ปวดท้อง (Abdominal pain)
อาการปวดท้องเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากในช่องท้องมีอวัยวะจากหลายระบบอยู่ร่วมกันอย่างหนาแน่น สาเหตุของการปวดท้องจึงมีได้มากมาย เช่น
- การอักเสบของอวัยวะ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรวยไตอักเสบ
- การยืดของผนังอวัยวะ เช่น ลำไส้อุดตัน ท่อน้ำดีอุดตัน ตับบวม
- การขาดเลือดของอวัยวะ เช่น ลำไส้บิดตัวจนขาดเลือด เส้นเลือดแดงในช่องท้องอุดตัน หรือไส้เลื่อนที่ถูกรัดจนขาดเลือด
อย่างไรก็ตาม อาการปวดท้องบางกรณีไม่ได้เกิดจากการอักเสบ การยืด หรือการขาดเลือด แต่อาจเกิดจาก “การทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร” เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome) ซึ่งไม่มีพยาธิสภาพในอวัยวะจริง ๆ
นอกจากนี้ อาการปวดท้องยังอาจมาจากอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกับช่องท้อง เช่น ปอด หัวใจ หรือลูกอัณฑะ รวมถึงภาวะผิดปกติของระบบเมตาบอลิก (เช่น เบาหวานที่มีน้ำตาลสูง ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ) หรือการปวดจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงอวัยวะในช่องท้อง
ต่อไปนี้จะเป็นการอธิบายลักษณะของอาการปวดท้องตามพยาธิสภาพที่เป็นสาเหตุ
ลักษณะของอาการปวดตามกลุ่มพยาธิสภาพ
1. การอักเสบ
- การระคายเยื่อบุช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ แผลทะลุที่กระเพาะหรือลำไส้ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ การมีเลือดออกในช่องท้อง เป็นต้น การระคายเยื่อบุช่องท้องเกิดจากการปนเปื้อนของอาหาร อุจจาระ น้ำย่อย เลือด หรือเชื้อโรคที่ออกมาจากอวัยวะนั้น
อาการปวดในกลุ่มนี้จะมีความรุนแรงค่อนข้างมาก โดยระยะเวลาจากเริ่มต้นถึงปวดเต็มที่ใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ร่วมด้วย โดยตอนแรกจะมีไข้ต่ำ ๆ และปวดเฉพาะจุดตลอดเวลา กดเจ็บตรงที่ปวด เวลาเดิน หัวเราะ หรือไอจะปวดมากขึ้น ผู้ป่วยมักจะเกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้และหายใจเบา ๆ เพื่อไม่ให้กระเทือนเยื่อบุมากนัก แต่พอเข้าวันที่ 2-3 เยื่อบุจะระคายไปทั่ว อาการปวดจะมากขึ้นและกินบริเวณกว้างขึ้น ไข้จะขึ้นสูง ส่วนใหญ่คนไข้จะทนได้ไม่เกิน 5 วัน
เมื่อปวดท้องทุกครั้งให้ถามตัวเองว่าเข้าข่ายอาการปวดจากการระคายเยื่อบุช่องท้องหรือไม่ เพราะจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วน ถ้าช้าจะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ช็อค และเสียชีวิตได้
- การระคายเยื่อบุภายในทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ แผลที่กระเพาะ แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น ลำไส้อักเสบ โรคกรดไหลย้อน
อาการปวดในกลุ่มนี้จะมีความรุนแรงไม่มาก ลักษณะจะเป็นแบบแสบร้อนเวลาหิวหรือหลังกินอาหาร อาจมีคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำร่วมด้วย
2. การยืดของผนังอวัยวะ
- การยืดของผนังอวัยวะทรงกลวง เช่น อาหารเป็นพิษ ลำไส้อุดตัน ท่อน้ำดีอุดตันจากนิ่ว ท่อไตอุดตันจากนิ่ว เป็นต้น ปกติอวัยวะทรงกลวงเหล่านี้จะมีการบีบและคลายตัวรับกันเป็นระลอกคลื่น ถ้าไม่มีการอุดตัน ของเหลวจะไหลผ่านไปโดยที่เราไม่มีรู้สึกอะไรเลย แต่ถ้ามีส่วนใดอุดตัน ผนังท่อเหนือส่วนที่อุดตันต้องยืดออกเพื่อรับของเหลวที่ถูกบีบส่งมา การที่ผนังท่อยืดมาก ๆ หรืออย่างรวดเร็วจะทำให้ปวดท้อง
ลักษณะสำคัญของอาการปวดแบบนี้คือ ปวดบิดเป็นพัก ๆ ประมาณ 5–10 วินาทีแล้วหาย แล้วกลับมาปวดใหม่ และ จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อกดท้อง ภาวะนี้ส่วนใหญ่เกิดจากอาหารเป็นพิษ ซึ่งพอถ่ายออกแล้วอาการปวดบิดจะค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้าเป็นจากสาเหตุอื่นมักไม่มีท้องเสีย เช่น ถ้าเป็นลำไส้อุดตันการปวดบิดจะถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นจนเมื่อของเหลวค้างเต็มท่ออาการปวดจะไม่หายไปเลย แต่จะเป็นแบบปวดตื้อ ๆ ระดับหนึ่งตลอดเวลา + ปวดบิดอีกเป็นพัก ๆ หรือถ้าเป็นจากนิ่วอุดตันมักจะปวดบิดมาก ๆ เพียง 1-2 ครั้งแรกเท่านั้น พอไปถึงโรงพยาบาลอาการก็หายไปแล้ว
โรคลำไส้อุดตันมักพบในผู้ที่เคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อน เนื่องจากแผลที่อยู่ภายในช่องท้องเมื่อสมานติดกันอาจเกิดเป็นพังผืดรัดลำไส้
- การโตหรือบวมของอวัยวะทรงตัน เช่น ตับโต ม้ามโต ไตบวม ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโต เป็นต้น
อาการปวดในกลุ่มนี้เริ่มต้นจะไม่รุนแรงมาก จะเป็นแบบจุกแน่นตรงอวัยวะที่โต แล้วค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นช้า ๆ ระยะเวลาจากเริ่มรู้สึกจุกจนถึงปวดมาก ๆ อาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงหลายเดือน ถ้ากดตรงที่จุกจะยิ่งปวดมากขึ้น ผู้ป่วยมักมีท้องโตขึ้น ตาเหลือง ซีด น้ำหนักลด
ผู้ป่วยมักต้องมีโรคอื่นถึงส่งผลให้อวัยวะโตหรือบวม ถ้าไม่มีเลยการโตขึ้นของอวัยวะในช่องท้องมักเกิดจากการมีเนื้องอก ผู้ที่มีอาการในลักษณะนี้ควรที่จะไปตรวจให้แน่ชัดแม้อาการปวดท้องจะยังเป็นไม่มาก
3. การขาดเลือดของอวัยวะ
- อวัยวะในช่องท้องขาดเลือด มักพบในผู้สูงอายุที่มีปัญหาหลอดเลือดแข็งหรือตีบ ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ป่วยโรคเลือดที่มีปัญหาเม็ดเลือดแดงแตกง่าย
อาการปวดจะค่อย ๆ เริ่ม จากเริ่มต้นถึงปวดเต็มที่ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ลักษณะจะเป็นแบบปวดท้องตลอดเวลาและปวดค่อนข้างมาก ระบุตำแหน่งที่ปวดไม่ได้ เหมือนจะปวดไปหมด แล้วค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออวัยวะที่ขาดเลือดนั้นตายและเน่า ส่วนใหญ่จะเกิดกับลำไส้ซึ่งมักมีอาการถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลักษณะจะรู้สึกแน่นมาก ๆ ภายในทรวงอก บางคนอาจรู้สึกจุกแน่นที่ลิ้นปี่หรือปวดร้าวไปที่ไหล่ซ้าย มักเป็นขณะออกกำลังหรือเดินไกล และเป็นปุบปับ มีเหงื่อแตก ใจสั่น รู้สึกหายใจไม่ได้ นั่งพักก็ไม่หาย โรคนี้มักพบในเพศชายอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เมื่อเกิดอาการสิ่งแรกที่ต้องทำคือนั่งพัก สังเกตอาการสัก 15-30 นาที ซึ่งถ้าเป็นการเหนื่อยจากการออกกำลังอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้ายังจุกแน่นอยู่อย่างนั้นต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
4. ความผิดปกติทางเมตาบอลิก
ได้แก่ ภาวะกรดคีโตนจากเบาหวาน ภาวะยูรีเมียจากไตวาย โรคพอร์ไฟเรีย พิษตะกั่ว พิษจากแมงมุมแม่หม้ายดำ และโรคเลือดซิกเกิล เป็นต้น
อาการปวดท้องในกลุ่มนี้แตกต่างกันในแต่ละโรคและแต่ละราย แต่จะมีอาการหลักของโรคเดิมร่วมด้วย เช่น เบาหวานจะหิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย, ไตวายจะบวม ซีด ปัสสาวะน้อย, พอร์ไฟเรียจะปวดท้องมากและมีอาการทางระบบประสาท, พิษตะกั่วจะมีความดันสูงและสมาธิสั้น, ส่วนโรคเลือดซิกเกิลจะมีตาเหลืองและตับม้ามโตตั้งแต่วัยเด็ก
5. ความผิดปกติทางระบบประสาท
เช่น โรคซิฟิลิสระยะทำลายระบบประสาท โรคงูสวัด และโรคทางจิตประสาท
หากเกิดจากสมองหรือเส้นประสาท จะปวดตามแนวเส้นประสาทที่เลี้ยงอวัยวะนั้น ๆ ถ้าเป็นงูสวัดจะมีตุ่มน้ำใสและปวดแสบปวดร้อน ถ้าเป็นโรคจิตประสาทอาการจะไม่แน่นอนและหายเองได้
6. การปวดร้าวมาจากอวัยวะข้างเคียง
เช่น ปอดบวม หรือลูกอัณฑะบิดเกลียว
ปอดบวมจะเจ็บแปล๊บเมื่อหายใจและมีไข้ ไอ หอบ ส่วนลูกอัณฑะบิดเกลียวจะปวดมากที่ลูกอัณฑะและอาจร้าวขึ้นมาที่ท้องน้อย
แนวทางการวินิจฉัย
นอกจากลักษณะการปวด ความรุนแรง และอาการร่วมแล้ว “ตำแหน่งที่ปวด” เป็นปัจจัยสำคัญในการจำแนกโรค แพทย์มักแบ่งช่องท้องออกเป็น 8 ส่วนตามภาพ เพื่อพิจารณาสาเหตุที่พบบ่อยในแต่ละตำแหน่ง เช่น
ตำแหน่งที่ 1 - ใต้ชายโครงข้างขวา: นิ่วที่ถุงน้ำดี, ถุงน้ำดีอักเสบ, แผลที่กระเพาะ, แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น, ตับอักเสบ, ตับโต, ปอดบวม, ฝีใต้กระบังลม, ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 2 - ใต้ลิ้นปี่: อาหารไม่ย่อย, แผลที่กระเพาะ, แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น, นิ่วที่ถุงน้ำดี, ถุงน้ำดีอักเสบ, ตับอักเสบ, ตับโต, ตับอ่อนอักเสบ, หลอดอาหารอักเสบ, ไส้เลื่อนขึ้นกระบังลม, ผนังเส้นเลือดใหญ่เอออร์ตาโป่ง เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 3 - ใต้ชายโครงข้างซ้าย: อาหารไม่ย่อย, แผลที่กระเพาะ, กระเพาะอาหารอักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, ปอดบวม, ม้ามแตก, ฝีใต้กระบังลม เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 4 - หลังเอวข้างซ้ายหรือข้างขวา: กล้ามเนื้อเคล็ด, นิ่วที่ไต, กรวยไตอักเสบ, ฝีรอบไต, ลำไส้อักเสบ, ท้องผูก เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 5 - รอบสะดือ: อาหารเป็นพิษ, ไส้ติ่งอักเสบช่วงแรก, แผลที่กระเพาะ, ลำไส้อักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, ผนังเส้นเลือดใหญ่เอออร์ตาโป่ง, ลำไส้ขาดเลือด, ไส้เลื่อนขึ้นสะดือ เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 6 - ท้องน้อยข้างขวา: ท้องผูก, ไส้ติ่งอักเสบ, ลำไส้อักเสบ, นิ่วที่ท่อไต, อุ้งเชิงกรานอักเสบ, ถุงน้ำที่รังไข่, ฝีที่รังไข่, เอ็นโดเมตริโอสิส, ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ, ไส้เลื่อนลงถุงอัณฑะ เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 7 - ท้องน้อยเหนือหัวเหน่า: กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, นิ่วอุดท่อปัสสาวะ, ลำไส้อักเสบ, ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ, อุ้งเชิงกรานอักเสบ, ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ต่อมลูกหมากอักเสบ, ลูกอัณฑะบิดเกลียว, ไส้เลื่อนลงถุงอัณฑะ เป็นต้น
ตำแหน่งที่ 8 - ท้องน้อยข้างซ้าย: ท้องผูก, ลำไส้แปรปรวน, ลำไส้อักเสบ, ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ, นิ่วที่ท่อไต, อุ้งเชิงกรานอักเสบ, ถุงน้ำที่รังไข่, ฝีที่รังไข่, เอ็นโดเมตริโอสิส, ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ไส้เลื่อนลงถุงอัณฑะ, เนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
ปวดทั่วท้อง: อาหารเป็นพิษ, อวัยวะฉีกขาดหรือแตก (เช่น แผลกระเพาะทะลุ ไส้ติ่งแตก), ตับอ่อนอักเสบ, ผนังเส้นเลือดใหญ่เอออร์ตาโป่งหรือฉีกขาด, ลำไส้อุดตัน, ลำไส้ขาดเลือด, ความผิดปกติทางเมตาบอลิก เป็นต้น
โดยทั่วไปแพทย์วินิจฉัยอาการปวดท้องจากอายุ เพศ ลักษณะการปวด ตำแหน่งที่ปวด การดำเนินโรค อาการหรือโรคที่เป็นร่วม และการตรวจร่างกายเป็นหลัก หากยังไม่ชัดเจนจึงใช้การตรวจเพิ่มเติม เช่น แล็บ เอกซเรย์ ส่องกล้อง หรือผ่าตัดวินิจฉัย
ในแง่ของผู้ป่วย การเล่าประวัติต่าง ๆ อย่างชัดเจนสามารถช่วยให้การวินิจฉัยรวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้เมื่อไปปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง
- รายชื่อยาที่ใช้เป็นประจำ รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริม
- ประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร หรือสารเคมี
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต
- ประวัติการผ่าตัดและการนอนโรงพยาบาล
- ผลการตรวจพิเศษในอดีต เช่น เอกซเรย์หรือส่องกล้อง
- โรคที่คนในครอบครัวเคยเป็น
- พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสัมผัสสารพิษ
- ลักษณะอาการปวดท้อง (บิด, จุก, แสบ, กดเจ็บ, ปวดตลอดเวลา, ฯลฯ) เริ่มอย่างไร (ปุบปับ, ค่อย ๆ เป็น) ตรงไหน (พยายามชี้จุดที่ปวดที่สุด) เวลาไหน (เช้า, กลางคืน, หลังกินอาหาร) เป็นมานานเท่าไร สัมพันธ์กับอะไรหรือเหตุการณ์ไหน มีอาการอื่นอีกไหม (ไข้ ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นสีดำ น้ำหนักลด ฯลฯ) ทำอย่างไรอาการปวดถึงจะดีขึ้น และทำอย่างไรถึงจะปวดมากขึ้น เคยปวดแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า
- ในเพศหญิงควรเล่าให้แพทย์ฟังถึงความผิดปกติของรอบเดือน หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ด้วย
- การขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะเป็นปกติหรือไม่
- ยาที่เคยลองทานดูแล้วเมื่อมีอาการปวดท้องนี้
สรุป
อาการปวดท้องเป็นสัญญาณที่บ่งบอกความผิดปกติของอวัยวะหลายระบบ ตั้งแต่ภาวะไม่รุนแรง เช่น อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงโรคร้ายแรงที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ไส้ติ่งแตก ตับอ่อนอักเสบ หรืออวัยวะขาดเลือด การสังเกตลักษณะการปวด ตำแหน่ง อาการร่วม และประวัติสุขภาพสามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดเฉียบพลัน หรือมีไข้ร่วม ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต