ปวดข้อศอก (Elbow pain)

ข้อศอกเป็นข้อต่อที่สำคัญของแขน ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกต้นแขน (Humerus) กระดูกเรเดียส (Radius) ที่อยู่ด้านนิ้วโป้ง และ กระดูกอัลนา (Ulna) ที่อยู่ด้านนิ้วก้อย ทั้งสามชิ้นเชื่อมต่อกันเป็นข้อพับที่สามารถงอ เหยียด คว่ำ และหงายมือได้อย่างอิสระ กระดูกเหล่านี้ถูกยึดไว้ด้วยเส้นเอ็นและหุ้มด้วยกล้ามเนื้อขนาดเล็กหลายมัด เพื่อช่วยให้ข้อศอกมั่นคงและเคลื่อนไหวได้ดี

อย่างไรก็ตาม ข้อศอกก็เป็นข้อที่บาดเจ็บได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้แขนซ้ำ ๆ หรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงแขน เช่น เทนนิส กอล์ฟ หรือแบดมินตัน

สาเหตุหลักของอาการปวดข้อศอก ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็น ถุงน้ำอักเสบ กระดูกหัก ข้อหลุด ข้ออักเสบ การติดเชื้อภายในข้อ และโรคจากการขาดเลือดของกระดูกอ่อน

เส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis)

เส้นเอ็นรอบข้อศอกอาจอักเสบจากการใช้งานหนักหรือซ้ำ ๆ โดยเฉพาะจุดเกาะของกล้ามเนื้อ 2 บริเวณหลัก

  1. เส้นเอ็นที่เกาะกับ Lateral epicondyle อยู่บริเวณด้านนอกของข้อศอก ใช้ในการเหยียดแขน มักพบในนักกีฬาเทนนิส จึงเรียกว่า Tennis elbow หรือ Lateral epicondylitis
  2. อาการคือปวด บวม และร้อนเฉพาะจุด กำแร็กเก็ตหรือสิ่งของได้ไม่แน่น หากพักการใช้งานประมาณ 3 สัปดาห์มักหายเอง แต่ถ้าเรื้อรังอาจทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้

  3. เส้นเอ็นที่เกาะกับ Medial epicondyle เป็นบริเวณด้านในของข้อศอก ใช้ในการงอแขน มักพบในนักกีฬากอล์ฟ จึงเรียกว่า Golfer’s elbow หรือ Medial epicondylitis
  4. อาการจะคล้ายกับ Tennis elbow คือปวดบวมร้อนเฉพาะจุด กำวัตถุได้ไม่แน่น อาจมีอาการชาลงมาที่ปลายนิ้วก้อย-นาง-กลางได้ เพราะมีเส้นประสาทอัลนาผ่านบริเวณนี้ การรักษาหลักคือการพักและหลีกเลี่ยงการใช้งานซ้ำ

ถุงน้ำอักเสบ (Olecranon bursitis)

ถุงน้ำที่ข้อศอกจะอยู่หลังศอกพอดี เมื่ออักเสบจะบวม ปูด แดง และกดเจ็บ แต่ยังสามารถพับแขนได้ตามปกติ สาเหตุได้แก่การกระแทกซ้ำ การติดเชื้อ หรือโรคข้อ เช่น รูมาตอยด์และเกาต์ที่ลามถึงข้อศอก

แพทย์อาจต้องดูดน้ำในถุงมาตรวจเพื่อหาสาเหตุ หากไม่ติดเชื้อ ให้พักแขน ประคบเย็น และรับประทานยาแก้อักเสบ แต่ถ้าติดเชื้อจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย


อุปกรณ์บรรเทาอาการเส้นเอ็นอักเสบหรือถุงน้ำอักเสบมีหลายแบบ เช่น สายรัดศอกที่มีฟองน้ำหรือแผ่นเจลกันกระแทก (รูปคู่ด้านซ้าย) และผ้าพันศอกเฉพาะจุด (รูปด้านขวา) บางรุ่นมีแถบแม่เหล็กเพื่อช่วยลดการอักเสบเพิ่มเติม


กระดูกหัก (Fracture)

กระดูกข้อศอกหักมักเกิดจากการล้มโดยเอามือยันพื้น หรือล้มโดยเอาศอกลง การหักมีหลายลักษณะ อาจเป็นการหักภายในข้อหรือหักนอกข้อแต่มีผลกับข้อ อาจเป็นการหักที่กระดูกสองชิ้นยังไม่เคลื่อนออกจากกันหรือหักแล้วแยกจากกันโดยสิ้นเชิง และอาจเป็นการหักของกระดูกหลายชิ้นหรือหักชิ้นเดียวแต่แตกเป็นเสี่ยง ๆ

อาการคือปวดรุนแรง บวม เคลื่อนไหวไม่ได้ บางครั้งได้ยินเสียงปลายกระดูกเสียดสีกัน หรือเห็นปลายกระดูกทิ่มออกนอกร่างกาย หากกระดูกเคลื่อนอาจเห็นข้อศอกผิดรูป และอาจมีอาการชาที่แขนหากเส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน

เอกซเรย์ช่วยยืนยันตำแหน่งและลักษณะของการหัก รวมถึงหาสาเหตุพื้นฐาน เช่น เนื้องอก การปฐมพยาบาลให้ดามด้วยของแข็ง พันด้วยผ้า และหากมีเลือดออกให้กดตรงบาดแผล หากไม่มีแผลให้ประคบเย็นก่อนส่งโรงพยาบาล

ข้อหลุด (Dislocation)

ข้อศอกเป็นข้อที่หลุดได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ส่วนในผู้ใหญ่พบรองจากข้อไหล่ ข้อศอกหลุดที่พบบ่อยมี 2 แบบ

  1. ข้อพับศอกหลุด (Elbow dislocation)
  2. ร้อยละ 90 เกิดจากการล้มแล้วเอามือยันพื้นในท่าแขนเหยียด ทำให้กระดูกอัลนาเคลื่อนไปด้านหลัง ปลายแขนสั้นลงและอยู่ในท่างอ โดยมีเงี่ยง olecranon ปูดออกไปทางหลังศอก ทำให้เส้นเลือดและเส้นประสาทที่พาดผ่านหลังศอกถูกยืดออก ถ้าเป็นไม่นาน แพทย์ช่วยดึงให้ข้อกลับเข้าที่ก็ยังใช้การต่อได้ แต่ต้องเอกซเรย์ดูอีกครั้งว่ามีเศษกระดูกอ่อนหักค้างอยู่ในข้อหรือไม่

    อีกร้อยละ 10 เป็นการหลุดไปข้างหน้า หรือด้านข้าง ซึ่งเกิดจากแรงกระแทกที่ศอกในทิศทางต่าง ๆ กัน และส่วนใหญ่มักมีกระดูกหักร่วมด้วย

  3. ข้อเรเดียสหลุดบางส่วน (Radial head subluxation)
  4. มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ อาจเกิดจากความผิดปกติโดยกำเนิด (ซึ่งมักมีความผิดปกติของกระดูกแขนอย่างอื่นร่วมด้วย) หรือถูกดึงแขนแรงขณะเด็กเหยียดแขนและคว่ำมือ (ดังรูป) ผู้ปกครองที่จูงมือเด็กจึงไม่ควรใช้พละกำลังดึงเวลาที่เด็กยังไม่ต้องการเดิน

    เมื่อหัวกระดูกเรเดียสหลุด เด็กจะร้องไห้เพราะปวดที่ข้อศอกมาก และจะจับศอกไว้ในลักษณะคว่ำมือข้างที่ปวดนั้น การวินิจฉัยต้องดูที่แนว Radiocapitellar line ในเอกซเรย์

    หากไม่มีการหักของกระดูกอ่อน แพทย์สามารถจัดข้อให้เข้าที่ได้ทันที และเด็กจะกลับมาใช้แขนได้ในไม่กี่ชั่วโมง

ข้ออักเสบ (Arthritis)

ข้อศอกอาจอักเสบจากโรคข้อเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ สะเก็ดเงิน หรือไรเตอร์ซินโดรม แม้ข้อศอกจะไม่ใช่ตำแหน่งหลักของโรคเหล่านี้ แต่สามารถมีอาการร่วมได้

ข้อติดเชื้อ (Septic arthritis)

ข้อศอกติดเชื้อพบได้น้อย มักเป็นในคนที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิอย่างต่อเนื่อง การติดเชื้ออาจมาจากบาดแผลหรือการแพร่เชื้อจากอวัยวะอื่น

อาการคือ มีไข้ หนาวสั่น ข้อศอกบวม ร้อน และเคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนปกติ การวินิจฉัยต้องเจาะน้ำไขข้อเพื่อตรวจและเพาะเชื้อ

โรคกระดูกอ่อนขาดเลือด (Osteochondritis dissecans: OCD)

เกิดจากการขาดเลือดของกระดูกใต้ผิวข้อ ทำให้กระดูกอ่อนที่คลุมอยู่สึก แตก และหลุดลอยอยู่ในข้อ ทำให้ข้อติดเวลาขยับในบางครั้ง การติดขัดของข้อจะเป็นทันทีและเกิดซ้ำ ๆ พร้อมกับการเจ็บปวดแบบเสียดแทง และมีข้อบวม (มีน้ำในข้อตามมา) ภาพรังสีจะเห็นรอยแหว่งชัดเจนที่พื้นผิวข้อและชิ้นกระดูกลอยอยู่ในข้อ

สาเหตุของการขาดเลือดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่โรคนี้มักพบในเด็กวัยรุ่นเพศชายที่เล่นกีฬาหนัก ข้อที่พบบ่อยตามลำดับคือข้อเข่า ข้อเท้า และข้อศอก หากพักและเข้าเฝือก ข้อศอกมักฟื้นตัวภายใน 2–4 เดือน แต่ถ้ามีชิ้นส่วนกระดูกขนาดใหญ่หรือหลุดซ้ำบ่อย แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัด

สรุป

อาการปวดข้อศอกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานมากเกินไปจนถึงอุบัติเหตุหรือโรคภายในข้อ การสังเกตลักษณะอาการ เช่น ปวดเฉพาะจุด บวม ร้อน เคลื่อนไหวไม่ได้ หรือชาลงแขน เป็นข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัย การพักแขน หลีกเลี่ยงการใช้งานซ้ำ และการประคบเย็นสามารถช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการบาดเจ็บซ้ำ