กส่วนต้น การบดเม็ดยาและให้ผ่านสาย nasogastric tube หรือ PEG tube ทำให้การดูดซึมลดลงเมื่อเทียบกับการให้ผ่าน nasojejunal tube และหลังให้ยาขนาด 15 หรือ 20 มิลลิกรัม ควรให้อาหารตามทันที นอกจากนี้มีข้อมูลว่าการบดยาก่อนกลืนเองทางปากทำให้ระดับยาในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น

ยาในกระแสเลือดจับกับอัลบูมินประมาณ 95% ยาประมาณ 2 ใน 3 ถูกเมตาบอลิซึมและขับออกทางไตและอุจจาระ อีก 1 ใน 3 ขับออกทางไตในรูปเดิม จึงไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีค่า CrCl < 15 ml/min ครึ่งชีวิตของยาอยู่ที่ 5–9 ชั่วโมงในคนหนุ่มสาว และ 11–13 ชั่วโมงในผู้สูงอายุ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้สูงอายุ

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome)
  2. ขนาดยาในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ หรือหลังทำหัตถการเปิดหลอดเลือด คือ 2.5 mg วันละ 2 ครั้ง (เช้า–เย็น) ร่วมกับแอสไพริน 75–100 mg ต่อวัน (อาจร่วมกับ clopidogrel 75 mg ต่อวัน) อย่างน้อย 24 เดือน ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอาจพิจารณาใช้ต่อเนื่อง

    หากลืมรับประทานยา ให้รับประทาน 2.5 mg ในมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

  3. ใช้รักษา DVT และ PE รวมถึงป้องกันการเกิดซ้ำ
  4. 3 สัปดาห์แรก: 15 mg วันละ 2 ครั้ง (เช้า–เย็น)
    จากนั้นลดเหลือ 20 mg วันละครั้ง พร้อมอาหาร ต่อเนื่องตามดุลยพินิจแพทย์

    หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้

  5. ใช้ป้องกันลิ่มเลือดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า
  6. ใช้ขนาด 10 mg วันละครั้ง เริ่มหลังผ่าตัด 6–10 ชั่วโมง
    ผ่าตัดสะโพก: ให้ยานาน 5 สัปดาห์
    ผ่าตัดเข่า: ให้ยานาน 2 สัปดาห์

    หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้

  7. ใช้ป้องกัน stroke ในผู้ป่วย non-valvular atrial fibrillation
  8. 20 mg วันละครั้ง พร้อมอาหาร
    หากมีไตเสื่อมปานกลาง (CrCl 30–50 ml/min) ใช้ 15 mg วันละครั้ง พร้อมอาหาร

    หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกได้

  9. ใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดส่วนปลายในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง
  10. 2.5 mg วันละ 2 ครั้ง (เช้า–เย็น) ร่วมกับแอสไพริน 75–100 mg ต่อวัน

    หากลืมรับประทานยา ให้รับประทาน 2.5 mg ในมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

    * ไม่ใช้ยาไรวาร็อกซาแบนเพื่อป้องกัน stroke หรือ TIA โดยไม่มีข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน

ระหว่างการใช้ยา ไม่จำเป็นต้องตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ หากจำเป็นในช่วงเปลี่ยนยา อาจใช้ anti-factor Xa activity, PiCT หรือ HepTest

ก่อนผ่าตัดหรือทำหัตถการเกี่ยวกับไขสันหลัง ควรหยุดยาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และเริ่มยาใหม่เมื่อมั่นใจว่าไม่มีเลือดออกจากแผลผ่าตัด



การเปลี่ยนชนิดของยาต้านการแข็งตัวของเลือด

  1. ไรวาร็อกซาแบน → เฮพาริน
  2. หยุดไรวาร็อกซาแบน แล้วเริ่มเฮพารินในเวลาที่ควรรับประทานยาโดสถัดไป

  3. เฮพาริน → ไรวาร็อกซาแบน
  4. หากเป็นเฮพารินโมเลกุลเล็กแบบฉีดเป็นครั้ง ๆ ให้เริ่มไรวาร็อกซาแบนก่อนโดสถัดไป 0–2 ชั่วโมง
    หากเป็นการหยดเฮพารินทางหลอดเลือดดำต่อเนื่อง ให้เริ่มไรวาร็อกซาแบนทันทีหลังหยุดยา

