ท้องโต (Abdominal distension)

อาการท้องโต หมายถึง ภาวะที่ช่องท้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการมี ลม น้ำ หรือก้อนผิดปกติ ภายในช่องท้อง สิ่งสำคัญคือการแยกสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษาถูกต้อง คนที่รูปร่างผอมมักจะประเมินได้ง่ายกว่าผู้ที่อ้วนลงพุง

ลมในท้อง

ภาวะมีลมในท้องมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรู้สึกได้ก่อนภาวะอื่น ลมอาจอยู่เฉพาะในทางเดินอาหาร ทำให้รู้สึกท้องอืด จุกแน่น หรืออาจเกิดจากลมรั่วออกมานอกทางเดินอาหารหากมีรูทะลุ เช่น แผลในกระเพาะทะลุ หรือไส้ติ่งแตก ซึ่งจะทำให้ ปวดท้องรุนแรง และมีอาการอักเสบร่วมด้วย

โดยทั่วไป ลมจะลอยขึ้นด้านบนของช่องท้อง เมื่ออยู่ในท่ายืนจะรู้สึกแน่นและอยากเรอ ส่วนในท่านอน ลมจะลอยขึ้นบริเวณส่วนบนของช่องท้องเช่นกัน เมื่อตรวจโดยการเคาะหน้าท้องจะได้เสียงโปร่งคล้ายตีกลอง

สาเหตุของการมีลมในทางเดินอาหารมาก ได้แก่ การดื่มน้ำอัดลม เคี้ยวหมากฝรั่ง กินอาหารที่สร้างแก๊ส เช่น ถั่ว ผักสด ผลไม้บางชนิด รวมถึงโรคและภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส โรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน ภาวะลำไส้อุดตัน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

ภาพเอกซเรย์ของผู้ป่วยที่มีลมอยู่ในทางเดินอาหารจะเห็นลมอยู่ภายในกระเพาะและลำไส้ (รูป A) แต่หากมีการทะลุของทางเดินอาหาร เช่น แผลกระเพาะทะลุ ลมหรืออากาศจะออกมาอยู่ในช่องท้องและลอยขึ้นไปใต้กระบังลม (รูป B) ทำให้เห็นขอบกระบังลมชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะทางเดินอาหารทะลุ

น้ำในท้อง

การมีน้ำในช่องท้องเรียกว่า “ท้องมาน” (Ascites) สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคตับแข็ง ภาวะหัวใจวาย ภาวะไตวาย กลุ่มอาการเนโฟรติก โรคตับอ่อนอักเสบ มะเร็งตับ หรือมะเร็งระยะลุกลาม รวมถึงภาวะโปรตีนในเลือดต่ำจากการขาดสารอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการ

ผู้ป่วยท้องมานมักรู้สึก “หนักท้อง” มากกว่า “แน่น” เพราะน้ำในช่องท้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย ผิวหนังหน้าท้องจะค่อย ๆ ยืดออก ท้องในท่ายืนจะพองออกและย้อยลงด้านล่างคล้ายคนอ้วนลงพุง แต่ผนังหน้าท้องมักบางกว่า บางรายเห็นเส้นเลือดขยายและคดเคี้ยวชัดเจน

เมื่อผู้ป่วยนอนหงาย น้ำในช่องท้องจะกระจายออกด้านข้าง ทำให้เคาะท้องแล้วเสียงโปร่งเฉพาะตรงกลาง แต่เมื่อให้นอนตะแคง น้ำจะไหลไปข้างล่าง ทำให้เสียงโปร่งเกิดขึ้นเฉพาะด้านบนของท้องที่สูงกว่า ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของภาวะน้ำในช่องท้อง

น้ำ หนอง หรือเลือดในช่องท้องสามารถตรวจยืนยันได้ด้วยการทำ อัลตราซาวด์ ซึ่งช่วยแยกแยะ ระบุตำแหน่ง และกะปริมาณของของเหลวได้อย่างแม่นยำ

ก้อนในท้อง

ท้องโตจากการมีก้อนเป็นภาวะที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น ผู้ป่วยควรหมั่นตรวจร่างกายตนเองเป็นประจำ หากก้อนอยู่ตื้นมักคลำได้ง่าย แต่ถ้าอยู่ลึกอาจเพียงรู้สึกว่าท้อง “หนักไม่สมดุล” ข้างที่มีก้อนจะหนักมากกว่า และเมื่อก้อนโตขึ้นอาจรู้สึกตึงหรือปวดร่วมกับอาการของอวัยวะนั้น ๆ เช่น คลื่นไส้ แน่นท้อง หรือปัสสาวะผิดปกติ หากก้อนเต้นตามชีพจรได้ อาจเป็นก้อนของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง (Aortic aneurysm)

ตัวอย่างสาเหตุของก้อนในท้องตามช่วงอายุ ได้แก่

แรกเกิด - 1 เดือน

  • ไตบวมน้ำ
  • ถุงน้ำที่ไต
  • เส้นเลือดดำที่ไตอุดตัน
  • เนื้องอกที่ไตหรือที่ตับ
  • ลำไส้บิดเกลียว
  • ถุงน้ำหรือเนื้องอกที่รังไข่

1 เดือน - 4 ปี

  • ไตบวมน้ำ
  • ถุงน้ำที่ไต รังไข่ ท่อน้ำดี หรือม้าม
  • เนื้องอกที่ไต ตับ หรือรังไข่
  • ปลายกระเพาะอุดตัน
  • ลำไส้กลืนกัน หรือบิดเกลียว
  • เนื้องอกซาร์โคมา
  • อุจจาระค้างในลำไส้ใหญ่ (ท้องผูก)

อายุ 5-15 ปี

  • เนื้องอกของไต ตับ รังไข่, Neuroblastoma, Lymphoma, Rhabdomyosarcoma, Teratoma, Carcinoid tumor
  • ไตบวมน้ำ
  • ตับโตหรือม้ามโต
  • ฝีที่ตับ
  • ถุงน้ำที่ตับอ่อน รังไข่ ท่อน้ำดี หรือม้าม
  • ฝีไส้ติ่งอักเสบ
  • ตั้งครรภ์
  • อุจจาระค้างในลำไส้ใหญ่

อายุ 15 ปีขึ้นไป

  • ตับโตหรือม้ามโต
  • ตั้งครรภ์
  • เนื้องอกที่ตับ ตับอ่อน ลำไส้ มดลูก รังไข่ หรือไต
  • ฝีที่ตับ
  • ถุงน้ำที่ตับอ่อน ไต หรือรังไข่
  • หลอดเลือดแดงเอออร์ตาโป่งพอง
  • ฝีไส้ติ่งอักเสบ
  • อุจจาระค้างในลำไส้ใหญ่
  • ลำไส้อุดตันหรือลำไส้บิดเกลียว

การตรวจ อัลตราซาวด์ เป็นวิธีหลักที่ช่วยแยกชนิดของก้อนว่าเป็นเนื้อแข็ง ถุงน้ำ หรือฝีได้อย่างชัดเจน ในกรณีที่ก้อนมีขนาดเล็กหรืออยู่ลึกมาก อาจต้องตรวจด้วย ซีทีสแกน (CT) หรือ เอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อให้ได้รายละเอียดที่แม่นยำยิ่งขึ้น

สรุป

อาการท้องโตเป็นเพียงอาการแสดง ไม่ใช่โรคโดยตรง สาเหตุอาจมาจากลม น้ำ หรือก้อนภายในช่องท้อง การสังเกตลักษณะของการโตของท้องร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดท้อง แน่น อึดอัด หรือคลำพบก้อน จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ใกล้เคียงยิ่งขึ้น การตรวจทางรังสี เช่น อัลตราซาวด์ ซีที หรือเอกซเรย์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันสาเหตุของท้องโต และช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด