ผู้ชายควรเริ่มตรวจ "กรดยูริกในเลือด" ตั้งแต่อายุ 35 ปี เพื่อรู้ว่ากินเนื้อสัตว์มากเกินไปหรือยัง
เมื่อพูดถึงการตรวจสุขภาพ ผู้ชายจำนวนมากจะนึกถึงน้ำตาล ไขมันในเลือด หรือการทำงานของตับ แต่กลับมีตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ
ระดับกรดยูริกในเลือด (Serum Uric Acid)
ทั้งที่ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่า ร่างกายกำลังจัดการกับของเสียจากการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ทันหรือไม่
ผู้ชายอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่โรคเรื้อรังหลายชนิดเริ่มก่อตัว แม้อาจยังไม่มีอาการ หากเริ่มตรวจกรดยูริกเป็นประจำตั้งแต่วัยนี้ ก็อาจช่วยให้ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ก่อนที่ปัญหาสุขภาพจะสะสมจนแสดงอาการในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
กรดยูริกมาจากไหน
กรดยูริกเป็นของเสียที่เกิดจากการสลาย สารพิวรีน (Purines) ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในเซลล์ของร่างกาย และพบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารจากสัตว์ เช่น
- เครื่องในสัตว์
- เนื้อแดง
- ปลาและอาหารทะเลบางชนิด
- น้ำซุปกระดูกเข้มข้น
- สัตว์ปีกบางชนิด
อาหารแต่ละชนิดมีปริมาณพิวรีนแตกต่างกันมาก จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนทั่วไปจะคำนวณได้ว่า วันนี้รับประทานพิวรีนไปกี่มิลลิกรัม
ผู้ชายขับกรดยูริกได้น้อยกว่าผู้หญิง
โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายมักมีระดับกรดยูริกสูงกว่าผู้หญิง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต ทำให้ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนมีโอกาสเกิดภาวะกรดยูริกสูงน้อยกว่า
นอกจากนี้ ผู้ชายยังมักมีพฤติกรรมที่เพิ่มการสร้างกรดยูริก เช่น
- รับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
- ดื่มน้ำน้อย
- น้ำหนักตัวเกิน
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการขับกรดยูริกของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนรับประทานอาหารเหมือนกันแต่ระดับกรดยูริกไม่เท่ากัน เพราะขึ้นกับพันธุกรรม การทำงานของไต ยาบางชนิด ภาวะเมตาบอลิซึม และปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน
ทำไมกรดยูริกสูงจึงเป็นปัญหา
เมื่อกรดยูริกในเลือดมีความเข้มข้นสูงมากพอ กรดยูริกสามารถตกผลึกเป็น ผลึกโมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium urate crystals) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย
ผลึกเหล่านี้สามารถสะสมตามข้อ เอ็น เนื้อเยื่อ และไต กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง จึงเป็นกลไกสำคัญของโรคเกาท์ และเกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่พบในเพศชายวัยกลางคนมากกว่าหญิง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง โรคอ้วน ไขมันพอกตับ และไขมันในเลือดสูง งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ระดับกรดยูริกที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจสะท้อนความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึมร่วมด้วย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากรดยูริกเป็นสาเหตุโดยตรงของทุกโรค
กรดยูริกอาจเป็น "ดัชนีชี้วัด" ว่าคุณกินเนื้อสัตว์เหมาะสมหรือยัง
ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์และเพิ่มโปรตีนจากพืช เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและมะเร็งบางชนิด
แต่ในชีวิตจริงยังมีคำถามสำคัญว่า
แต่ละคนควรกินโปรตีนจากสัตว์มากแค่ไหนจึงจะพอดี?
คำตอบไม่ได้มีตัวเลขเดียว เพราะขึ้นกับพันธุกรรม น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย การทำงานของไต ปริมาณน้ำที่ดื่ม และความสามารถในการกำจัดกรดยูริกของแต่ละคน
การจดบันทึกว่าแต่ละวันรับประทานเนื้อสัตว์กี่กรัมแทบทำไม่ได้จริง อีกทั้งเนื้อสัตว์แต่ละชนิดก็มีปริมาณพิวรีนแตกต่างกัน
ในทางกลับกัน ระดับกรดยูริกในเลือดเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของสมดุลระหว่างการสร้างและการกำจัดกรดยูริก จึงอาจใช้เป็นตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติได้ว่า ร่างกายกำลังจัดการของเสียจากการบริโภคอาหารได้เพียงพอหรือไม่
หากตรวจพบว่ากรดยูริกสูงต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีอาการ ก็อาจเป็นโอกาสในการปรับพฤติกรรม เช่น
- ลดปริมาณเนื้อแดงและเครื่องในสัตว์
- เพิ่มโปรตีนจากถั่วและพืช
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
- ควบคุมน้ำหนัก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เป้าหมายไม่ใช่การงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่เป็นการหาสมดุลที่เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
ควรเริ่มตรวจเมื่อไร
ผู้ชายที่มีอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป อาจพิจารณาตรวจกรดยูริกร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น
- รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ
- ชอบอาหารทะเลหรือเครื่องในสัตว์
- ดื่มเบียร์หรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเกาท์
- เคยมีนิ่วที่ไต
- มีโรคไต ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน
สรุป
กรดยูริกไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสำหรับวินิจฉัยโรคเกาท์เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายกำลังรับภาระจากการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนมากเกินกว่าความสามารถในการกำจัดของเสีย
การเริ่มตรวจระดับกรดยูริกในเลือดตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปี พร้อมนำผลตรวจมาปรับพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการป้องกันโรคเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ และช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นแบบเฉพาะบุคคลมากกว่าการใช้คำแนะนำเดียวกับทุกคน