  5. ไรวาร็อกซาแบน → วาร์ฟาริน
  6. ให้ใช้วาร์ฟารินร่วมกับไรวาร็อกซาแบนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ปรับวาร์ฟารินตามค่า INR จน ≥ 2.0 จึงหยุดไรวาร็อกซาแบน โดยควรตรวจ INR หลังปรับยานานกว่า 24 ชั่วโมง และตรวจซ้ำอีกครั้งหลังหยุดไรวาร็อกซาแบน 24 ชั่วโมง

  7. วาร์ฟาริน → ไรวาร็อกซาแบน
  8. หยุดวาร์ฟาริน และเริ่มไรวาร็อกซาแบนเมื่อ INR ≤ 2.5

    เมื่อใช้ไรวาร็อกซาแบนแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจ INR เพราะค่าอาจสูงผิดปกติและไม่สะท้อนประสิทธิภาพของยา

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในกรณีต่อไปนี้

  • ไตวายระยะสุดท้าย (CrCl < 15 ml/min) ผู้ที่มี CrCl 15-30 ml/min ก็อาจมีระดับยาสูงขึ้นจนมีเลือดออกได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง ยังไม่มีการศึกษาขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • โรคตับที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม
  • มีความเสี่ยงเลือดออกในอวัยวะสำคัญ หรือกำลังมีเลือดออก
  • มีประวัติเลือดออกในสมองภายใน 6 เดือน
  • ใช้ร่วมกับยา Ketoconazole ชนิดรับประทาน หรือ HIV protease inhibitors เช่น Ritonavir
  • แพ้ยาไรวาร็อกซาแบนหรือส่วนประกอบของยา

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน

ยา/กลุ่มยาเหตุผล
กลุ่มยาสลายลิ่มเลือดเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
Ketoconazole, Itraconazole, Ritonavir, Tipranavir, Nelfinavir, Saquinavirเพิ่มระดับยาไรวาร็อกซาแบนในเลือด
ยา Rifampicin, Carbamazepine, Phenobarbital, Phenytoinลดระดับยาไรวาร็อกซาแบนในเลือด

ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และพิษของยา

อาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือภาวะเลือดออก ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิต อาการอื่นที่พบได้น้อย ได้แก่ ผื่น ลมพิษ เกล็ดเลือดต่ำ อาการทางเดินอาหารผิดปกติ ความผิดปกติของการทำงานของตับ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และความดันโลหิตต่ำ

กรณีได้รับยาเกินขนาด ยังไม่มียาต้านพิษจำเพาะ การดูดซึมจะลดลงมากเมื่อขนาดเกิน 50 mg อาจให้ activated charcoal และรักษาตามอาการ เช่น ให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดตามความจำเป็น การฟอกเลือดไม่สามารถกำจัดยาได้เนื่องจากยาจับกับโปรตีนในพลาสมาสูง

สรุป

ไรวาร็อกซาแบนเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ยับยั้งแฟกเตอร์ Xa โดยตรง มีข้อดีคือออกฤทธิ์คงที่ ไม่ต้องตรวจติดตาม INR เป็นประจำ และมีข้อบ่งใช้ครอบคลุมทั้งการรักษาและป้องกันลิ่มเลือดหลายภาวะ อย่างไรก็ตาม ยามีความเสี่ยงสำคัญคือภาวะเลือดออก และต้องระมัดระวังในผู้ป่วยไตเสื่อม ตับผิดปกติ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเลือดออกสูง การเลือกใช้ควรพิจารณาตามข้อบ่งใช้ ขนาดยาที่เหมาะสม และปัจจัยเสี่ยงเฉพาะรายอย่างรอบคอบ

บรรณานุกรม

  1. Elisabeth Perzborn, et al. 2011. "The discovery and development of rivaroxaban, an oral, direct factor Xa inhibitor." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Nature Reviews in Drug Discovery. 2011;10:61-75. (16 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. ภญ.กมลวรรณ เข็มกำเหนิด. 2014. "ยาน่ารู้ Rivaroxaban." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา J Prapokklao Hosp Clin Med Educat Center. 2014;31(2)137-141. (16 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "Rivaroxaban ยาเม็ดขนาด 15 และ 20 มิลลิกรัม…ย้ำเตือนให้รับประทานพร้อมอาหาร." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (16 กุมภาพันธ์ 2569).
  4. "rivaroxaban (Rx)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape. (16 กุมภาพันธ์ 2569).