สารต้องห้ามในนักกีฬา (ตอนที่ 5) | คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หลังจากได้เรียนรู้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามในตอนที่ 1-4 แล้ว หลายคนยังมีคำถามเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรค การขออนุญาตใช้สารต้องห้ามเพื่อการรักษา (Therapeutic Use Exemption; TUE) รวมถึงการรักษาในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักกีฬา โค้ช แพทย์ และเภสัชกรมักพบในการปฏิบัติงานจริง

บทความนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่อ้างอิงหลักการของ WADA เพื่อช่วยให้เข้าใจแนวทางปฏิบัติได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางประการอาจมีการปรับปรุงทุกปี จึงควรตรวจสอบเอกสารล่าสุดของ WADA และข้อบังคับของสหพันธ์กีฬาที่เกี่ยวข้องประกอบเสมอ

1. ยาอะไรบ้างที่แพทย์สั่งได้บ่อย แต่เสี่ยงผิดกฎ WADA?

นักกีฬาหลายคนเข้าใจว่าสารต้องห้ามคือยาเพิ่มกล้ามเนื้อหรือยากระตุ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ยาที่ใช้รักษาโรคทั่วไปหลายชนิดก็อาจทำให้ผลตรวจสารต้องห้ามเป็นบวกได้ โดยเฉพาะหากใช้ในช่วงใกล้การแข่งขัน

ก่อนจ่ายยาหรือรับประทานยา ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่าตนเองเป็นนักกีฬาที่อยู่ภายใต้กฎ Anti-Doping เพื่อให้เลือกยาที่เหมาะสมที่สุด

โรคหรืออาการ ยาที่ใช้บ่อย สถานะตาม WADA ทางเลือกที่ควรพิจารณา
หวัด คัดจมูก Pseudoephedrine จำกัดการใช้ในช่วงแข่งขัน น้ำเกลือล้างจมูก, ยาแก้แพ้รุ่นที่ไม่ง่วง, ยาพ่นจมูกตามข้อบ่งใช้
หวัดบางสูตร Ephedrine, Methylephedrine มีระดับตรวจพบที่กำหนด ใช้ยาสูตรที่ไม่มีสารดังกล่าว
หอบหืด Terbutaline ต้องตรวจสอบข้อกำหนดและอาจต้อง TUE ใช้ยาที่ WADA อนุญาตภายใต้ขนาดที่กำหนด
ปวด อักเสบ Dexamethasone, Prednisolone ชนิดรับประทานหรือฉีด ห้ามในช่วงแข่งขันตามวิธีการใช้ NSAIDs หรือการรักษาอื่นตามข้อบ่งใช้
ไมเกรน ยาสูตรที่มี Ergotamine ร่วมกับ Caffeine ควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนใช้ ใช้ยารักษาไมเกรนตามแนวทางปัจจุบัน
สมาธิสั้น (ADHD) Methylphenidate, Amphetamine เป็นสารต้องห้ามในช่วงแข่งขัน ปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษาและ TUE
ความดันโลหิตสูง Propranolol ห้ามเฉพาะกีฬาบางประเภท ACE inhibitors, ARBs หรือ Calcium Channel Blockers ตามความเหมาะสม
ต้อหิน Timolol ยาหยอดตา มีผลในกีฬาที่ห้ามใช้ Beta-blockers Prostaglandin analogues หรือยากลุ่มอื่นตามจักษุแพทย์เห็นสมควร
ไอ Opioids บางชนิด บางชนิดเป็นสารต้องห้าม Codeine (ขนาดต่ำ), Dextromethorphan หรือยากลุ่มอื่นตามข้อบ่งใช้และแนวทางการรักษา

ข้อควรจำ ยาชื่อการค้าเดียวกันอาจมีสูตรตำรับหลายแบบ บางสูตรไม่มีสารต้องห้าม แต่บางสูตรมีส่วนผสมที่อาจผิดกฎ WADA ดังนั้นควรตรวจสอบ "ชื่อสามัญของยา" (Generic Name) ทุกครั้ง ไม่ใช่อาศัยชื่อการค้าเพียงอย่างเดียว

2. การขอ Therapeutic Use Exemption (TUE) ต้องขอล่วงหน้าหรือไม่?

TUE คือการอนุญาตให้นักกีฬาใช้สารหรือวิธีการที่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม เพื่อรักษาโรคที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยไม่ถือว่าเป็นการโด๊ป ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ WADA กำหนด

โดยทั่วไป นักกีฬาควรยื่นขอ TUE ล่วงหน้า ก่อนเริ่มใช้สารหรือวิธีการต้องห้ามทุกครั้ง หากสามารถวางแผนการรักษาได้ เช่น การรักษาโรคเรื้อรัง หรือการผ่าตัดที่กำหนดวันล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยเฉียบพลันที่ไม่สามารถรอการอนุมัติได้ เช่น อุบัติเหตุรุนแรง ภาวะแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือโรคที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์ควรให้การรักษาตามมาตรฐานก่อน แล้วจึงดำเนินการยื่นขอ Retroactive TUE หากเข้าเกณฑ์ของ WADA

เอกสารที่ควรเก็บไว้ ได้แก่

  • เวชระเบียน
  • ใบรับรองแพทย์
  • ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือภาพถ่ายทางการแพทย์ (ถ้ามี)
  • ใบสั่งยา
  • เอกสารประกอบการรักษา

ข้อควรจำ การได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ หากสารนั้นอยู่ในบัญชีสารต้องห้าม นักกีฬายังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ WADA และสหพันธ์กีฬาที่ตนสังกัด

3. หากใช้ Glucocorticoids ตอนฝึกซ้อม ต้องหยุดยาก่อนแข่งขันกี่วัน?

Glucocorticoids เป็นยาที่ใช้รักษาโรคได้หลากหลาย เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคข้ออักเสบ โรคผิวหนัง และโรคภูมิคุ้มกันตนเอง แต่การใช้บางรูปแบบ เช่น การรับประทานหรือการฉีดเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นสารต้องห้ามในช่วงการแข่งขัน

ระยะเวลาที่ต้องหยุดยา (Washout Period) ก่อนการแข่งขัน ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกกรณี เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ชนิดของยา
  • ขนาดยาที่ใช้
  • วิธีการให้ยา เช่น รับประทาน ฉีดเข้ากล้าม ฉีดเข้าข้อ หรือฉีดเข้าหลอดเลือด
  • ระยะเวลาที่ใช้ยา
  • การทำงานของตับและไต

WADA จึงเผยแพร่ Washout Guidance สำหรับยาแต่ละชนิดโดยเฉพาะ และอาจมีการปรับปรุงเมื่อมีข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ใหม่ ๆ ดังนั้น แพทย์ผู้รักษาและนักกีฬาควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดทุกครั้ง

หากไม่สามารถหยุดยาได้ทันก่อนการแข่งขัน หรือมีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องใช้ต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ประจำทีมหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อพิจารณาการขอ TUE ก่อนการแข่งขัน

4. หากเกิดอาการหอบหืดกำเริบระหว่างการแข่งขัน ควรทำอย่างไร?

ความปลอดภัยของนักกีฬาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเกิดอาการหอบหืดเฉียบพลันระหว่างการแข่งขัน ควรได้รับการรักษาทันทีตามมาตรฐานทางการแพทย์ ไม่ควรหลีกเลี่ยงการรักษาเพียงเพราะกังวลเรื่องการตรวจสารต้องห้าม

หลังจากอาการคงที่แล้ว นักกีฬาควรดำเนินการดังต่อไปนี้

นักกีฬาที่เป็นโรคหอบหืดควรวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ตั้งแต่ก่อนฤดูกาลแข่งขัน เพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้ดีและลดโอกาสเกิดภาวะฉุกเฉินระหว่างการแข่งขัน

5. กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง CBD และกัญชา ใช้ได้หรือไม่?

ผลิตภัณฑ์ทั้งสี่ชนิดนี้มักถูกเข้าใจสับสนว่าเป็นสารต้องห้ามทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง WADA กำหนดสถานะแตกต่างกัน

  • กาแฟและคาเฟอีน ไม่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม แต่ยังอยู่ในโครงการเฝ้าระวัง (Monitoring Program)
  • เครื่องดื่มชูกำลัง ส่วนใหญ่ใช้ได้ หากไม่มีสารต้องห้ามผสมอยู่ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบส่วนประกอบทุกครั้ง
  • CBD (Cannabidiol) ไม่อยู่ในบัญชีสารต้องห้าม แต่ผลิตภัณฑ์หลายชนิดอาจปนเปื้อน THC
  • กัญชาและสาร THC เป็นสารต้องห้ามในช่วงการแข่งขัน

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ CBD บางยี่ห้ออาจไม่ได้ระบุสาร THC บนฉลาก แต่กลับมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ทำให้นักกีฬาได้รับสารต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจ

ดังนั้น แม้ผลิตภัณฑ์จะระบุว่า "Natural", "Herbal" หรือ "CBD only" ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยสำหรับนักกีฬาเสมอไป

6. การรักษาที่เกี่ยวกับเลือดและเซลล์ ต้องขอ TUE หรือไม่?

การรักษาหลายชนิดในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเลือด เซลล์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือด ซึ่งบางวิธีได้รับอนุญาตให้ใช้ตามปกติ บางวิธีเป็นสารหรือวิธีการต้องห้าม และบางวิธีอาจต้องได้รับการอนุมัติผ่านกระบวนการ Therapeutic Use Exemption (TUE) ก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ วิธีการรักษา และข้อกำหนดของ WADA ในปีนั้น ๆ

ก่อนเข้ารับการรักษา นักกีฬาควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาเสมอว่าตนอยู่ภายใต้กฎ Anti-Doping และควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดของ WADA และสหพันธ์กีฬาที่เกี่ยวข้อง

การรักษา สถานะโดยทั่วไป หมายเหตุ
Blood transfusion (การให้เลือด) เป็นวิธีการต้องห้าม ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และได้รับการอนุมัติ อาจต้องขอ TUE
Autologous blood transfusion (การเก็บและให้เลือดของตนเอง) เป็นวิธีการต้องห้าม ห้ามใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะกีฬา
Platelet-rich Plasma (PRP) โดยทั่วไปสามารถใช้ได้ ใช้รักษาการบาดเจ็บของเอ็นและกล้ามเนื้อได้ตามข้อบ่งชี้
Platelet-derived preparations โดยทั่วไปสามารถใช้ได้ ต้องไม่มีสารต้องห้ามผสมเพิ่มเติม
Plasmapheresis ใช้ได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจต้องพิจารณา TUE เป็นรายกรณี
Hemodialysis ใช้ได้เมื่อจำเป็นทางการแพทย์ ควรเก็บเอกสารการรักษาไว้ครบถ้วน
Stem cell therapy ขึ้นกับชนิดของเซลล์และวิธีการรักษา ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนรักษา
Intravenous laser therapy ควรตรวจสอบเป็นรายกรณี อาจเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านวิธีการรักษาและการให้สารทางหลอดเลือด
Intravenous infusion / intravenous injection มีข้อจำกัดตามปริมาณและข้อบ่งชี้ อาจต้อง TUE หากเกินเกณฑ์ที่ WADA กำหนด

ข้อควรจำ การรักษาเพื่อรักษาโรคที่แท้จริงแตกต่างจากการใช้วิธีเดียวกันเพื่อเพิ่มสมรรถนะกีฬา ดังนั้นการมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และเอกสารประกอบที่ครบถ้วนจึงมีความสำคัญมาก

7. นักกีฬาคนพิการ (Para-athletes) ใช้กฎเดียวกับนักกีฬาทั่วไปหรือไม่?

โดยหลักการแล้ว ใช่ นักกีฬาคนพิการที่อยู่ภายใต้การกำกับขององค์กรกีฬาและระบบ Anti-Doping ใช้บัญชีสารต้องห้าม (Prohibited List) และมาตรฐานของ WADA เช่นเดียวกับนักกีฬาทั่วไป

อย่างไรก็ตาม นักกีฬาคนพิการจำนวนไม่น้อยมีโรคประจำตัวหรือความพิการที่จำเป็นต้องใช้ยาหรือวิธีการรักษาบางอย่างเป็นประจำ เช่น

  • ยารักษาโรคหอบหืด
  • ยาควบคุมการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ยาควบคุมอาการชัก
  • ยารักษาโรคต่อมไร้ท่อ
  • การสวนปัสสาวะหรือการรักษาทางระบบทางเดินปัสสาวะ

ในกรณีที่การรักษาเกี่ยวข้องกับสารหรือวิธีการต้องห้าม นักกีฬาอาจต้องยื่นขอ TUE เช่นเดียวกับนักกีฬาทั่วไป โดยจะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นรายบุคคล

8. ซื้อยาและอาหารเสริมอย่างไรจึงปลอดภัย?

อาหารเสริมเป็นสาเหตุสำคัญของการตรวจพบสารต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจในนักกีฬาทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีสารต้องห้ามปนเปื้อน หรือมีส่วนผสมที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก

เพื่อลดความเสี่ยง ควรปฏิบัติดังนี้

9. หากตรวจพบสารต้องห้าม แต่ไม่ได้ตั้งใจใช้ จะถูกลงโทษหรือไม่?

หลักสำคัญของ WADA คือ Strict Liability หรือ "นักกีฬาต้องรับผิดชอบต่อทุกสารที่เข้าสู่ร่างกายของตนเอง" ไม่ว่าจะได้รับสารนั้นโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น การอ้างว่าไม่ทราบว่ายามีสารต้องห้าม ซื้อยาผิด หรือรับประทานอาหารเสริมที่ปนเปื้อน ไม่ได้ทำให้พ้นจากความรับผิดโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาบทลงโทษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • มีเจตนาใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะหรือไม่
  • มีหลักฐานแสดงที่มาของสารหรือไม่
  • นักกีฬาใช้ความระมัดระวังอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่
  • มีเอกสารทางการแพทย์หรือหลักฐานการรักษาครบถ้วนหรือไม่

การเก็บเวชระเบียน ใบสั่งยา ฉลากยา และใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งเมื่อเข้ารับการรักษา

10. ก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือรับการรักษา นักกีฬาควรทำอะไร?

การป้องกันปัญหาย่อมดีกว่าการแก้ไขภายหลัง นักกีฬาควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือรับการรักษา โดยใช้รายการตรวจสอบต่อไปนี้

สรุป

การป้องกันการกระทำผิดกฎ Anti-Doping ไม่ได้อาศัยเพียงการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นหรือยาเพิ่มสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ยารักษาโรค การรักษาทางการแพทย์ และอาหารเสริมอย่างถูกต้อง นักกีฬา โค้ช แพทย์ และเภสัชกรจึงควรร่วมกันวางแผนการรักษา ตรวจสอบบัญชีสารต้องห้าม และพิจารณาการขอ TUE เมื่อจำเป็น เพื่อให้นักกีฬาได้รับการรักษาที่เหมาะสม ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎของ WADA อย่างครบถ้วน

บทสรุปของบทความชุด "สารต้องห้ามในนักกีฬา"

แม้บัญชีสารต้องห้ามของ WADA จะมีรายละเอียดจำนวนมาก แต่หลักการสำคัญที่สุดมีเพียงไม่กี่ข้อ ได้แก่

การแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าตนเป็นนักกีฬา
การตรวจสอบยาหรืออาหารเสริมก่อนใช้
การเก็บหลักฐานการรักษา และ..
การขอ TUE เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

หากนักกีฬายึดหลักการเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎ Anti-Doping ได้อย่างมาก