Brugada Syndrome ในเด็กไทย: เหตุใดควรใส่ใจการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะภาคอีสาน
Brugada syndrome (BrS) เป็นโรคของระบบไฟฟ้าหัวใจที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรม และสามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เช่น ventricular fibrillation ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลัน แม้หัวใจจะไม่มีความผิดปกติทางโครงสร้างที่ชัดเจนก็ตาม
ประเด็นที่สำคัญสำหรับประเทศไทยคือ Brugada syndrome พบได้มากกว่าในประชากรเอเชีย และประเทศไทยมีประวัติของภาวะ sudden unexplained nocturnal death syndrome (SUNDS) หรือที่คนไทยบางพื้นที่เรียกว่า “ไหลตาย” โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงควรเพิ่มความตระหนักถึงโรคกลุ่ม inherited arrhythmia ในประชากรกลุ่มนี้
Brugada syndrome เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมอย่างไร
Brugada syndrome เป็นโรคความผิดปกติของช่องไอออนในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ โดยยีนที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดคือ SCN5A ซึ่งสร้างโปรตีน sodium channel ที่มีบทบาทสำคัญต่อการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจ
การถ่ายทอดของ Brugada syndrome โดยทั่วไปเป็นลักษณะ autosomal dominant หมายความว่า หากบุคคลหนึ่งมี pathogenic variant ที่เกี่ยวข้องกับโรค ลูกแต่ละคนมีโอกาสประมาณ 50% ที่จะได้รับ variant นั้น อย่างไรก็ตาม การได้รับ variant ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องมี ECG แบบ Brugada หรือจะต้องเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงเสมอไป
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า incomplete penetrance และ variable expressivity กล่าวคือ สมาชิกในครอบครัวเดียวกันอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรมเหมือนกัน แต่แสดงอาการแตกต่างกันมาก
เหตุใดประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน จึงควรให้ความสำคัญ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีประวัติการพบ sudden unexplained nocturnal death ในคนหนุ่ม โดยเฉพาะการเสียชีวิตขณะหลับ ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับการศึกษามาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการใช้คำว่า “ไหลตาย” และ “Brugada syndrome” แทนกัน เพราะ SUNDS ไม่ได้หมายความว่าทุกรายเกิดจาก Brugada syndrome และการเสียชีวิตกะทันหันในภาคอีสานอาจมีสาเหตุได้หลายประการ
แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรทำให้บุคลากรทางการแพทย์ นึกถึง inherited arrhythmia syndrome มากขึ้นเมื่อพบครอบครัวที่มีประวัติเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ
ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การตรวจเด็กอีสานทุกคนด้วย genetic testing แต่เป็นการเพิ่มการค้นหา เด็กและครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง และใช้ ECG รวมถึง high right precordial leads อย่างเหมาะสม
เด็กกลุ่มใดควรได้รับการตรวจ ECG?
ไม่ควรถือว่าเด็กทุกคนจำเป็นต้องตรวจ ECG เพื่อคัดกรอง Brugada syndrome แต่ควรพิจารณาตรวจในเด็กที่มีประวัติหรือข้อมูลที่เพิ่มความเป็นไปได้ของ inherited arrhythmia
กลุ่มที่ควรพิจารณา ECG เป็นพิเศษ
-
เด็กที่มีบิดา มารดา พี่น้อง หรือญาติสายตรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น
Brugada syndrome
-
เด็กที่มีญาติสายตรงเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยเฉพาะการเสียชีวิตขณะพักหรือขณะหลับ
-
เด็กที่มีประวัติ unexplained syncope
หรือเป็นลมโดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขณะพัก
ระหว่างมีไข้ หรือในเวลากลางคืน
-
เด็กที่มีประวัติ cardiac arrest หรือ ventricular arrhythmia
โดยไม่มีโรคหัวใจโครงสร้างที่สามารถอธิบายสาเหตุได้
-
เด็กที่มี ECG ก่อนหน้านี้พบลักษณะที่สงสัย Brugada pattern
เช่น type 2 หรือ type 3 pattern
-
เด็กในครอบครัวที่ตรวจพบ pathogenic หรือ likely pathogenic SCN5A variant
-
เด็กที่มีความผิดปกติของ cardiac conduction system อย่างมากเมื่อเทียบกับอายุ โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติครอบครัวร่วมด้วย
ทำไม ECG ธรรมดาอาจไม่เพียงพอ
ECG ของ Brugada syndrome สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา และบางช่วงอาจดูเป็นปกติ ทำให้การตรวจ ECG เพียงครั้งเดียวไม่สามารถตัดโรคได้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ Brugada pattern อาจเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อบันทึก right precordial leads ในตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า High-lead positions ซึ่งจะมี "diagnostic yield" ดีกว่า "Standard lead positions" ถึง 1.5 เท่า
High-lead positions ติดอย่างไร
ใน ECG มาตรฐาน V1 และ V2 จะวางบริเวณช่องซี่โครงที่ 4 แต่ในผู้ที่สงสัย Brugada syndrome ควรติด V1 และ V2 ในตำแหน่งช่องซี่โครงที่ 2 หรือ 3 เพราะกลไกการเกิด Brugada Syndrome คือมีการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของ right ventricular outflow tract (RVOT) ซึ่งตรงกับช่องซี่โครงที่ 2 หรือ 3 พอดี จากนั้นขยับ V3, V4 และ V5, V6 มาตรงกลางที่ช่องซี่โครงถัดลงมาทีละ 1 ช่อง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบ Brugada type 1 ECG pattern
Brugada pattern เป็นอย่างไร
ให้ดูใน leads V1, V2 ทุก type มี J-point elevation ≥ 2 mm.
Type 1: หลัง J-point elevation มี gradual down sloping ST-segment ตามด้วย T-wave inversion
Type 2 และ 3: หลัง J-point จะมีอานม้า (saddleback ST-segment) ขณะที่ ST-segment ยังยกอยู่ ตามด้วย T-wave หัวตั้ง (Type 2 T-wave สูงกว่า Type 3)
แล้วเด็กกลุ่มใดควรตรวจยีน?
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ genetic testing ไม่ควรถูกใช้แทน ECG เพื่อคัดกรองเด็กทั่วไป
แนวทางด้าน cardiovascular genetic testing ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ หลักฐานที่ชวนให้สงสัยทางคลินิก ก่อนการตรวจทางพันธุกรรม
กลุ่มที่ควรพิจารณาตรวจ SCN5A ควรมีหลักฐานข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
-
เด็กที่มี Brugada type 1 ECG
โดยเฉพาะเมื่อเป็น spontaneous type 1 pattern
-
เด็กที่มี Brugada type 1 ECG หลังการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
และมีข้อมูลทางคลินิกหรือประวัติครอบครัวสนับสนุน
-
เด็กที่เป็นญาติของผู้ป่วยที่ตรวจพบ pathogenic/likely pathogenic
SCN5A variant ซึ่งสามารถทำ targeted familial variant testing ได้
-
ครอบครัวที่มีหลายคนเกิดภาวะเสียชีวิตกะทันหันหรือมี inherited arrhythmia
และแพทย์โรคหัวใจสงสัย Brugada syndrome อย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าพบ SCN5A mutation ในพ่อหรือแม่ ควรทำอย่างไรกับลูก
หากพบ pathogenic หรือ likely pathogenic SCN5A variant ที่ได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับ Brugada syndrome ในผู้ป่วยต้นแบบ ลูกและญาติสายตรงควรได้รับการประเมินอย่างเป็นระบบ
การประเมินไม่ควรมีเพียงการตรวจ DNA แต่ควรรวมถึง
- ประวัติอาการเป็นลม ใจสั่น และ cardiac arrest
- ประวัติการเสียชีวิตกะทันหันในครอบครัว
- ECG 12 leads
- ECG ที่บันทึก V1–V2 ในตำแหน่งสูงขึ้นเมื่อมีข้อบ่งชี้
- การประเมินโดยกุมารแพทย์โรคหัวใจหรือ electrophysiologist เมื่อเหมาะสม
- การตรวจ targeted familial SCN5A variant ในกรณีที่ทราบ variant ของครอบครัว
หากเด็กตรวจไม่พบ familial pathogenic variant และ ECG รวมถึงการประเมินทางคลินิกเป็นปกติ ความจำเป็นในการติดตามเฉพาะทางอาจลดลงได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามบริบทของครอบครัวและคำแนะนำของแพทย์
ทำไมไม่ควรตรวจยีน SCN5A ในเด็กทุกคน
เพราะ Brugada syndrome เป็นโรคที่มีความซับซ้อนทางพันธุกรรมมาก แม้ SCN5A เป็นยีนที่มีหลักฐานแข็งแรงที่สุด แต่พบเพียง 20% ของผู้ป่วย Brugada syndrome
ดังนั้นผลตรวจ SCN5A negative ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเด็กไม่มี Brugada syndrome ได้
ในทางกลับกัน การตรวจพบยีนก็ไม่ควรนำไปบอกเด็กหรือครอบครัวว่า “เป็น Brugada syndrome” เพราะอาจทำให้เกิดความกังวลและการรักษาที่ไม่จำเป็น
สิ่งที่ควรทำในประเทศไทย: จาก “คัดกรองทุกคน” เป็น “ค้นหาครอบครัวเสี่ยง”
สำหรับประเทศไทย แนวทางที่มีเหตุผลมากกว่าการตรวจเด็กทุกคนคือการสร้างระบบ targeted family screening
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติครอบครัวของ sudden unexplained nocturnal death หรือ sudden cardiac death ควรมีระบบส่งต่อเพื่อประเมิน inherited arrhythmia เมื่อพบผู้ป่วยหรือครอบครัวที่เข้าเกณฑ์
ตัวอย่างแนวทางเชิงปฏิบัติ
-
เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติ cardiac arrest
ให้ประเมินสาเหตุทางหัวใจอย่างเป็นระบบ
-
หากมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน โดยเฉพาะขณะหลับ
ควรถามประวัติสมาชิกในครอบครัวเพิ่มเติม
-
หากสงสัย inherited arrhythmia ให้ทำ ECG 12 leads
และพิจารณา high right precordial leads
-
หากพบ type 1 Brugada ECG pattern ให้ส่งต่อกุมารแพทย์โรคหัวใจ
หรือ electrophysiologist เพื่อประเมินเพิ่มเติม
-
หากผู้ป่วยเข้าเกณฑ์และได้รับการวินิจฉัย Brugada syndrome
ควรพิจารณา SCN5A genetic testing ตามแนวทาง genetic counselling
-
หากพบ pathogenic/likely pathogenic SCN5A variant
ให้ทำ cascade screening ในสมาชิกครอบครัว
สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้: ไข้มีความสำคัญ
ในเด็กที่มี Brugada syndrome หรือมีความเสี่ยงจากครอบครัว
ไข้เป็นปัจจัยกระตุ้นที่มีความสำคัญ
Brugada ECG pattern และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจถูกกระตุ้นหรือทำให้เด่นชัดขึ้น ในช่วงที่มีไข้ ดังนั้นเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยหรือมีความเสี่ยงสูงควรได้รับคำแนะนำ เรื่องการจัดการไข้และการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
นอกจากนี้ อาหารมื้อหนักและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่าย ยาบางชนิดเช่น Procainamide หรือยาอื่นในกลุ่มนี้ก็กระตุ้นให้เกิดอาการได้ จึงควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าเด็กมี Brugada syndrome หรือมี familial pathogenic SCN5A variant ก่อนรับยาหรือเข้ารับการรักษาบางชนิด
สรุป
Brugada syndrome เป็นกลุ่มอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีความเกี่ยวข้องกับประชากรเอเชียอย่างชัดเจน ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับโรคนี้ โดยเฉพาะเมื่อพบครอบครัวที่มีประวัติเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในเด็ก การคัดกรองที่มีประโยชน์ที่สุดไม่ใช่การตรวจ DNA ทุกคน แต่เป็นการค้นหาเด็กที่มี ประวัติครอบครัว ประวัติหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ ประวัติหัวใจหยุดเต้น หรือมี ECG ที่น่าสงสัย แล้วจึงทำ High-lead ECG
หากพบ Brugada pattern หรือมี clinical suspicion สูง จึงพิจารณา SCN5A genetic testing และหากพบ pathogenic/likely pathogenic variant ควรนำไปสู่ cascade screening ของสมาชิกครอบครัว
แนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยไม่สร้างภาระจากการตรวจ ECG และ genetic testing ในเด็กจำนวนมากที่มีความเสี่ยงต่ำ