โปรตีนจากพืช มีข้อดีอย่างไร กินอย่างไรให้อร่อย

เมื่อพูดถึง "โปรตีน" หลายคนมักนึกถึงเนื้อหมู เนื้อวัว ไก่ ปลา หรือไข่เป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โปรตีนจากพืช (Plant Protein) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งจากเหตุผลด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาหารที่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากพืชมีรสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากขึ้น

ในความเป็นจริง โปรตีนจากพืชไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติเท่านั้น แต่เหมาะกับทุกคนที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์บางมื้อ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่สมดุลและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังในระยะยาว

โปรตีนจากพืชมีข้อดีอย่างไร

แม้โปรตีนจากสัตว์จะเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี แต่หากรับประทานในปริมาณมากเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด งานวิจัยจำนวนมากจึงสนับสนุนให้เพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในแต่ละวัน

ข้อดีของโปรตีนจากพืช

  • ไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลพบเฉพาะในอาหารจากสัตว์
  • มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มนาน ส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดอาการท้องผูก และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ให้พลังงานและไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อแดงหรืออาหารแปรรูปจากสัตว์
  • มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบของร่างกาย
  • มีพิวรีนต่ำกว่าหรือปานกลางในหลายชนิด จึงช่วยลดภาระการสร้างกรดยูริกเมื่อเทียบกับเครื่องในสัตว์และเนื้อแดงบางชนิด
  • เก็บรักษาได้นาน เช่น ถั่วแห้ง โปรตีนเกษตร หรือถั่วชนิดต่าง ๆ สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้นานหลายเดือน หากยังไม่เปิดบรรจุภัณฑ์
  • ลดการสูญเสียอาหารจากการเน่าเสีย เพราะไม่จำเป็นต้องแช่เย็นตลอดเวลาเหมือนเนื้อสัตว์สด
  • ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตโปรตีนจากพืชมักใช้น้ำ พื้นที่ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการผลิตเนื้อสัตว์

งานวิจัยพบว่าดีต่อสุขภาพอย่างไร

การศึกษาขนาดใหญ่ในหลายประเทศพบว่า การรับประทานโปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากสัตว์บางส่วน มีความสัมพันธ์กับ

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ลดระดับ LDL cholesterol
  • ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อแทนที่เนื้อแดงและเนื้อแปรรูปบางส่วน
  • ช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นจากใยอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

ทั้งนี้ ประโยชน์จะเด่นชัดที่สุดเมื่อเลือกรับประทานอาหารจากพืชที่ผ่านการแปรรูปน้อย เช่น ถั่ว เต้าหู้ เทมเป้ หรือธัญพืช มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปสูงและมีโซเดียมมาก

ปัจจุบัน "เนื้อจากพืช" พัฒนาไปไกลแค่ไหน

เทคโนโลยีการอัดรีดโปรตีน (Extrusion Technology) ทำให้โปรตีนจากถั่วเหลือง ถั่วลันเตา และโปรตีนข้าวสาลี มีเส้นใยคล้ายกล้ามเนื้อสัตว์ สามารถปรุงเป็นเบอร์เกอร์ นักเก็ต ไส้กรอก หมูสับ หรือเนื้อบดได้อย่างใกล้เคียงของจริง จนหลายคนแทบแยกไม่ออก

พืชชนิดใดให้โปรตีนสูง

พืชแต่ละชนิดมีปริมาณโปรตีนแตกต่างกัน สามารถแบ่งคร่าว ๆ ได้ดังนี้

โปรตีนสูง

  • ถั่วเหลือง
  • เอดามาเมะ (ถั่วแระญี่ปุ่น)
  • เทมเป้
  • เต้าหู้แข็ง
  • โปรตีนเกษตร (TVP)
  • กลูเตนข้าวสาลี (Seitan)

โปรตีนปานกลาง

  • ถั่วลูกไก่ (Chickpea)
  • ถั่วแดง
  • ถั่วดำ
  • ถั่วเขียว
  • ถั่วเลนทิล
  • ควินัว
  • ข้าวโอ๊ต
  • เมล็ดฟักทอง
  • เมล็ดทานตะวัน
  • งาดำ
  • อัลมอนด์
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์

การรับประทานถั่วหลายชนิดร่วมกับข้าวหรือธัญพืช จะช่วยให้ได้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนยิ่งขึ้น

โปรตีนเกษตรมีกี่ชนิด

โปรตีนเกษตร (Textured Vegetable Protein; TVP) ผลิตจากโปรตีนถั่วเหลืองเป็นหลัก แล้วนำมาอัดขึ้นรูปให้มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์

รูปแบบที่พบได้บ่อย

  • เม็ดเล็ก สำหรับผัดหรือทำลาบ
  • เม็ดใหญ่ ใช้ทำแกงหรือผัด
  • แบบเส้น ใช้แทนเนื้อฉีก
  • แบบแผ่น
  • แบบก้อนหรือชิ้น
  • แบบสับคล้ายหมูบด

ก่อนนำมาปรุงอาหาร มักแช่น้ำให้นิ่ม แล้วบีบน้ำออกก่อนปรุงรส

เนื้อจากพืช (Plant-based Meat) ที่นิยม

  • Beyond Meat
  • Impossible Foods
  • Quorn (ใช้โปรตีนจากรา)
  • Meat Zero
  • Let's Plant Meat
  • More Meat
  • VG for Love
  • แบรนด์ของผู้ผลิตอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายราย

ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ร้านมังสวิรัติ ซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ตาม ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เพราะบางผลิตภัณฑ์มีโซเดียมสูง หรือเติมน้ำมันและสารปรุงแต่งจำนวนมาก

กินโปรตีนจากพืชอย่างไรให้อร่อย

หลายคนที่เคยลองรับประทานโปรตีนจากพืชครั้งแรกอาจรู้สึกว่ารสชาติ "จืด" หรือ "ไม่เหมือนเนื้อสัตว์" แต่ความจริงแล้ว หากรู้จักเลือกเมนูและเทคนิคการปรุง ก็สามารถรับประทานได้อร่อยไม่แพ้อาหารทั่วไป

เทคนิคง่าย ๆ

  • หมักโปรตีนเกษตรด้วยซีอิ๊ว กระเทียม พริกไทย และน้ำมันงา ก่อนนำไปผัด
  • ใช้เห็ดหอม เห็ดออรินจิ หรือเห็ดชิเมจิเพิ่มกลิ่นอูมามิ
  • เติมหอมใหญ่ กระเทียม และสมุนไพรสดเพื่อเพิ่มความหอม
  • ใช้ซอสมะเขือเทศ ซอสบาร์บีคิว หรือซอสญี่ปุ่นช่วยเพิ่มรสชาติ
  • นำไปย่างหรืออบ จะให้กลิ่นคล้ายเนื้อสัตว์มากขึ้น

สำหรับคนที่ไม่ได้เคร่งมังสวิรัติ

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นอาหารจากพืชทั้งหมดในทันที การลดเนื้อสัตว์เพียงบางส่วนก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้แล้ว

  • ข้าวผัดโปรตีนเกษตรใส่ไข่
  • แกงเขียวหวานเต้าหู้ใส่อกไก่เล็กน้อย
  • ผัดกะเพราโปรตีนเกษตรผสมหมูสับครึ่งต่อครึ่ง
  • สปาเกตตีซอสโปรตีนเกษตรผสมเนื้อบดเล็กน้อย
  • สลัดธัญพืช โรยไข่ต้มและชีสปริมาณพอเหมาะ
  • ข้าวต้มเห็ด เต้าหู้ และปลาเล็กน้อย

การค่อย ๆ ลดสัดส่วนเนื้อสัตว์ลงทีละน้อย มักทำได้ง่ายและยั่งยืนกว่าการงดทันที

สรุป

โปรตีนจากพืชไม่ใช่อาหารเฉพาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติ แต่เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล มีใยอาหารสูง ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ และมีงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิดเมื่อใช้ทดแทนโปรตีนจากสัตว์บางส่วน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากพืชมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เต้าหู้และถั่วธรรมชาติ ไปจนถึงเนื้อจากพืชที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์ การเริ่มต้นเพียงสัปดาห์ละ 2-3 มื้อ แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืช อาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการดูแลสุขภาพของทั้งตัวคุณและโลกในระยะยาว