ปวดที่ใบหน้า (Facial pain)

ใบหน้าเป็นส่วนที่ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญมากมาย เช่น ตา หู จมูก ไซนัส ฟัน และต่อมน้ำลาย ซึ่งล้วนมีความซับซ้อนทางโครงสร้างและระบบประสาท อาการปวดที่ใบหน้าจึงอาจเกิดได้จากความผิดปกติของอวัยวะเหล่านี้ หรือจากระบบประสาทโดยตรงก็ได้ พยาธิสภาพส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง บทความนี้จะอธิบายลักษณะของโรคต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดที่ใบหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประเมินเบื้องต้นและไปพบแพทย์ได้อย่างเหมาะสม

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดที่ใบหน้า

  1. โรคงูสวัด
  2. เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella zoster ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังหายจากอีสุกอีใส เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ในเนื้อเยื่อประสาทใต้ผิวหนัง และอาจกลับมาแสดงอาการเมื่อร่างกายอ่อนแอ เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนไม่พอ เครียด หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เมื่อเชื้อกลับมาก่อโรค จะทำให้เส้นประสาทอักเสบและเกิดตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท

    ก่อนเกิดตุ่มประมาณ 1–2 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณใบหน้า จากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามแนวเส้นประสาทที่อักเสบ ช่วงนี้จะปวดมากที่สุด ประมาณวันที่ 7 ตุ่มจะแห้งและตกสะเก็ด อาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลา แต่ในผู้สูงอายุประมาณ 40% อาจมีอาการปวดต่อเนื่องแม้แผลหายแล้ว การใช้ยาต้านไวรัสภายใน 3 วันแรกที่เริ่มมีตุ่มจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะปวดเรื้อรังได้ สำหรับผู้ที่ยังมีอาการปวดหลังแผลหาย ยากลุ่ม Tricyclic antidepressants และ gabapentin (Neurontin) จะช่วยบรรเทาอาการได้

    โรคนี้ควรปรึกษาแพทย์แผนกอายุรกรรม

  3. โรคไซนัสอักเสบ
  4. ผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกเขียวข้น จาม เสียงพูดอู้อี้ไม่กังวาน มีกลิ่นปาก และปวดบริเวณใบหน้าตรงกับตำแหน่งโพรงไซนัสที่อักเสบ เช่น ข้างจมูก หน้าผาก หรือแก้มข้างใดข้างหนึ่ง หากเป็นเรื้อรังมักไม่ค่อยมีไข้แต่จะปวดตื้อ ๆ เรื้อรัง

    โรคนี้ควรปรึกษาแพทย์แผนกหู คอ จมูก (ENT)

  5. โรคข้อขากรรไกรเสื่อม (Temporomandibular joint disorder, TMD)
  6. มักพบในวัย 20–40 ปี โดยเฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณข้อขากรรไกรที่อยู่หน้าหู อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง รู้สึกเมื่อยหรือปวดตลอดเวลา มีเสียง “คลิก” หรือ “กรอบแกรบ” ขณะเคี้ยว อ้าปากแล้วหุบไม่ลงล็อก ต้องขยับอีกเล็กน้อยจึงจะเข้าที่ บางครั้งอาจมีการบวมของข้อร่วมด้วย

    ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา

  7. โรคที่ต่อมน้ำลาย
  8. ต่อมน้ำลายมี 3 คู่ ได้แก่ ต่อมพาโรติด (ข้างหู), ซับแมนดิบูลาร์ (ใต้ขากรรไกร), และซับลิงกัว (ใต้ลิ้น) โรคของต่อมน้ำลายอาจเกิดจากนิ่วอุดท่อน้ำลาย การติดเชื้อ หรือเนื้องอกของต่อม

    กรณีนิ่วอุดท่อน้ำลาย จะมีอาการปวดเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะก่อนเริ่มรับประทานอาหาร เพราะน้ำลายที่สร้างขึ้นไม่สามารถไหลออกได้ พอทานไปสักพักนิ่วอาจหลุดออก อาการปวดจะหาย แต่บางรายอาจเป็นซ้ำ ควรให้ทันตแพทย์หรือศัลยแพทย์ช่องปากเอานิ่วออก

    กรณีติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย จะมีอาการบวม ปวด และมีไข้ หากไม่ใช่โรคคางทูมหรือไวรัส ควรเอกซเรย์ดูว่ามีนิ่วหรือไม่ เพราะนิ่วเป็นสาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด

    กรณีเนื้องอกของต่อมน้ำลาย ส่วนใหญ่พบที่ต่อมพาโรติด มักเป็นเนื้องอกไม่ร้าย ผู้ป่วยจะคลำได้ก้อนแข็ง ๆ โดยไม่เจ็บ แต่ถ้ามีอาการปวดหรือชาร่วมด้วย อาจเป็นเนื้องอกร้ายที่ลามไปยังเส้นประสาท ควรพบศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกรโดยเร็ว

  9. โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal neuralgia)
  10. เป็นโรคปวดที่พบบ่อยในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มีอาการปวดเฉียบพลันบริเวณใบหน้าด้านใดด้านหนึ่ง รู้สึกเหมือนไฟช็อต ปวดรุนแรงเป็นช่วงสั้น ๆ แต่เกิดซ้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน บางรายมี “จุดกระตุ้น” ที่เมื่อสัมผัสเบา ๆ จะทำให้เกิดอาการปวด เช่น การล้างหน้า แปรงฟัน หรือโกนหนวด

    สาเหตุอาจเกิดจากเส้นเลือดหรือเนื้องอกกดทับเส้นประสาท Trigeminal หรือจากโรคอักเสบของปลายประสาท เช่น Multiple sclerosis, Sarcoidosis หรือโรคไลม์ การตรวจวินิจฉัยต้องใช้ MRI หรือ angiogram MRI หากพบว่ามีการกดทับมักตอบสนองดีต่อการผ่าตัด ส่วนผู้ที่ไม่ทราบสาเหตุหรือไม่ได้เกิดจากการกดทับมักรักษาด้วยยา ซึ่งผลอาจไม่ดีนัก

  11. โรคปวดเส้นประสาทสมองคู่ที่ IX (Glossopharyngeal neuralgia)
  12. ลักษณะอาการคล้าย Trigeminal neuralgia แต่จะปวดบริเวณหูและลิ้นส่วนหลัง บางรายอาจมีอาการเป็นลมร่วมด้วย เนื่องจากเส้นประสาท Vagus ที่อยู่ใกล้กันอาจได้รับผลกระทบ การตรวจและการรักษาเหมือนกับ Trigeminal neuralgia

  13. โรค Giant cell arteritis
  14. เกิดจากการอักเสบของเส้นเลือด temporal artery บริเวณขมับ อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มีอาการปวดหนังศีรษะ เจ็บขมับ แตะไม่ได้ หวีผมไม่ได้ ร่วมกับไข้ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยง่าย เห็นภาพผิดปกติ และปวดขากรรไกรเวลาเคี้ยวอาหาร มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง

    โรคนี้ควรรักษาโดยเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้เส้นประสาทตาขาดเลือดและตาบอดได้

  15. ปวดเส้นประสาทหลังได้รับบาดเจ็บ (Post traumatic trigeminal pain)
  16. เกิดจากการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุหรือการผ่าตัดทางทันตกรรม อาการปวดสามารถบรรเทาได้ด้วยยา แต่โดยทั่วไปจะไม่หายขาด

  17. ปวดเส้นประสาทหลังก้านสมองขาดเลือด (Post stroke pain)
  18. ก้านสมองเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้า ภายหลังจากสมองขาดเลือดและฟื้นตัว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไวต่อความรู้สึก หรือปวดบริเวณที่เคยมีการบาดเจ็บของเซลล์ประสาท

  19. ภาวะ Anesthesia dolorosa
  20. เป็นภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดรักษาโรค Trigeminal neuralgia โดยเฉพาะในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา อาการจะเปลี่ยนจากปวดเป็นพัก ๆ มาเป็นปวดต่อเนื่องตลอดเวลา และเมื่อสัมผัสบริเวณนั้นจะไม่รู้สึกเลย (ชา) พบได้น้อยมาก ประมาณ 1–4% ของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ภาวะนี้มักไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา

สาเหตุที่กล่าวในข้อ 5–10 มักต้องรักษาโดยแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท ส่วนสาเหตุอื่น ๆ มักเป็นอาการปวดจากโรคอื่น เช่น ไมเกรน ปวดคลัสเตอร์ ปวดตาจากต้อหิน หรือปวดฟันที่ร้าวไปถึงใบหน้า ซึ่งผู้ป่วยมักทราบตำแหน่งปวดหลักของตนเองอยู่แล้ว

สรุป

อาการปวดที่ใบหน้าเป็นอาการที่มีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่โรคติดเชื้อทั่วไป เช่น งูสวัดและไซนัสอักเสบ ไปจนถึงโรคของระบบประสาทที่ซับซ้อน เช่น Trigeminal neuralgia หรือภาวะหลังโรคหลอดเลือดสมอง การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และบางครั้งต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยภาพถ่าย MRI เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริง การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วช่วยลดความทุกข์ทรมานและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การมองเห็นผิดปกติ หรืออาการปวดเรื้อรังได้ ดังนั้น หากมีอาการปวดที่ใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการปวดร่วมกับชา ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยโดยผู้เชี่ยวชาญ