การบ่มเพาะจิตใจเด็กตามวัย ตอนที่ 4

วัยเรียน (5–10 ปี) — สร้างมิตรภาพ ควบคุมอารมณ์ตนเอง ดูแลตัวเอง และช่วยงานบ้านได้

วัย 5–10 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มก้าวออกจากโลกของครอบครัวไปสู่โลกของโรงเรียนและสังคมอย่างจริงจัง เด็กมีความสามารถในการคิด อ่าน เขียน สื่อสาร และแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถรู้ว่าตนเองต้องทำอะไรและเริ่มคิดหาวิธีทำสิ่งนั้นด้วยตนเองได้

ทางด้านร่างกาย เด็กมีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง แขนขาและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น การเคลื่อนไหวมีความคล่องแคล่วมากขึ้น และฟันแท้เริ่มทยอยขึ้นมาแทนฟันน้ำนม เด็กจึงสามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความละเอียดและการประสานงานของมือกับตาได้ดีขึ้น

ในช่วงก่อนอายุ 10 ปี เด็กยังมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างต่อเนื่อง แต่ความเร็วในการเจริญเติบโตของแต่ละคนแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำส่วนสูง รูปร่าง หรือความเร็วในการโตของเด็กมาเปรียบเทียบกัน สิ่งสำคัญคือเด็กได้รับอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วน นอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และได้รับการติดตามการเจริญเติบโตตามความเหมาะสม

ด้านสติปัญญา เด็กสามารถอ่านหนังสือ เขียน และถ่ายทอดความคิดของตนเองได้ดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาง่าย ๆ ด้วยตนเอง เรียนรู้กฎเกณฑ์ และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลที่ตามมา เด็กบางคนมีความสามารถด้านการเรียนโดดเด่น ขณะที่บางคนอาจเก่งด้านกีฬา ศิลปะ ดนตรี งานช่าง หรือการเข้าสังคม ผู้ใหญ่จึงควรมองเห็นความสามารถของเด็กอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้ผลการเรียนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องวัดคุณค่าของเด็ก

จากโลกของครอบครัวสู่โลกของเพื่อน

เด็กวัยนี้จำนวนมากเข้าโรงเรียนและใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่กับครูและเพื่อน โรงเรียนจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียนหนังสือ แต่เป็นสถานที่ที่เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นกลุ่ม การรอคอย การแข่งขัน การแบ่งปัน การยอมรับกติกา และการจัดการกับความขัดแย้ง

มิตรภาพเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เด็กจะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อน เล่นด้วยกัน ติดต่อพูดคุยกัน และบางคนจะมีเพื่อนสนิทเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกัน เด็กก็เริ่มเรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะคิดหรือทำเหมือนตนเอง

หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่เลือกเพื่อนให้เด็กทั้งหมด แต่ควรสอนให้เด็กรู้จักเลือกคบคน รู้จักสังเกตพฤติกรรมของเพื่อน และรู้จักปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนให้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม

สอนให้เด็กพูดว่า “ไม่” เป็น

เมื่อเด็กเริ่มมีสังคมของตนเอง การสอนให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เด็กควรรู้จักคิดด้วยตนเองและสามารถปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนให้ทำสิ่งที่อันตรายหรือผิดกฎ

เช่น หากเพื่อนชวนไปเล่นในบริเวณอันตราย เด็กควรพูดว่า “ไม่เอา อันตราย” และรู้จักเดินออกจากสถานการณ์หรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

เด็กวัยนี้ควรได้รับความรู้ที่เหมาะสมเกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด โดยไม่จำเป็นต้องรอจนเข้าสู่วัยรุ่นจึงเริ่มสอน สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กเข้าใจว่า การปฏิเสธเพื่อนเมื่อสิ่งนั้นไม่ปลอดภัยเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ฝึกความรับผิดชอบจากเรื่องใกล้ตัว

วัยเรียนเป็นช่วงที่ควรค่อย ๆ เปลี่ยนจากการที่ผู้ใหญ่ทำทุกอย่างให้เด็ก มาเป็นการให้เด็กมีหน้าที่รับผิดชอบสิ่งที่เหมาะสมกับวัย

