สารต้องห้ามในนักกีฬา (ตอนที่ 1) | สารที่ห้ามตลอดเวลา S0-S5
การแข่งขันกีฬาระดับอาชีพและระดับนานาชาติไม่ได้วัดเพียงความสามารถของนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย "ความยุติธรรมในการแข่งขัน" (Fair Play) อีกด้วย หนึ่งในหลักการสำคัญคือการห้ามใช้สารหรือวิธีการที่เพิ่มสมรรถนะอย่างไม่เป็นธรรม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพนักกีฬา
หลายคนเข้าใจผิดว่าสารต้องห้ามมีเฉพาะยาเพิ่มกล้ามเนื้อหรือยากระตุ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง รายชื่อสารต้องห้ามขององค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Agency; WADA) ครอบคลุมทั้งยา ฮอร์โมน สารชีวภาพ วิธีการรักษาบางชนิด รวมถึงยารักษาโรคทั่วไปที่อาจใช้ได้ในคนทั่วไป แต่ไม่สามารถใช้ในนักกีฬาบางสถานการณ์ได้
บทความชุดนี้แบ่งออกเป็น 5 ตอน เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย โดยตอนแรกจะอธิบายสารที่ "ห้ามใช้ตลอดเวลา" ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฝึกซ้อม พักฟื้น หรือแข่งขันก็ตาม
WADA คืออะไร
World Anti-Doping Agency (WADA) เป็นองค์กรอิสระระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดมาตรฐานการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามในกีฬา โดยมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่
- จัดทำ Prohibited List หรือบัญชีสารต้องห้าม ซึ่งปรับปรุงทุกปี
- กำหนดมาตรฐานการตรวจสารต้องห้ามทั่วโลก
- รับรองห้องปฏิบัติการตรวจสารต้องห้าม
- กำหนดแนวทางการรักษาที่ต้องขออนุญาตใช้ยา (Therapeutic Use Exemption; TUE)
- ส่งเสริมการศึกษาและป้องกันการใช้สารต้องห้าม
รายชื่อสารต้องห้ามฉบับใหม่จะมีผลใช้ทุกวันที่ 1 มกราคมของทุกปี ดังนั้น แพทย์ เภสัชกร โค้ช และนักกีฬาควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเสมอ เพราะยาที่เคยใช้ได้ในปีก่อน อาจกลายเป็นสารต้องห้ามในปีถัดไป
สารต้องห้ามที่ห้ามใช้ "ตลอดเวลา"
สารกลุ่มนี้ห้ามใช้ทั้งในและนอกการแข่งขัน กล่าวคือ แม้จะใช้เฉพาะช่วงซ้อม หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนการแข่งขัน ก็ยังอาจตรวจพบและมีความผิดได้
- S0 สารที่ยังไม่ได้รับการรับรอง
- S1 สารอนาบอลิก
- S2 ฮอร์โมนและโกรทแฟกเตอร์
- S3 ยากระตุ้นตัวรับเบตาทู
- S4 สารยับยั้งฮอร์โมนเพศหญิงและสารควบคุมเมแทบอลิซึม
- S5 ยาขับปัสสาวะและสารช่วยปกปิด
S0: สารที่ยังไม่ผ่านการรับรอง (Non-approved Substances)
หมายถึงสารที่ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยจากหน่วยงานกำกับดูแลยา หรือยังอยู่ระหว่างการวิจัยทดลอง แต่ถูกนำมาใช้เพื่อหวังเพิ่มสมรรถนะทางกีฬา
ตัวอย่าง
- สารทดลองในงานวิจัย
- ยาที่ยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน
- สารเคมีที่ซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
- ผลิตภัณฑ์ใต้ดิน (Underground laboratory)
สารกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะไม่ทราบขนาดยาที่เหมาะสม ความบริสุทธิ์ และผลข้างเคียงในระยะยาว
หากจำเป็นต้องรักษาโรค
แพทย์ควรเลือกใช้ยาที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานแล้ว ไม่ควรใช้ยาทดลองนอกงานวิจัย เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตตามหลักจริยธรรมและกฎของ WADA
S1: สารอนาบอลิก (Anabolic Agents)
เป็นกลุ่มที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มแรง และช่วยให้ฟื้นตัวเร็วหลังการฝึกหนัก จึงเป็นสารที่พบในการใช้โด๊ปมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ตัวอย่าง
- Testosterone
- Nandrolone
- Stanozolol
- Methandienone
- Oxandrolone
- Trenbolone
- Boldenone
นอกจากนี้ยังรวมถึงสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายอีกหลายชนิด
ผลข้างเคียง
- ตับอักเสบ
- กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะมีบุตรยาก
- สิวรุนแรง
- อารมณ์แปรปรวน
มียาทดแทนหรือไม่
หากรักษาโรคทั่วไปแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้สารอนาบอลิก ยกเว้นผู้ป่วยที่มีภาวะขาดฮอร์โมนจริง ซึ่งต้องได้รับการประเมินและอาจต้องขอ TUE (Therapeutic Use Exemptions) ก่อนแข่งขัน
S2: สารช่วยเจริญเติบโต (Peptide Hormones, Growth Factors, Mimic & Related Substances)
เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด กล้ามเนื้อ หรือเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ตัวอย่าง
- Erythropoietin (EPO)
- Growth Hormone (GH)
- IGF-1
- HCG
- LH
- FGFs
- VEGF
- Hypoxia-inducible factor activators
ผลที่นักกีฬาใช้
- เพิ่มเม็ดเลือดแดง
- เพิ่มออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ
- เพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อ
- เร่งการฟื้นตัว
ยาทดแทน
หากเป็นโรคโลหิตจาง ควรรักษาตามสาเหตุ เช่น เสริมธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือโฟเลต แทนการใช้ EPO โดยไม่มีข้อบ่งชี้ ส่วนผู้ที่ขาด Growth Hormone จริงอาจต้องขอ TUE
S3: ยากระตุ้นตัวรับเบตาทู (Beta-2 Agonists)
เป็นยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แต่เมื่อใช้ขนาดสูงอาจช่วยเพิ่มสมรรถนะกีฬาได้
ตัวอย่างที่ห้ามใช้หรือจำกัดปริมาณ
- Clenbuterol (ห้ามทุกกรณี)
- Salbutamol (ใช้ได้เฉพาะขนาดที่ WADA กำหนด)
- Formoterol (ใช้ได้ภายใต้ขนาดที่กำหนด)
- Salmeterol (ใช้ได้ตามข้อกำหนด)
- Terbutaline (ต้องขอ TUE)
ยาที่ใช้ทดแทน
- Inhaled corticosteroids
- Montelukast
- Antihistamines
- หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
ผู้ป่วยโรคหอบหืดส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาได้ตามมาตรฐานโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่ผิดกฎ
S4: สารควบคุมเมแทบอลิซึม (Hormone and Metabolic Modulators)
เป็นกลุ่มยาที่เปลี่ยนแปลงสมดุลฮอร์โมนหรือการเผาผลาญ เพื่อเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อหรือป้องกันผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์
ตัวอย่าง
- Tamoxifen
- Clomifene
- Anastrozole
- Letrozole
- Exemestane
- Selective Androgen Receptor Modulators (SARMs)
- Meldonium
ยาทดแทน
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้สามารถรักษาได้ตามข้อบ่งชี้ แต่ในนักกีฬาแข่งขันอาจต้องดำเนินการขอ TUE ก่อน
S5: ยาขับปัสสาวะและสารช่วยปกปิด (Diuretics and Masking Agents)
แม้ยาขับปัสสาวะจะไม่ได้เพิ่มสมรรถนะโดยตรง แต่ช่วยลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และทำให้ปัสสาวะเจือจาง จึงอาจช่วยปกปิดการตรวจพบสารต้องห้ามชนิดอื่น
ตัวอย่าง
- Furosemide
- Hydrochlorothiazide
- Bumetanide
- Acetazolamide
- Spironolactone
- Torasemide
ยาทดแทน
- ควบคุมอาหาร ลดโซเดียม
- ยาลดความดันโลหิตกลุ่มอื่น เช่น ARBs, Calcium channel blockers, ACE inhibitors
ผู้ป่วยบางรายยังจำเป็นต้องใช้ยาขับปัสสาวะจริง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคไต ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลและอาจต้องขอ TUE
หากใช้ช่วงซ้อม แล้วหยุดก่อนแข่งขัน จะตรวจพบหรือไม่?
คำตอบคือ "อาจตรวจพบได้"
สารต้องห้ามแต่ละชนิดมีระยะเวลาคงอยู่ในร่างกาย (Detection Window) แตกต่างกัน บางชนิดอยู่เพียงไม่กี่วัน แต่บางชนิดสามารถตรวจพบได้หลายเดือน หรือเป็นปี โดยเฉพาะสารอนาบอลิกบางชนิดที่สะสมในร่างกาย
ปัจจัยที่มีผลต่อการตรวจพบ ได้แก่
- ชนิดของสาร
- ขนาดยาที่ใช้
- ระยะเวลาที่ใช้
- การทำงานของตับและไต
- ความไวของห้องปฏิบัติการ
- เทคนิคการตรวจที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ WADA ยังสามารถสุ่มตรวจนักกีฬาได้ตลอดปี ไม่จำกัดเฉพาะวันแข่งขัน นักกีฬาระดับนานาชาติหลายประเภทต้องแจ้งสถานที่พำนัก (Whereabouts) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจได้ทุกเวลา ดังนั้นการใช้สารต้องห้ามเฉพาะช่วงฝึกซ้อมจึงไม่ได้ช่วยหลีกเลี่ยงการตรวจเสมอไป
สรุป
สารต้องห้ามกลุ่ม S0-S5 เป็นกลุ่มที่ห้ามใช้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฝึกซ้อมหรือแข่งขัน เพราะสามารถเพิ่มสมรรถนะกีฬา หรือช่วยปกปิดการใช้สารอื่นได้ นักกีฬาไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมรับประทานเองโดยไม่ตรวจสอบรายการสารต้องห้าม และแพทย์รวมถึงเภสัชกรควรตรวจสอบสถานะของยาทุกครั้งก่อนสั่งใช้ให้แก่นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน
ตอนต่อไป: วิธีการต้องห้ามที่ไม่ใช่ยา (M1-M3) ได้แก่ การถ่ายเลือด การดัดแปลงตัวอย่างปัสสาวะ และการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งล้วนถือเป็นการโด๊ปเช่นเดียวกับการใช้ยา