ใบหน้าเป็นส่วนที่ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญมากมาย เช่น ตา หู จมูก ไซนัส ฟัน และต่อมน้ำลาย ซึ่งล้วนมีความซับซ้อนทางโครงสร้างและระบบประสาท อาการปวดที่ใบหน้าจึงอาจเกิดได้จากความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้ หรือจากระบบประสาทโดยตรงก็ได้ พยาธิสภาพส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง บทความนี้จะอธิบายลักษณะของโรคต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดที่ใบหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประเมินเบื้องต้นและไปพบแพทย์ได้อย่างเหมาะสม
- โรคงูสวัด
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella zoster ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังหายจากอีสุกอีใส เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ในเนื้อเยื่อประสาทใต้ผิวหนัง และอาจกลับมาแสดงอาการเมื่อร่างกายอ่อนแอ เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนไม่พอ เครียด หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เมื่อเชื้อกลับมาก่อโรค จะทำให้เส้นประสาทอักเสบและเกิดตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท
ก่อนเกิดตุ่มประมาณ 1–2 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณใบหน้า จากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามแนวเส้นประสาทที่อักเสบ ช่วงนี้จะปวดมากที่สุด ประมาณวันที่ 7 ตุ่มจะแห้งและตกสะเก็ด อาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลา แต่ในผู้สูงอายุประมาณ 40% อาจมีอาการปวดต่อเนื่องแม้แผลหายแล้ว การใช้ยาต้านไวรัสภายใน 3 วันแรกที่เริ่มมีตุ่มจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะปวดเรื้อรังได้ สำหรับผู้ที่ยังมีอาการปวดหลังแผลหาย ยากลุ่ม Tricyclic antidepressants และ gabapentin (Neurontin) จะช่วยบรรเทาอาการได้
โรคนี้ควรปรึกษาแพทย์แผนกอายุรกรรม
- โรคไซนัสอักเสบ
ผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกเขียวข้น จาม เสียงพูดอู้อี้ไม่กังวาน มีกลิ่นปาก และปวดบริเวณใบหน้าตรงกับตำแหน่งโพรงไซนัสที่อักเสบ เช่น ข้างจมูก หน้าผาก หรือแก้มข้างใดข้างหนึ่ง หากเป็นเรื้อรังมักไม่ค่อยมีไข้แต่จะปวดตื้อ ๆ เรื้อรัง
โรคนี้ควรปรึกษาแพทย์แผนกหู คอ จมูก (ENT)
- โรคข้อขากรรไกรเสื่อม (Temporomandibular joint disorder, TMD)
มักพบในวัย 20–40 ปี โดยเฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณข้อขากรรไกรที่อยู่หน้าหู อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง รู้สึกเมื่อยหรือปวดตลอดเวลา มีเสียง “คลิก” หรือ “กรอบแกรบ” ขณะเคี้ยว อ้าปากแล้วหุบไม่ลงล็อก ต้องขยับอีกเล็กน้อยจึงจะเข้าที่ บางครั้งอาจมีการบวมของข้อร่วมด้วย
ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา
- โรคที่ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลายมี 3 คู่ ได้แก่ ต่อมพาโรติด (ข้างหู), ซับแมนดิบูลาร์ (ใต้ขากรรไกร), และซับลิงกัว (ใต้ลิ้น) โรคของต่อมน้ำลายอาจเกิดจากนิ่วอุดท่อน้ำลาย การติดเชื้อ หรือเนื้องอกของต่อม
กรณีนิ่วอุดท่อน้ำลาย จะมีอาการปวดเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะก่อนเริ่มรับประทานอาหาร เพราะน้ำลายที่สร้างขึ้นไม่สามารถไหลออกได้ พอทานไปสักพักนิ่วอาจหลุดออก อาการปวดจะหาย แต่บางรายอาจเป็นซ้ำ ควรให้ทันตแพทย์หรือศัลยแพทย์ช่องปากเอานิ่วออก
กรณีติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย จะมีอาการบวม ปวด และมีไข้ หากไม่ใช่โรคคางทูมหรือไวรัส ควรเอกซเรย์ดูว่ามีนิ่วหรือไม่ เพราะนิ่วเป็นสาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด
กรณีเนื้องอกของต่อมน้ำลาย ส่วนใหญ่พบที่ต่อมพาโรติด มักเป็นเนื้องอกไม่ร้าย ผู้ป่วยจะคลำได้ก้อนแข็ง ๆ โดยไม่เจ็บ แต่ถ้ามีอาการปวดหรือชาร่วมด้วย อาจเป็นเนื้องอกร้ายที่ลามไปยังเส้นประสาท ควรพบศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกรโดยเร็ว
- โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal neuralgia)
เป็นโรคปวดที่พบบ่อยในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มีอาการปวดเฉียบพลันบริเวณใบหน้าด้านใดด้านหนึ่ง รู้สึกเหมือนไฟช็อต ปวดรุนแรงเป็นช่วงสั้น ๆ แต่เกิดซ้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน บางรายมี “จุดกระตุ้น” ที่เมื่อสัมผัสเบา ๆ จะทำให้เกิดอาการปวด เช่น การล้างหน้า แปรงฟัน หรือโกนหนวด
สาเหตุอาจเกิดจากเส้นเลือดหรือเนื้องอกกดทับเส้นประสาท Trigeminal หรือจากโรคอักเสบของปลายประสาท เช่น Multiple sclerosis, Sarcoidosis หรือโรคไลม์ การตรวจวินิจฉัยต้องใช้ MRI หรือ angiogram MRI หากพบว่ามีการกดทับมักตอบสนองดีต่อการผ่าตัด ส่วนผู้ที่ไม่ทราบสาเหตุหรือไม่ได้เกิดจากการกดทับมักรักษาด้วยยา ซึ่งผลอาจไม่ดีนัก
- โรคปวดเส้นประสาทสมองคู่ที่ IX (Glossopharyngeal neuralgia)
ลักษณะอาการคล้าย Trigeminal neuralgia แต่จะปวดบริเวณหูและลิ้นส่วนหลัง บางรายอาจมีอาการเป็นลมร่วมด้วย เนื่องจากเส้นประสาท Vagus ที่อยู่ใกล้กันอาจได้รับผลกระทบ การตรวจและการรักษาเหมือนกับ Trigeminal neuralgia
- โรค Giant cell arteritis
เกิดจากการอักเสบของเส้นเลือด temporal artery บริเวณขมับ อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มีอาการปวดหนังศีรษะ เจ็บขมับ แตะไม่ได้ หวีผมไม่ได้ ร่วมกับไข้ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยง่าย เห็นภาพผิดปกติ และปวดขากรรไกรเวลาเคี้ยวอาหาร มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง
โรคนี้ควรรักษาโดยเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้เส้นประสาทตาขาดเลือดและตาบอดได้
- ปวดเส้นประสาทหลังได้รับบาดเจ็บ (Post traumatic trigeminal pain)
เกิดจากการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุหรือการผ่าตัดทางทันตกรรม อาการปวดสามารถบรรเทาได้ด้วยยา แต่โดยทั่วไปจะไม่หายขาด
- ปวดเส้นประสาทหลังก้านสมองขาดเลือด (Post stroke pain)
ก้านสมองเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้า ภายหลังจากสมองขาดเลือดและฟื้นตัว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไวต่อความรู้สึก หรือปวดบริเวณที่เคยมีการบาดเจ็บของเซลล์ประสาท
- ภาวะ Anesthesia dolorosa
เป็นภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดรักษาโรค Trigeminal neuralgia โดยเฉพาะในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา อาการจะเปลี่ยนจากปวดเป็นพัก ๆ มาเป็นปวดต่อเนื่องตลอดเวลา และเมื่อสัมผัสบริเวณนั้นจะไม่รู้สึกเลย (ชา) พบได้น้อยมาก ประมาณ 1–4% ของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ภาวะนี้มักไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
สาเหตุที่กล่าวในข้อ 5–10 มักต้องรักษาโดยแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท ส่วนสาเหตุอื่น ๆ มักเป็นอาการปวดจากโรคอื่น เช่น ไมเกรน ปวดคลัสเตอร์ ปวดตาจากต้อหิน หรือปวดฟันที่ร้าวไปถึงใบหน้า ซึ่งผู้ป่วยมักทราบตำแหน่งปวดหลักของตนเองอยู่แล้ว
อาการปวดที่ใบหน้าเป็นอาการที่มีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่โรคติดเชื้อทั่วไป เช่น งูสวัดและไซนัสอักเสบ ไปจนถึงโรคของระบบประสาทที่ซับซ้อน เช่น Trigeminal neuralgia หรือภาวะหลังโรคหลอดเลือดสมอง การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และบางครั้งต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยภาพถ่าย MRI เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริง การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วช่วยลดความทุกข์ทรมานและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การมองเห็นผิดปกติ หรืออาการปวดเรื้อรังได้ ดังนั้น หากมีอาการปวดที่ใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการปวดร่วมกับชา ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยโดยผู้เชี่ยวชาญ