เด็กสามารถเริ่มทำการบ้านด้วยตนเอง เตรียมอุปกรณ์การเรียน เก็บหนังสือ ดูแลของใช้ส่วนตัว จัดห้องหรือเก็บของเล่น ช่วยงานบ้านง่าย ๆ และรับผิดชอบสิ่งของของตนเอง

การให้เด็กช่วยงานบ้านไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ แต่เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ว่า “ฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว และฉันมีหน้าที่รับผิดชอบต่อส่วนรวม”

การควบคุมอารมณ์เป็นทักษะที่ต้องฝึก

เด็กวัยนี้ควรเริ่มควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โกรธ ไม่เสียใจ หรือไม่ร้องไห้ อารมณ์ทุกชนิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือวิธีแสดงอารมณ์โดยไม่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

ผู้ใหญ่สามารถช่วยเด็กด้วยการสอนให้เด็กหยุดก่อนตอบโต้ เรียกชื่ออารมณ์ของตนเอง และคิดหาวิธีจัดการกับสถานการณ์ เช่น เมื่อโกรธเพื่อน อาจเดินออกมาสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วจึงกลับไปพูดคุย แทนการตะโกน ด่าทอ หรือลงมือทำร้าย

เมื่อเด็กสามารถสงบตนเองได้ ผู้ใหญ่ควรชื่นชมความพยายาม เพราะการควบคุมอารมณ์เป็นทักษะที่ต้องฝึกซ้ำ ๆ และพัฒนาขึ้นตามอายุ

สร้างความมั่นใจโดยไม่สร้างความหลงตัวเอง

เด็กวัยนี้เริ่มเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อน และอาจเริ่มรู้สึกว่าตนเองเก่งหรือไม่เก่งในเรื่องต่าง ๆ คำพูดของพ่อแม่ ครู และเพื่อนจึงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่เด็กมีต่อตนเองมาก

ผู้ใหญ่ควรชื่นชมความพยายาม ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้าของเด็กมากกว่าการชมเพียงว่าเด็ก “เก่งกว่า” หรือ “ดีกว่า” คนอื่น

เช่น แทนที่จะพูดว่า “หนูเก่งที่สุดในห้อง” อาจพูดว่า “หนูพยายามทำจนสำเร็จ แม้ตอนแรกจะยากมาก”

เด็กจะได้เรียนรู้ว่าคุณค่าของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการต้องชนะคนอื่นเสมอไป และความผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าตนเองไม่มีคุณค่า

การออกกำลังกายและอาหารที่เหมาะสม

เด็กวัยเรียนควรมีโอกาสวิ่ง เล่นกีฬา ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่เหมาะกับวัยอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ การนอนหลับ และการเข้าสังคม

ในเรื่องอาหาร ผู้ใหญ่ไม่ควรเร่งให้เด็กกินมากเพียงเพื่อหวังให้โตเร็วหรือมีรูปร่างใหญ่ แต่ควรจัดอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ ให้เด็กได้รับสารอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต พร้อมจำกัดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือพลังงานสูงเมื่อบริโภคมากเกินไป

เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การทำให้เด็กมีรูปร่างแบบใดแบบหนึ่ง แต่คือการสร้างนิสัยการกิน การนอน และการเคลื่อนไหวที่ดี ซึ่งจะติดตัวเด็กไปจนโต

วินัยที่มั่นคง แต่ไม่ใช้ความรุนแรง

เด็กวัยเรียนยังต้องการกฎเกณฑ์ แต่กฎควรชัดเจน สม่ำเสมอ และเหมาะกับวัย ผู้ใหญ่สามารถให้ทางเลือก กำหนดขอบเขต ชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดี และให้เด็กได้รับผลตามเหตุผลเมื่อไม่ปฏิบัติตามกฎ

ไม่ควรใช้การตี การทำให้อับอาย การข่มขู่ หรือการทำร้ายจิตใจเป็นเครื่องมือสร้างวินัย เพราะเป้าหมายของวินัยคือการสร้าง การควบคุมตนเอง ไม่ใช่เพียงทำให้เด็กกลัวผู้ใหญ่

