สารเภสัชรังสีที่ใช้ในการทำ PET-Scan, SPECT คืออะไร มีอันตรายไหม?

สารเภสัชรังสี (Radiopharmaceuticals) คือ สารประกอบทางชีวภาพที่มีไอโซโทปกัมมันตรังสีติดอยู่ เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัย หรือรักษาโรคในสาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์

สารชนิดนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่

  1. โมเลกุลพาหะ (Carrier Molecule)
    ทำหน้าที่เดินทางไปยังอวัยวะหรือเซลล์เป้าหมาย เช่น กระดูก สมอง หัวใจ ไต หรือต่อมไทรอยด์
  2. ไอโซโทปกัมมันตรังสี (Radioisotope)
    ทำหน้าที่ปล่อยรังสีออกมาในปริมาณเล็กน้อย เพื่อให้เครื่อง PET หรือ SPECT ตรวจจับได้

กล่าวง่าย ๆ คือ โมเลกุลพาหะเปรียบเสมือน "รถส่งของ" ส่วนไอโซโทปกัมมันตรังสีคือ "ไฟสัญญาณ" ที่ทำให้เครื่องตรวจมองเห็นตำแหน่งของรถคันนั้นภายในร่างกาย

สารเภสัชรังสีไม่ใช่สารทึบรังสี (Contrast Media)

สารที่ฉีดก่อนตรวจ PET หรือ SPECT เป็นคนละชนิดกับสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจ CT Scan และมีวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

สารเภสัชรังสี สารทึบรังสี (Contrast Media)
ใช้ใน PET และ SPECT ใช้ใน CT และ MRI
ปล่อยรังสีให้เครื่องตรวจจับ เพิ่มความแตกต่างของภาพอวัยวะ
ใช้ปริมาณน้อยมาก (ระดับไมโครกรัมถึงมิลลิกรัม) ใช้ปริมาณมากกว่าหลายร้อยถึงหลายพันเท่า
ช่วยบอกการทำงานของอวัยวะ ช่วยให้เห็นโครงสร้างชัดขึ้น
โอกาสแพ้ต่ำมาก อาจเกิดอาการแพ้ได้ แม้พบไม่บ่อย

PET และ SPECT มองเห็นอะไรที่ CT หรือ MRI มองไม่เห็น

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการดู รูปร่าง (Anatomy) ของอวัยวะเป็นหลัก เช่น ขนาด รูปร่าง ตำแหน่ง หรือก้อนเนื้อ

ในทางตรงกันข้าม PET และ SPECT เป็นการดู หน้าที่การทำงาน (Function) ของเซลล์และอวัยวะ เช่น

  • เซลล์มะเร็งใช้น้ำตาลมากผิดปกติหรือไม่
  • กล้ามเนื้อหัวใจยังมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่
  • สมองส่วนใดทำงานลดลง
  • กระดูกส่วนใดมีการซ่อมแซมหรืออักเสบผิดปกติ
  • ไตแต่ละข้างทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงมักใช้ PET หรือ SPECT ร่วมกับ CT เพื่อให้เห็นทั้ง ตำแหน่งของโรค และ การทำงานของโรค พร้อมกัน

สรุป
CT และ MRI เปรียบเสมือนการดู "แผนที่ของเมือง" ส่วน PET และ SPECT เปรียบเสมือนการดู "การจราจรและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเมือง" การตรวจทั้งสองแบบจึงให้ข้อมูลที่แตกต่างและเสริมกัน

สารเภสัชรังสีที่ใช้ในการตรวจ PET และ SPECT มีอะไรบ้าง

แม้ว่าผู้ป่วยมักเรียกรวม ๆ ว่า "สารกัมมันตรังสี" แต่ในความเป็นจริง สารเภสัชรังสีมีหลายสิบชนิด แต่ละชนิดถูกออกแบบให้ไปสะสมในอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงเลือกใช้ตามโรคที่สงสัย ไม่ใช่ใช้แทนกันได้ทั้งหมด

โดยทั่วไป สารเภสัชรังสีแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สารที่ใช้กับเครื่อง SPECT และ สารที่ใช้กับเครื่อง PET ซึ่งใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสีคนละชนิด และมีหลักการตรวจแตกต่างกัน

สารเภสัชรังสีสำหรับ SPECT

SPECT (Single Photon Emission Computed Tomography) ใช้ไอโซโทปที่ปล่อยรังสีแกมมา (Gamma ray) ให้กล้องแกมมา (Gamma Camera) ตรวจจับ ไอโซโทปที่ใช้มากที่สุดทั่วโลกคือ Technetium-99m (99mTc) ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ทั้งหมด

99mTc ได้รับความนิยมเนื่องจากมีคุณสมบัติหลายประการ ได้แก่

  • ปล่อยรังสีพลังงานเหมาะกับเครื่องตรวจ
  • มีครึ่งชีวิตเพียงประมาณ 6 ชั่วโมง
  • ให้ภาพคมชัด
  • ผู้ป่วยได้รับรังสีในปริมาณค่อนข้างต่ำ
  • สามารถจับกับโมเลกุลได้หลากหลายชนิด

สารเภสัชรังสีสำหรับ PET

PET (Positron Emission Tomography) ใช้ไอโซโทปที่ปล่อยอนุภาคโพซิตรอน (Positron) เมื่อโพซิตรอนชนกับอิเล็กตรอนจะเกิดรังสีแกมมาสองทิศทางพร้อมกัน เครื่อง PET จึงสามารถระบุตำแหน่งของสารได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพมีความละเอียดสูงกว่า SPECT

สารที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ 18F-FDG ซึ่งเป็นน้ำตาลกลูโคสที่ติดไอโซโทปฟลูออรีน-18 เซลล์ที่ใช้พลังงานสูง เช่น สมอง กล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงเซลล์มะเร็งหลายชนิด จะดูด FDG เข้าไปมากกว่าปกติ จึงช่วยให้แพทย์ตรวจพบตำแหน่งของโรคได้

ให้สารเภสัชรังสีเข้าร่างกายทางไหน

วิธีให้มีทั้งการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ การรับประทาน และการสูดดม โดยเลือกใช้ตามอวัยวะและหน้าที่ที่ต้องการตรวจ

1. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous Injection)

เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด โดยสารจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านกระแสเลือด ก่อนถูกดูดจับโดยอวัยวะหรือเซลล์เป้าหมาย เช่น

  • FDG สำหรับตรวจการใช้น้ำตาลของเซลล์
  • 99mTc-MDP สำหรับกระดูก
  • 99mTc-MIBI สำหรับหัวใจ
  • 68Ga-PSMA สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • DOTATATE สำหรับเนื้องอกระบบประสาทต่อมไร้ท่อ

หลังฉีด ผู้ป่วยมักต้องรอประมาณ ½-3 ชั่วโมง เพื่อให้สารกระจายและจับกับเนื้อเยื่อก่อนเข้าตรวจ

2. รับประทาน (Oral Administration)

ใช้ในกรณีที่ต้องการให้สารผ่านระบบทางเดินอาหาร หรือให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายตามธรรมชาติ ตัวอย่างที่พบ ได้แก่

  • 131I Sodium Iodide สำหรับตรวจและรักษาโรคของต่อมไทรอยด์
  • 14C Urea (ไม่ใช่เวชศาสตร์นิวเคลียร์ด้านภาพ แต่ใช้หลักสารกัมมันตรังสี) สำหรับตรวจเชื้อ Helicobacter pylori

ข้อดีคือไม่ต้องฉีดยา แต่ต้องอาศัยการดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร จึงใช้เฉพาะงานตรวจบางชนิดเท่านั้น

3. สูดดม (Inhalation)

ใช้ตรวจการทำงานของปอด โดยให้ผู้ป่วยสูดดมก๊าซหรือฝอยละอองที่มีสารเภสัชรังสี เพื่อดูการกระจายของอากาศภายในปอด (Ventilation Study)

มักใช้ร่วมกับการฉีดสารสำหรับตรวจการไหลเวียนเลือดของปอด (Perfusion Study) เพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอด (Pulmonary Embolism)

  • 99mTc-DTPA Aerosol
  • 81mKr Gas (Krypton-81m)
  • 133Xe Gas (Xenon-133)

เหตุใดผู้ป่วยจึงถูกแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ

หลังตรวจ ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำให้ดื่มน้ำมากกว่าปกติ และปัสสาวะบ่อย ๆ เนื่องจากสารเภสัชรังสีจำนวนมากถูกขับออกทางไต การดื่มน้ำจะช่วยให้สารถูกกำจัดออกจากร่างกายเร็วขึ้น ปัสสาวะบ่อย ๆ ช่วยลดการสะสมของสารในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจรบกวนคุณภาพของภาพในบางการตรวจ

ทำไมสารเภสัชรังสีแต่ละชนิดจึงมีอายุไม่เท่ากัน

ไอโซโทปกัมมันตรังสีทุกชนิดจะสลายตัวเองตามธรรมชาติ แต่ใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับเวลา ครึ่งชีวิต (Half-life) หรือเวลาที่กัมมันตภาพรังสีสลายจนเหลือครึ่งหนึ่งของเดิม

โดยทั่วไป ไอโซโทปที่ใช้ในทางการแพทย์มักมีครึ่งชีวิตสั้น ไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับหลังการตรวจ

ข้อสังเกต
การที่ไอโซโทปมีครึ่งชีวิตยาวกว่า ไม่ได้หมายความว่าอันตรายกว่าเสมอไป แพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เช่น การตรวจวินิจฉัยมักเลือกไอโซโทปที่สลายเร็ว ขณะที่การรักษามะเร็งหรือโรคต่อมไทรอยด์อาจจำเป็นต้องใช้ไอโซโทปที่ออกฤทธิ์ได้นานกว่า

สารเภสัชรังสีผลิตขึ้นที่ไหน

สารเภสัชรังสีไม่สามารถผลิตไว้เก็บได้นาน เพราะไอโซโทปกัมมันตรังสีจะสลายตัวตลอดเวลา จึงต้องผลิตและขนส่งภายในเวลาที่จำกัด

ไอโซโทปบางชนิด เช่น 18F ผลิตจากเครื่องไซโคลตรอน (Cyclotron) ส่วน 99mTc ได้มาจากเครื่องกำเนิดรังสี (Technetium Generator) ซึ่งโรงพยาบาลสามารถสกัดออกมาใช้ได้ทุกวัน

หลังจากติดไอโซโทปเข้ากับโมเลกุลพาหะแล้ว เภสัชกรรังสีจะตรวจสอบคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความปลอดเชื้ออย่างเข้มงวด ก่อนนำไปใช้กับผู้ป่วย เพื่อให้มั่นใจว่าสารทุกชุดเป็นไปตามมาตรฐานทางเภสัชกรรมและเวชศาสตร์นิวเคลียร์

สารเภสัชรังสีมีอันตรายหรือไม่

คำตอบสั้น ๆ คือ โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยสูง เมื่อใช้เพื่อการตรวจวินิจฉัยตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากสารเภสัชรังสีที่ใช้ในการตรวจ PET และ SPECT มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ถูกออกแบบให้สลายตัวอย่างรวดเร็ว และถูกขับออกจากร่างกายภายในเวลาไม่นาน

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการตรวจทางการแพทย์ทุกชนิด การใช้สารเภสัชรังสีควรทำเมื่อประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Benefit outweighs Risk) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของเวชศาสตร์นิวเคลียร์ทั่วโลก

สารเภสัชรังสีทำให้เกิดมะเร็งหรือไม่

เป็นคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุด คำตอบคือ ยังไม่มีหลักฐานว่าการตรวจ PET หรือ SPECT เพียง 1–2 ครั้ง ทำให้เกิดโรคมะเร็งโดยตรง

ในทางทฤษฎี รังสีไอออไนซ์ทุกชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ หากได้รับในปริมาณสูงหรือได้รับซ้ำเป็นเวลานาน แต่ปริมาณรังสีจากการตรวจวินิจฉัยมีค่าต่ำมาก ความเสี่ยงจึงต่ำกว่าประโยชน์จากการวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องในผู้ป่วยส่วนใหญ่

แพ้สารเภสัชรังสีได้หรือไม่

พบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจ CT เนื่องจากใช้สารในปริมาณน้อยมาก และโมเลกุลส่วนใหญ่ไม่ได้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

หากเกิดอาการ มักเป็นอาการเล็กน้อย เช่น

  • ผื่นคัน
  • ลมพิษ
  • เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้

ส่วนอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) พบได้น้อยมากจนถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก อย่างไรก็ตาม ห้องตรวจเวชศาสตร์นิวเคลียร์ทุกแห่งมีอุปกรณ์และยาสำหรับดูแลภาวะฉุกเฉินอยู่แล้ว

หลังตรวจ สารกัมมันตรังสีอยู่ในร่างกายนานแค่ไหน

หลังได้รับสารเภสัชรังสี ปริมาณกัมมันตภาพรังสีจะลดลงจาก 2 กระบวนการพร้อมกัน ได้แก่

  1. การสลายตัวของไอโซโทป (Physical Decay)
  2. การขับออกจากร่างกาย (Biological Elimination)

สารส่วนใหญ่ถูกขับออกทางปัสสาวะ บางชนิดขับออกทางอุจจาระ น้ำดี น้ำลาย หรือเหงื่อ เมื่อรวมทั้งสองกระบวนการเข้าด้วยกัน ปริมาณรังสีในร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังการตรวจ

หลังตรวจควรหลีกเลี่ยงใครบ้าง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้าน ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6–24 ชั่วโมงแรก แพทย์อาจแนะนำให้ลดการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อเป็นการตรวจ PET ด้วย 18F-FDG

  • หญิงตั้งครรภ์
  • ทารก
  • เด็กเล็กที่ต้องอุ้มหรือกอดเป็นเวลานาน

ข้อแนะนำนี้เป็นการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวไวต่อรังสีมากกว่าผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพราะผู้ป่วย "เป็นอันตราย" ต่อคนรอบข้าง

หญิงตั้งครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตรควรทำอย่างไร

หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์ก่อนการตรวจทุกครั้ง เนื่องจากรังสีอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงที่อวัยวะกำลังพัฒนา

สำหรับมารดาที่ให้นมบุตร สารเภสัชรังสีบางชนิดสามารถผ่านออกทางน้ำนมได้ แพทย์อาจแนะนำให้หยุดให้นมชั่วคราว ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงหลายวัน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: หลังตรวจ PET หรือ SPECT กลับบ้านได้เลยหรือไม่

A: ได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านและใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที เว้นแต่แพทย์จะมีคำแนะนำเพิ่มเติมเฉพาะราย

Q: ผ่านเครื่องตรวจสนามบินได้หรือไม่

A: ในบางกรณี โดยเฉพาะภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังได้รับสารเภสัชรังสี เครื่องตรวจรังสีที่สนามบินอาจตรวจพบได้ หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่และเก็บเอกสารการตรวจจากโรงพยาบาลไว้เป็นหลักฐาน

Q: เด็กสามารถตรวจ PET หรือ SPECT ได้หรือไม่

A: ได้ หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยแพทย์จะคำนวณปริมาณสารเภสัชรังสีตามน้ำหนักตัว เพื่อให้ได้รับรังสีน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (ALARA Principle)

Q: ต้องงดอาหารทุกครั้งหรือไม่

A: ไม่จำเป็นทุกการตรวจ เช่น การตรวจ PET ด้วย 18F-FDG มักต้องงดอาหารอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง แต่การตรวจชนิดอื่นอาจมีข้อปฏิบัติแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานพยาบาล