สารต้องห้ามในนักกีฬา (ตอนที่ 3) | สารต้องห้ามเฉพาะ "ระหว่างการแข่งขัน" (S6-S9)
สารต้องห้ามบางชนิดไม่ได้ถูกห้ามใช้ตลอดเวลาเหมือนสารในกลุ่ม S0-S5 แต่จะถูกห้ามเฉพาะในช่วง In-Competition ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ WADA และสหพันธ์กีฬานานาชาติกำหนด โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ก่อนการแข่งขันไม่นานจนสิ้นสุดกระบวนการเก็บตัวอย่างตรวจสารต้องห้าม
เหตุผลสำคัญคือ สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ค่อนข้างรวดเร็วและช่วยเพิ่มสมรรถนะเฉพาะในช่วงแข่งขัน เช่น เพิ่มความตื่นตัว ลดอาการปวด ลดความวิตกกังวล หรือทำให้กล้าตัดสินใจมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องห้ามตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม นักกีฬาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยาหลายชนิดในกลุ่มนี้เป็นยาที่ใช้รักษาโรคทั่วไป เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาไมเกรน ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรอาจจ่ายให้โดยไม่ได้ทราบว่านักกีฬากำลังจะเข้าร่วมการแข่งขัน
S6: สารกระตุ้น (Stimulants)
สารกระตุ้นเป็นกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มสมาธิ เพิ่มความมั่นใจ และอาจเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง จึงเป็นกลุ่มที่ตรวจพบได้บ่อยในนักกีฬา
ตัวอย่างสารที่อยู่ในกลุ่มนี้
- ยาแก้หวัดและลดคัดจมูก
- Pseudoephedrine
- Phenylpropanolamine (ในบางประเทศยังมีใช้)
- ยาขยายหลอดลม
- Ephedrine
- Methylephedrine
- Methoxyphenamine
- ยาลดความอ้วน
- Diethylpropion (Amfepramone)
- Phentermine
- ยารักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD)
- Methylphenidate
- Amphetamine
- Lisdexamfetamine
- ยารักษาไมเกรนบางชนิด
- ผลิตภัณฑ์ที่มี Ergotamine ร่วมกับ Caffeine
- สารกระตุ้นระบบประสาทอื่น ๆ
- Cocaine
- Modafinil
- Adrafinil
หากจำเป็นต้องใช้ มีทางเลือกหรือไม่
- โรคหวัด
- น้ำเกลือล้างจมูก
- ยาพ่นจมูกชนิดเฉพาะที่ (ตามข้อบ่งใช้)
- Antihistamines รุ่นที่ไม่ง่วง เช่น Loratadine, Cetirizine, Fexofenadine
- โรคหอบหืด
- ใช้ยาพ่นที่ WADA อนุญาตภายใต้ขนาดที่กำหนด เช่น Salbutamol หรือ Formoterol
- โรคอ้วน
- ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
- ใช้ยาลดน้ำหนักที่ไม่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม เมื่อเหมาะสมตามแพทย์เห็นควร
ระดับที่ห้ามตรวจพบในปัสสาวะ
- Pseudoephedrine : มากกว่า 150 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ถือว่าผิดกฎ WADA
- Cathine : มากกว่า 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
- Ephedrine : มากกว่า 10 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
- Methylephedrine : มากกว่า 10 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
- Phenylpropanolamine : มากกว่า 25 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
หมายเหตุ : คาเฟอีน (Caffeine) ไม่ได้อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม ของ WADA ในปัจจุบัน แต่ยังอยู่ใน Monitoring Program เพื่อเฝ้าระวังรูปแบบการใช้ในนักกีฬา จึงไม่ถือว่ามีระดับปัสสาวะที่ผิดกฎ อย่างไรก็ตาม การรับประทานในปริมาณสูงอาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และส่งผลเสียต่อสมรรถนะได้
S7: สารเสพติด (Narcotics)
สารกลุ่มนี้ช่วยลดอาการปวดอย่างรุนแรง ทำให้นักกีฬาสามารถแข่งขันต่อได้แม้มีการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น
ตัวอย่างสารต้องห้าม
- Tramadol
- Morphine
- Diamorphine (Heroin)
- Fentanyl
- Oxycodone
- Oxymorphone
- Hydromorphone
- Pethidine (Meperidine)
- Buprenorphine
- Methadone
- Nicomorphine
ยาแก้ไอที่มี Codeine ใช้ได้หรือไม่
Codeine ไม่ได้อยู่ในบัญชีสารต้องห้ามของ WADA และสามารถใช้รักษาอาการไอได้ตามข้อบ่งใช้ อย่างไรก็ตาม Codeine ถูกเปลี่ยนเป็น Morphine ในร่างกายบางส่วน จึงควรใช้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงใกล้การแข่งขัน
ยาที่ใช้ทดแทน
- Paracetamol
- Ibuprofen (เมื่อไม่มีข้อห้าม)
- Naproxen
- Diclofenac
- Celecoxib
- ยาชาเฉพาะที่ในกรณีที่เหมาะสม
ระดับที่ห้ามตรวจพบ
สารในกลุ่ม S7 ไม่มีค่า Threshold หากตรวจพบสารต้องห้ามหรือเมแทบอไลต์ในตัวอย่างระหว่างการแข่งขัน ถือว่าเป็นผลบวก เว้นแต่จะมี Therapeutic Use Exemption (TUE)
S8: สารประเภทกัญชา (Cannabinoids)
สารในกลุ่ม Cannabinoids ถูกห้ามใช้เฉพาะช่วงแข่งขัน เนื่องจากอาจมีผลต่อการตัดสินใจ การทรงตัว การตอบสนอง และความปลอดภัยของการแข่งขัน
ตัวอย่าง
- กัญชา (Cannabis)
- กัญชงที่มี THC
- Hashish
- Marijuana
- Synthetic Cannabinoids
Cannabidiol (CBD) เพียงอย่างเดียว ไม่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม แต่ผลิตภัณฑ์ CBD ที่จำหน่ายทั่วไปอาจปนเปื้อน THC ได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผลตรวจเป็นบวก
หากจำเป็นต้องรักษาโรค
- ใช้ยาแก้ปวดมาตรฐาน
- ใช้ยาต้านชักที่ได้รับการรับรอง
- ใช้ยาต้านอาเจียนหรือยารักษาโรคอื่นตามแนวทางมาตรฐาน แทนการใช้กัญชาเมื่อเป็นไปได้
ระดับที่ห้ามตรวจพบ
WADA ใช้การตรวจเมแทบอไลต์ของ THC คือ 11-nor-9-carboxy-THC โดยหากมีความเข้มข้นตั้งแต่ 180 นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไปในปัสสาวะระหว่างการแข่งขัน จะถือว่าเป็นผลบวกตามเกณฑ์การรายงานของห้องปฏิบัติการ
S9: กลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids)
กลูโคคอร์ติคอยด์เป็นยาที่ใช้บ่อยมากในเวชปฏิบัติ ทั้งรักษาภูมิแพ้ หอบหืด ข้ออักเสบ โรคผิวหนัง และโรคภูมิคุ้มกันตนเอง แต่การใช้บางวิธีในช่วงแข่งขันอาจเพิ่มสมรรถนะ ลดอาการปวด และลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างยา
- Dexamethasone
- Prednisolone
- Prednisone
- Methylprednisolone
- Triamcinolone
- Betamethasone
- Hydrocortisone
การใช้แบบใดที่มีความเสี่ยง
- รับประทาน (Oral)
- ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
- ฉีดเข้าช่องไขสันหลังหรือรอบเยื่อหุ้มไขสันหลัง
- ฉีดเข้าทวารหนักในบางรูปแบบ
ในทางกลับกัน ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาพ่นจมูก ยาพ่นสูดเข้าปอด ยาทาผิวหนัง และยาฉีดเฉพาะที่บางตำแหน่ง สามารถใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขของ WADA ทั้งนี้ควรตรวจสอบแนวทางล่าสุด เนื่องจากรายละเอียดอาจมีการปรับปรุงในแต่ละปี
ยาที่ใช้ทดแทน
- Antihistamines
- NSAIDs
- ยาพ่นเฉพาะที่
- การทำกายภาพบำบัด
- การรักษาตามสาเหตุของโรค
ระดับที่ห้ามตรวจพบ
กลุ่ม Glucocorticoids ไม่มีค่า Threshold หากตรวจพบสารหรือเมแทบอไลต์ที่บ่งชี้ว่ามีการใช้ด้วยวิธีที่ห้ามในช่วง In-Competition จะถือว่าเป็นผลบวก เว้นแต่มี TUE หรือพิสูจน์ได้ว่าใช้ในช่วงเวลาที่พ้นระยะ Washout ตามแนวทางของ WADA
ข้อควรระวังสำหรับแพทย์และเภสัชกร
- สอบถามทุกครั้งว่าผู้ป่วยเป็นนักกีฬาที่อยู่ในระบบการแข่งขันหรือไม่
- ตรวจสอบรายการสารต้องห้ามของ WADA ก่อนจ่ายยา
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้หวัดสูตรผสมที่มี Pseudoephedrine หรือ Ephedrine หากใกล้วันแข่งขัน
- ตรวจสอบอาหารเสริมและเครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิด
- หากจำเป็นต้องใช้ยาที่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม ให้พิจารณาการขอ Therapeutic Use Exemption (TUE)
สรุป
สารต้องห้ามในกลุ่ม S6-S9 เป็นกลุ่มที่ห้ามใช้เฉพาะระหว่างการแข่งขัน แม้ว่าหลายชนิดจะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคทั่วไป แต่หากตรวจพบในช่วงแข่งขันก็อาจส่งผลให้ถูกตัดสิทธิ์หรือถูกลงโทษทางวินัยได้ นักกีฬา โค้ช แพทย์ และเภสัชกรจึงควรตรวจสอบส่วนประกอบของยาอย่างละเอียดก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะยาแก้หวัด ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยากลุ่มสเตียรอยด์ และผลิตภัณฑ์จากกัญชา
ตอนต่อไป: สารต้องห้ามที่ใช้เฉพาะกีฬาบางประเภท ได้แก่ กลุ่ม P1 Beta-blockers และข้อกำหนดเกี่ยวกับ Alcohol ในชนิดกีฬาที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำ ความนิ่ง และความปลอดภัย