สอนความปลอดภัยจนกลายเป็นนิสัย

เด็กวัยเรียนสามารถเข้าใจเหตุผลของกฎความปลอดภัยได้มากขึ้น จึงควรสอนทั้งกฎและเหตุผล เช่น การข้ามถนน การใช้จักรยาน การเล่นน้ำ การใช้เครื่องมือ การอยู่ใกล้ไฟฟ้า และการรู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ควรย้ำกฎเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นนิสัย และให้เด็กเข้าใจว่าการกระทำบางอย่างมีผลตามมาอย่างไร การสอนเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มคิดถึงความปลอดภัยด้วยตนเอง แทนที่จะรอให้ผู้ใหญ่มาคอยห้ามทุกครั้ง

ปัญหาที่อาจพบในเด็กวัยเรียนและวิธีรับมือ

1. ติดเพื่อนมาก หรือเข้ากับเด็กคนอื่นไม่ได้

การมีเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญในวัยนี้ แต่เด็กควรเรียนรู้ว่าการมีเพื่อนไม่จำเป็นต้องทำตามเพื่อนทุกเรื่อง หากเด็กติดเพื่อนมากจนไม่สามารถทำกิจวัตรหรือรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองได้ ผู้ใหญ่ควรกำหนดเวลาให้สมดุลระหว่างครอบครัว การเรียน การพักผ่อน และเพื่อน

หากเด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ควรค้นหาสาเหตุว่าเกิดจากทักษะการเข้าสังคม ความขัดแย้ง การถูกกลั่นแกล้ง หรือปัจจัยอื่น แล้วช่วยเด็กฝึกการสื่อสาร การฟัง การแบ่งปัน และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

2. ไม่มีสมาธิ หรือสงสัยว่าสมาธิสั้น

เด็กบางคนมีสมาธิสั้นตามวัย โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่ไม่สนใจ จึงไม่ควรสรุปทันทีว่าเด็กมีภาวะสมาธิสั้นเพียงเพราะนั่งนิ่งไม่ได้หรือทำการบ้านช้า

ควรจัดสถานที่ทำงานให้มีสิ่งรบกวนน้อย แบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ ให้เด็กพักตามความเหมาะสม และกำหนดกิจวัตรให้ชัดเจน

หากเด็กมีปัญหาด้านสมาธิและการควบคุมตนเองอย่างต่อเนื่องในหลายสถานการณ์ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน และส่งผลต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

3. ฉุนเฉียวบ่อย ก้าวร้าว หรือใช้ความรุนแรง

ควรแยกให้ออกระหว่าง “มีอารมณ์โกรธ” กับ “ใช้ความรุนแรง” เด็กมีสิทธิ์โกรธ แต่ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้อื่น

เมื่อเด็กเริ่มรุนแรง ผู้ใหญ่ควรหยุดพฤติกรรมนั้นอย่างสงบและชัดเจน จากนั้นเมื่อเด็กสงบจึงพูดคุยถึงสาเหตุและหาวิธีตอบสนองแบบอื่น เช่น พูดออกมา เดินออกจากสถานการณ์ ขอความช่วยเหลือ หรือใช้เวลาสงบอารมณ์

หากเด็กใช้ความรุนแรงบ่อย รุนแรงขึ้น หรือมีปัญหาที่โรงเรียนและที่บ้าน ควรประเมินหาสาเหตุเพิ่มเติม เพราะพฤติกรรมก้าวร้าวอาจเกี่ยวข้องกับความเครียด การถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาครอบครัว หรือปัจจัยอื่น ๆ

4. ชอบบูลลี่เพื่อน หรือถูกเพื่อนบูลลี่

การบูลลี่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่นกันของเด็ก หากมีการล้อเลียน ดูถูก กีดกัน ข่มขู่ หรือทำร้ายกันซ้ำ ๆ จนอีกฝ่ายกลัวหรือเกิดปมด้อย ควรถือเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องเข้าไปดูแล

หากเด็กเป็นฝ่ายบูลลี่เพื่อน ผู้ใหญ่ควรบอกให้หยุดทันที อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าการกระทำของตนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร และให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ แก้ไขความเสียหาย และขอโทษหากตนเป็นฝ่ายผิด

ควรค้นหาสาเหตุร่วมด้วย เพราะเด็กที่บูลลี่ผู้อื่นอาจกำลังเลียนแบบพฤติกรรมที่พบเห็น ต้องการเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ หรือกำลังเผชิญความเครียดบางอย่าง ผู้ใหญ่จึงควรแก้ทั้งพฤติกรรมและสาเหตุ ไม่ใช่ลงโทษเพียงอย่างเดียว

หากเด็กเป็นฝ่ายถูกบูลลี่ ควรรับฟังเขาเล่าโดยไม่ตำหนิว่า “ทำไมไม่สู้เขา” แต่ช่วยกันหาวิธีรับมือที่ปลอดภัย เช่น เดินออกจากสถานการณ์ อยู่กับเพื่อนที่ไว้ใจได้ และบอกครูหรือผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยเหลือได้

ผู้ปกครองควรติดต่อโรงเรียนเมื่อการบูลลี่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนส่งผลต่อการเรียน การนอน อารมณ์ หรือการไม่อยากไปโรงเรียน สิ่งสำคัญคือสอนเด็กทั้งสองฝ่ายว่า “ความแตกต่างไม่ใช่เหตุผลที่จะดูถูกกัน และการมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นไม่ใช่สิทธิที่จะทำร้ายผู้อื่น”

5. ลักขโมยหรือพูดปด

เด็กอาจพูดไม่จริงด้วยหลายเหตุผล เช่น กลัวถูกดุ อยากได้สิ่งของ ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือยังไม่เข้าใจเรื่องความจริงและความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ผู้ใหญ่ควรค้นหาสาเหตุก่อนลงโทษ และสอนเรื่องความซื่อสัตย์อย่างชัดเจน หากเด็กหยิบของของผู้อื่นไป ควรให้เด็กคืนของและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ มากกว่าการประจานหรือทำให้เด็กอับอาย

ควรทำให้เด็กมั่นใจว่าการยอมรับความผิดจะไม่ทำให้เขาหมดความรักจากครอบครัว เพราะเด็กที่กลัวการลงโทษมากเกินไปอาจยิ่งปกปิดความจริง

6. ขี้อายหรือขี้กลัวมาก

เด็กบางคนมีพื้นอารมณ์ที่ระมัดระวังและต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคย ไม่ควรบังคับให้เด็กต้องแสดงออกต่อหน้าคนจำนวนมากทันที และไม่ควรติดป้ายว่าเด็กเป็น “คนขี้อาย” จนกลายเป็นภาพจำของตัวเด็กเอง

ควรให้เด็กค่อย ๆ ฝึกในสถานการณ์ที่ง่ายก่อน และชมความพยายาม หากความกลัวรบกวนการเรียน การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

7. หดหู่หรือเศร้าใจ

เด็กก็สามารถมีความเศร้า ความเครียด หรือความทุกข์ใจได้ ผู้ใหญ่ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลง เช่น เด็กเงียบลงอย่างชัดเจน ไม่อยากเล่น ไม่อยากไปโรงเรียน แยกตัวจากเพื่อน การนอนหรือการกินเปลี่ยนไป หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ

สิ่งแรกที่ควรทำคือรับฟังโดยไม่รีบตำหนิหรือบอกว่า “เรื่องแค่นี้เอง อย่าคิดมาก” ควรถามอย่างอ่อนโยนและเปิดโอกาสให้เด็กพูด

หากอาการเศร้าหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่อเนื่องและรบกวนชีวิตประจำวัน ควรขอคำปรึกษาจากบุคลากรด้านสุขภาพเด็ก

8. ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการบอกเด็กซ้ำ ๆ ว่า “หนูเก่ง” แต่เกิดจากการที่เด็กได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง พบความยากลำบาก และค่อย ๆ เห็นว่าตนสามารถเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้

ผู้ใหญ่จึงควรให้เด็กมีความรับผิดชอบที่เหมาะกับวัย เปิดโอกาสให้ตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ ยอมให้เด็กทำผิดพลาดในเรื่องที่ปลอดภัย และช่วยให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด

สิ่งที่ควรปลูกฝังในวัยเรียน

วัยเรียนเป็นช่วงที่เด็กกำลังสร้างตัวตนของตนเองผ่านครอบครัว โรงเรียน และเพื่อน เด็กจึงควรได้รับทั้งความรักและขอบเขตที่ชัดเจน รู้จักปกป้องร่างกายของตนเอง และขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาหรือภัยมา

ครอบครัวควรปลูกฝังความรักในครอบครัว ชุมชน ภาษา วัฒนธรรม และรากเหง้าของตน พร้อมกับสอนให้เคารพผู้ที่มีความแตกต่าง ไม่ใช้ความแตกต่างเป็นเหตุผลในการดูถูกหรือเกลียดชังผู้อื่น

ควรปลูกฝังมโนธรรม ความมีน้ำใจ ความซื่อสัตย์ การให้อภัย ความรับผิดชอบ ไม่รังแกผู้อื่น เคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น โดยใช้ทั้งการพูดคุย นิทาน แบบอย่างของผู้ใหญ่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือทำให้เด็กรู้ว่า “ไม่ว่าเขาจะสอบได้คะแนนเท่าไร ทำผิดพลาดแค่ไหน หรือประสบความสำเร็จหรือไม่ เขายังเป็นคนที่ครอบครัวรักและพร้อมช่วยเหลือ”

เด็กวัยเรียนควรได้รับอะไรบ้าง

พื้นฐานสำคัญยังคงเป็นอาหารที่เหมาะสม ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ความปลอดภัย การรักษาพยาบาล และวัคซีนตามกำหนดที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

นอกจากนี้ เด็กควรมีพื้นที่และเวลาสำหรับการเล่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และพบปะเพื่อน เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน

เด็กควรได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างเหมาะสม แต่ไม่ควรกดดันจนทำให้คะแนนกลายเป็นตัววัดคุณค่าของเด็ก ควรค้นหาความถนัดและความสนใจของเด็ก แล้วเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาความสามารถของตนเอง

ครอบครัวควรสนับสนุนการเข้าสังคมและเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและชุมชน รวมทั้งให้เด็กมีพื้นที่ในการตัดสินใจและมีความเป็นตัวของตัวเองตามวัย

เหนือสิ่งอื่นใด เด็กยังต้องการเวลาจากครอบครัว การกินข้าวด้วยกัน การพูดคุย การเล่น การทำกิจกรรมร่วมกัน และการรับฟังความรู้สึกของเด็ก ล้วนเป็นการบอกเด็กว่า “เธอมีความสำคัญ และครอบครัวพร้อมอยู่ข้างเธอ”

สรุปตอนที่ 4

วัย 5–10 ปี เป็นช่วงที่เด็กกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาครอบครัวเป็นหลัก ไปสู่การเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโรงเรียนและสังคม

เด็กจึงควรได้รับโอกาสในการสร้างมิตรภาพ เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ควบคุมอารมณ์ แก้ไขความขัดแย้ง ดูแลตนเอง รับผิดชอบของใช้ส่วนตัว ช่วยงานบ้าน และตัดสินใจเรื่องที่เหมาะสมกับวัย

ผู้ใหญ่ควรเป็นทั้ง ที่พึ่งพิง และ ผู้ฝึกให้เด็กพึ่งพาตนเอง ให้ความรักโดยไม่ตามใจ ให้กฎโดยไม่ใช้ความรุนแรง และให้เด็กมีอิสระโดยไม่ทอดทิ้ง

เมื่อเด็กทำผิด ไม่ควรรีบตีตราว่าเป็น “เด็กไม่ดี” แต่ควรถามว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงทำเช่นนั้น และครั้งต่อไปจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น

“วัยเรียน: ให้เด็กรู้จักเพื่อน รู้จักตนเอง รู้จักหน้าที่ ควบคุมอารมณ์เป็น และรู้ว่าตนเองมีคุณค่า”

พื้นฐานเหล่านี้จะเป็นรากสำคัญก่อนก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กต้องเรียนรู้เรื่องตัวตน ความสัมพันธ์ เพศศึกษา การปฏิเสธสิ่งที่ไม่เหมาะสม ความรับผิดชอบ และการใช้พลังงานของตนเองอย่างสร้างสรรค์

ตอนต่อไป: “วัยรุ่น (11–20 ปี) — สอนเพศศึกษา รู้จักปฏิเสธ และใช้ดนตรีกีฬาอย่างสร้างสรรค์”