ปวดข้อเท้าและเท้า (Foot pain)

ข้อเท้าเกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) กระดูกน่อง (Fibula) และกระดูกทาลัส (Talus) ซึ่งวางอยู่บนกระดูกส้นเท้า (Calcaneus) ส่วนเท้าประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น และกระดูกฝ่าเท้าอีก 5 ชิ้น ที่เรียงตัวกันเป็นแนวโค้ง เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักได้หลายเท่าของน้ำหนักตัวและกระจายน้ำหนักให้สมดุล โดยในท่ายืน น้ำหนักร่างกายประมาณ 50% จะลงที่ส้นเท้า และอีก 50% จะกระจายไปยังโคนนิ้วเท้าทั้งห้า

เมื่อเดินหรือวิ่ง น้ำหนักจะลงที่ส้นเท้าก่อน แล้วจึงถ่ายไปยังฝ่าเท้าและปลายนิ้วเท้าอย่างรวดเร็ว โครงสร้างกระดูกเท้าที่ซับซ้อนนี้ช่วยให้มนุษย์สามารถทรงตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะกระโดด ปีนป่าย หรือเขย่ง เท้าของเราถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างทางกายวิภาคที่ซับซ้อนและชาญฉลาดที่สุดในร่างกายมนุษย์

สาเหตุของอาการปวดข้อเท้า

โรคข้ออักเสบทุกชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ที่ข้อเท้า โดยที่พบบ่อยคือโรคเกาต์ โรคข้อเสื่อม และโรค Reactive arthritis อย่างไรก็ตาม หน้านี้จะกล่าวถึง “การบาดเจ็บที่ข้อเท้า” ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน

  1. ข้อเท้าแพลง คือการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของเส้นเอ็นรอบข้อเท้า มักเกิดจากการพลิกข้อเท้าเข้าใน พบได้บ่อยที่สุดบริเวณใต้ตาตุ่มด้านนอก อาการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
    • ระดับ 1 (เอ็นฉีกเล็กน้อย) มีอาการบวมและปวดเพียงเล็กน้อย ยังพอเดินได้ ให้ประคบเย็นบ่อย ๆ ในช่วง 2–3 วันแรก จากนั้นค่อยเริ่มเดินเบา ๆ มักหายภายใน 1–2 สัปดาห์
    • ระดับ 2 (เอ็นขาดบางส่วน) ข้อเท้าบวมมาก ปวดเวลาลงน้ำหนัก มีรอยช้ำ และเคลื่อนไหวได้น้อยลง ควรพักเท้า ประคบเย็น พันผ้ายืด ยกขาสูง แพทย์อาจให้ใส่เฝือกลมหรือเฝือกอ่อนชั่วคราว ใช้เวลารักษาประมาณ 4–8 สัปดาห์
    • ระดับ 3 (เอ็นขาดทั้งหมด) ข้อเท้าบวมมาก ปวดมาก และรู้สึกไม่มั่นคงเวลาเดิน ต้องใส่เฝือกแข็งเพื่อพักการใช้เท้าอย่างน้อย 2–3 สัปดาห์ เมื่ออาการปวดดีขึ้นจึงค่อยฝึกเดินโดยใส่เฝือกลมต่อ ใช้เวลารักษาโดยรวมประมาณ 3–4 เดือน บางรายที่เอ็นหลวมมากอาจต้องผ่าตัดซ่อมเอ็น

  2. กระดูกข้อเท้าหัก ส่วนใหญ่เป็นการหักของปลายกระดูกน่อง (Fibula) หรือกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) อาการคล้ายข้อเท้าแพลงระดับรุนแรง คือลงน้ำหนักไม่ได้ และบวมมาก หากไม่มีเอกซเรย์จะวินิจฉัยได้ยาก เว้นแต่กระดูกที่หักจะทะลุผิวหนังออกมา
  3. ถ้ากระดูกไม่เคลื่อนหรือเคลื่อนน้อยกว่า 2 มม. มักรักษาด้วยเฝือกชนิด short leg cast ประมาณ 8–12 สัปดาห์ แต่หากกระดูกเคลื่อนเกิน 2 มม. ควรผ่าตัดดามกระดูก

  4. เอ็นร้อยหวายอักเสบ เอ็นร้อยหวายเป็นเส้นเอ็นหนาที่เชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อน่องกับกระดูกส้นเท้า สามารถคลำได้เป็นลำที่หลังข้อเท้า เส้นเอ็นนี้อาจเกิดการอักเสบจากการวิ่งหรือใช้เท้ามาก ซึ่งมักเป็นในคนหนุ่ม กรณีนี้จะเกิดอาการปวดและบวมที่เอ็นส่วนบน ในคนสูงอายุก็อาจเกิดจากการที่มีหินปูนเกาะอยู่ที่กระดูกส้นเท้าทำให้เอ็นถูกับหินปูนเวลาเดิน นานเข้าก็เกิดการอักเสบ กรณีนี้จะเกิดอาการปวดและบวมที่เอ็นส่วนล่าง
  5. การรักษาให้พักการใช้งานเท้า ใช้ยาแก้อักเสบ และทำกายภาพบำบัดประมาณ 3–6 เดือน หากไม่ดีขึ้นอาจต้องผ่าตัดซ่อมหรือเลาะหินปูนออก

  6. เอ็นร้อยหวายฉีกขาด มักได้ยินเสียง “ป๊อบ” ขณะเกิดเหตุและเจ็บรุนแรงทันทีที่หลังข้อเท้า เดินไม่ได้ ไม่สามารถเขย่งปลายเท้าได้ อาจมีน่องบวมหรือรอยช้ำหลังข้อเท้า
  7. การตรวจว่าเอ็นร้อยหวายขาดหรือไม่ ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ งอเข่าขึ้น แล้วบีบกล้ามเนื้อน่อง ปกติปลายเท้าจะกระดกไปทางฝ่าเท้าทุกครั้งที่ออกแรงบีบน่อง หากเอ็นร้อยหวายขาดจะไม่มีการกระดกเท้าเวลาที่บีบ

    การรักษาสามารถใช้วิธีใส่เฝือกในท่ากดข้อเท้าลงพื้นเพื่อให้เส้นเอ็นต่อกันเอง หรือผ่าตัดซ่อม ขึ้นกับอายุ สุขภาพ และระดับการขาด หากเอ็นร้อยหวายฉีกขาดเพียงบางส่วน วิธีใส่เฝือกน่าเหมาะสมกว่าการผ่าตัดรักษา

    การใส่เฝือกจะใช้เวลา 6-12 สัปดาห์เส้นเอ็นถึงจะเริ่มติดกัน จากนั้นจึงค่อยให้หัดเดินถ่ายน้ำหนักและฝึกยึดกล้ามเนื้อน่อง โดยรวมแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ข้อเสียคือเส้นเอ็นมีโอกาสขาดซ้ำในช่วงที่ถอดเฝือกและเริ่มทำกายภาพได้ถึง 40%

    การผ่าตัดต่อเส้นเอ็นอาจหายเร็วกว่าเล็กน้อย คือใช้เวลาพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดทั้งสิ้นประมาณ 3-4 เดือน แต่ก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทซูรัล (sural nerve) ในระหว่างการผ่าตัด, การติดเชื้อหลังผ่าตัด, การอุดตันของเส้นเลือดดำที่ขาเนื่องจากต้องนอนนาน, และการมีรอยผ่าตัดที่ด้านหลังของขา

  8. ถุงน้ำหลังข้อเท้าอักเสบ หลังข้อเท้าของเรามีถุงน้ำที่สำคัญ 2 อัน อยู่หน้าและหลังต่อเอ็นร้อยหวาย ถุงน้ำทั้งคู่นี้อาจเกิดการอักเสบขึ้นมาได้จากการใส่รองเท้าที่คับเกินไป อาการจะคล้ายเอ็นร้อยหวายอักเสบหรือฉีกขาดมาก การวินิจฉัยต้องอาศัยการทำอัลตราซาวด์หรือ MRI
  9. การรักษาเพียงการพักขา ประคบเย็น ทานยาแก้อักเสบ และเปลี่ยนรองเท้าให้พอดีกับขนาดของเท้า

สาเหตุของอาการปวดเท้าและนิ้วเท้า

หากปวดบวมที่นิ้วเท้าโดยไม่มีการบาดเจ็บ สาเหตุที่พบบ่อยคือ “โรคเกาต์” ซึ่งมักกำเริบหลังรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา ถั่ว หน่อไม้ ผักขม เหล้า และเบียร์ ภายใน 8–12 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรสังเกตและหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น รวมถึงพบแพทย์เพื่อรับยาควบคุมกรดยูริก

นอกจากนี้ยังมีโรคอื่นที่ทำให้ปวดเท้าได้บ่อย ดังนี้

  1. โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar fasciitis)
  2. เกิดจากการอักเสบของเอ็นที่พาดจากกระดูกส้นเท้าไปยังนิ้วเท้า ทำหน้าที่ค้ำโค้งเท้าและรับแรงกระแทก จุดที่อักเสบบ่อยคือบริเวณเอ็นเกาะส้นเท้า ทำให้ปวดเมื่อเหยียบหรือยืดข้อเท้า ในระยะแรกปวดเฉพาะตอนลุกเดิน 2–3 ก้าวแรก พอเดินไประยะหนึ่ง เอ็นฝ่าเท้ายืดหยุ่นขึ้น อาการเจ็บส้นเท้าจึงทุเลาลง แต่เมื่อเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา และจะเริ่มปวดตึงที่กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย เนื่องจากจังหวะการเดินถ่ายน้ำหนักผิดปกติไปเพราะเจ็บส้นเท้า ที่สำคัญโรคนี้ไม่มีอาการชา

    การรักษาใช้ยาลดอักเสบ ร่วมกับการพักเท้า ลดน้ำหนัก และเปลี่ยนรองเท้าที่มีส้นหนาหรือใช้แผ่นรองส้นนุ่ม ๆ หากมีเท้าแบนควรใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า



    อุปกรณ์เสริมช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น ถุงเท้าที่มีซิลิโคนเจลหรือเบาะหนุนที่ส้น (รูปที่หนึ่งและสองตามลำดับ), อุปกรณ์นิ่ม ๆ เสริมส้นในรองเท้าเวลาเดิน (รูปที่สามและสี่) หรือกายอุปกรณ์ค้ำให้ฝ่าเท้าตั้งได้ฉากเสมอเวลานอน (รูปที่ห้า)

    ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นใน 2-6 เดือน รายที่อาการไม่ดีขึ้นอาจเป็นเพราะมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นบางส่วน มีเงี่ยงหินปูนที่กระดูกส้นเท้าตรงที่เอ็นเกาะอยู่ จึงทำให้เกิดการอักเสบซ้ำ ๆ หรือมีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าบิด กรณีดังกล่าวนี้แพทย์จะผ่าตัดเลาะเนื้อเยื่อที่อักเสบ และตัดหินปูนที่เกาะบริเวณกระดูกส้นเท้าออก


  3. ภาวะเส้นประสาท Posterior tibial ถูกกดทับ (Tarsal tunnel syndrome)
  4. ที่ข้อเท้าก็มีอุโมงค์เส้นเอ็นขึงให้เส้นเลือด เส้นประสาท และเอ็นของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ลอดผ่านเป็นชุดเดียวกันคล้ายกับที่ข้อมือ ในกรณีที่อุโมงค์นี้แคบลง อวัยวะที่ลอดผ่านจะเบียดกันเองและกดทับกับกระดูกเท้า ภาวะนี้จึงคล้ายกับภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับที่ข้อมือ

    อาการของโรคนี้คือชาและปวดบริเวณฝ่าเท้าดังรูป โดยเริ่มแรกจะชาที่ด้านในของข้อเท้าก่อน แล้วลามลงไปใต้ฝ่าเท้าจนถึงนิ้วโป้ง-ชี้-กลาง เมื่อเป็นมากขึ้นจะรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงหรือมีไฟฟ้าช็อตที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา ถ้าเคาะตรงเส้นประสาทที่ลอดผ่านอุโมงค์จะทำให้ปวดและชามากขึ้น ที่สำคัญโรคนี้ไม่ปวดตรงส้นเท้า

    ในการวินิจฉัยแพทย์จะเอกซเรย์ดูรูปเท้า หินปูน และกระดูกที่ผิดปกติ จากนั้นอาจส่งทำ MRI หรืออัลตราซาวด์ เพื่อดูอวัยวะที่งอก บวม หนา หรือกินที่ภายในอุโมงค์ และสุดท้ายจะส่งตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (EMG and/or NCV) เพื่อแยกเส้นประสาทที่ถูกกดทับให้ละเอียด

    การรักษามักใช้ยาแก้อักเสบแบบกินหรือฉีดเข้าอุโมงค์ก่อน แล้วใส่เฝือกอ่อนเพื่อพักการใช้เท้าข้างนั้น ถ้าดีขึ้นก็ค่อย ๆ ทำกายภาพบำบัด ในระหว่างนั้นอาจใส่รองเท้าที่มี arch support ช่วยพยุงฝ่าเท้า หรือใช้อุปกรณ์เสริมในรองเท้า ถ้าไม่ดีขึ้นถึงค่อยผ่าตัดเปิดเส้นเอ็น Flexor retinaculum เว้นแต่ในรายที่มีก้อนเนื้ออยู่ภายในอุโมงค์ก็ต้องผ่าตัดออก


  5. โรคปมประสาทนิ้วเท้าหนาตัว (Morton's neuroma, Intermetatarsal neuroma)
  6. ที่โคนนิ้วเท้าของเรามีเส้นประสาทลอดผ่านเอ็นที่ขึงระหว่างนิ้วเท้า เส้นประสาทนี้อาจหนาตัวขึ้นเป็นปมเวลาที่มีการบาดเจ็บ บีบอัด หรือกดทับของปลายเท้า โรคนี้มักพบในผู้หญิงที่ใส่รองเท้าคัทชู เส้นที่เป็นบ่อยที่สุดคือเส้นที่ผ่านระหว่างนิ้วกลางกับนิ้วนาง

    อาการจะเป็นลักษณะปวดตั้งแต่โคนนิ้วเท้าไล่ไปจนถึงปลายนิ้ว ปวดมากขึ้นเวลาใส่รองเท้าเดิน กดเจ็บระหว่างโคนนิ้วเท้า ซึ่งต่างจากโรคข้อนิ้วเท้าอักเสบโดยทั่วไป บางคนอาจมีอาการชาด้วย อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ

    การวินิจฉัยจำเป็นต้องทำ MRI เพื่อดูปมประสาทที่หนาตัว ส่วนการรักษาเริ่มแรกจะใช้การเปลี่ยนรองเท้า ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงหรือที่มีหัวคับเกินไป อาจใส่แผ่นรองนิ้วเท้าเพื่อลดการกดทับเวลาเดิน กรณีที่เป็นมากแพทย์อาจฉีดยาลดอาการอักเสบให้ แต่ถ้าเป็นเรื้อรังมานานมักไม่ค่อยได้ผล สุดท้ายต้องผ่าตัดเอาปมประสาทที่เสียหายถาวรออกไป


  7. ภาวะรูปฝ่าเท้าผิดปกติ มี 2 แบบ ส่วนใหญ่มักเป็นเหมือนกันทั้งสองข้าง
    • ฝ่าเท้าโก่ง (High arched feet, Pes cavus) เป็นลักษณะของคนที่มีอุ้งเท้าสูงกว่าคนปกติ น้ำหนักตัวจะลงมากทางฝ่าเท้าด้านนอก กล้ามเนื้อขาด้านข้างจะทำงานมากกว่าด้านใน เวลาใส่รองเท้าเดิน นิ้วหัวแม่เท้าจะจิกพื้น และพื้นรองเท้าด้านนอกจะสึกก่อน ลักษณะนี้จะทำให้ปวดเมื่อยขา ข้อเท้า และโคนนิ้วเท้าได้บ่อย ผู้หญิงที่มีเท้าลักษณะนี้เมื่อพื้นส้นรองเท้าด้านข้างสึกจนเอียงแล้วควรเปลี่ยนแผ่นยางรองส้นใหม่ เพราะอาจทำให้ลื่นและเกิดข้อเท้าพลิกได้ง่าย
    • ฝ่าเท้าแบน (Fallen arches, Flat feet, Pes planus) เป็นลักษณะของคนที่ไม่มีอุ้งเท้า เมื่อเอาเท้าที่เปียกน้ำเหยียบลงพื้น จะเห็นรอยฝ่าเท้าเต็ม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีปัญหาในการลงน้ำหนักเวลาเดิน โดยน้ำหนักจะลงมาทางฝ่าเท้าด้านใน กล้ามเนื้อขาด้านในจะทำงานมาก ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยเท้า ข้อเท้าด้านในบวม ปวดน่อง นานเข้าจะมีปัญหาปวดหลังด้วย

    รูปฝ่าเท้าที่ผิดปกติทั้งสองแบบนี้ยังไม่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ คนที่ฝ่าเท้าโก่งควรเลือกรองเท้าแบบที่มี high arch support (ซึ่งมักต้องสั่งตัดเฉพาะ) หรือใช้อุปกรณ์เสริมส้นในรองเท้า ส่วนคนที่มีฝ่าเท้าแบนก็ควรใช้อุปกรณ์เสริมในรองเท้าสำหรับคนเท้าแบน

  8. ภาวะหัวแม่เท้าเอียง (Hallux valgus, Bunion)
  9. เป็นความผิดปกติที่นิ้วหัวแม่เท้าเอียงเข้าหานิ้วข้างเคียง ทำให้เกิดก้อนนูนแข็งบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า มักพบร่วมกับภาวะเท้าแบน สาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด การใส่รองเท้าปลายแหลมเป็นประจำ หรือเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ เกาต์

    ผู้ที่มีภาวะนี้มักมีการอักเสบบริเวณข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า เนื่องจากการเสียดสีกับรองเท้าหรือชนกับเท้าอีกข้างหนึ่งเป็นประจำ เมื่อโรคดำเนินต่อไป นิ้วหัวแม่เท้าจะขยับได้จำกัดและเริ่มเกยกับนิ้วข้างเคียง ส่งผลให้แนวรับน้ำหนักของเท้าผิดไป เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบเท้าจึงทำงานไม่สมดุล ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเท้าได้ง่าย

    ภาวะหัวแม่เท้าเอียงมักค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ดังนั้นสามารถป้องกันไม่ให้ความผิดรูปดำเนินต่อไปได้ โดยการเลือกใส่รองเท้าปลายกว้างไม่บีบเท้า และใช้อุปกรณ์ช่วยจัดรูปเท้า เช่น bunion splint หรือ toe spacer ใส่ไว้ในรองเท้าหรือขณะนอนหลับ เพื่อช่วยลดแรงกดและคงแนวนิ้วให้เหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม หากความผิดรูปมากจนมีอาการรุนแรงหรือปวดเรื้อรัง การรักษาด้วยการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือก โดยแพทย์จะผ่าตัดตกแต่งกระดูกส่วนที่นูนออก จัดแนวกระดูกให้ตรง หรือเชื่อมข้อเพื่อปรับรูปเท้าให้กลับมาใกล้เคียงปกติ

    อุปกรณ์ bunion splint หรือ toe spacer มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความรุนแรงและตำแหน่งของความผิดปกติ


    - แบบแรก: ป้องกันปุ่มกระดูกที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าเสียดสีกับรองเท้า และช่วยแยกนิ้วโป้งออกจากนิ้วชี้
    - แบบที่สอง: คล้ายแบบแรกแต่เหมาะกับผู้ที่มีนิ้วชี้กับนิ้วกลางขี่กัน
    - แบบที่สาม: ใช้จัดเรียงแนวนิ้วเท้าให้เป็นระเบียบ
    - แบบที่สี่: คล้ายแบบแรกแต่ช่วยคุมแนวของนิ้วเท้าทั้งหมด
    - แบบที่ห้า: เหมาะกับผู้ที่มี Bunion ด้านนิ้วก้อย
    - แบบสุดท้าย: ใช้ในกรณีที่ปุ่มกระดูกโคนนิ้วหัวแม่เท้านูนมาก แต่ยังไม่ต้องการผ่าตัด

สรุป

อาการปวดข้อเท้าและเท้ามีสาเหตุได้ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ข้อเท้าแพลง ไปจนถึงปัญหาของเอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือโครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ การสังเกตอาการเบื้องต้น เช่น จุดที่ปวด ระยะเวลาการปวด และปัจจัยกระตุ้น จะช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้ตรงจุด ควรหลีกเลี่ยงการใช้เท้ามากเกินไป พักให้เพียงพอ ใส่รองเท้าที่เหมาะสม และหากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม