ระดูออกมาก (Heavy menstrual bleeding)

ระดูออกมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ถือเป็นปัญหาทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยและสำคัญกว่าภาวะรอบเดือนมาผิดปกติแบบอื่น เพราะจัดเป็นลักษณะหนึ่งของการเสียเลือดมากผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยนิยามทั่วไปคือมีปริมาณเลือดประจำเดือนรวมมากกว่า 80 มิลลิลิตรต่อรอบ แต่ในทางปฏิบัติจะประเมินตามลักษณะอาการดังต่อไปนี้

ภาวะนี้มักพบร่วมกับอาการปวดประจำเดือนที่มากขึ้น เพราะมดลูกต้องบีบตัวเพื่อขับเลือดตลอดเวลา หากมีอาการต่อเนื่องเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะซีด เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว เนื่องจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดชดเชยไม่ทัน

สาเหตุของระดูออกมาก

ภาวะระดูออกมากและยาวนานในสตรีวัยเจริญพันธุ์สามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  1. ความไม่สมดุลของฮอร์โมน รอบเดือนที่ปกติจำเป็นต้องมีความสมดุลระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจากรังไข่ที่ช่วยกันสร้างความหนาของเยื่อบุมดลูก รวมทั้งฮอร์โมนโกนาโดโทรปินจากต่อมใต้สมองที่มากระตุ้นการตกไข่ในจังหวะที่พอดี ไม่ห่างเกินไปจนเยื่อบุมดลูกหนาตัวอยู่นาน หากฮอร์โมนเหล่านี้เสียสมดุลไปก็อาจทำให้รอบเดือนผิดปกติได้
  2. รังไข่ทำงานผิดปกติ ไม่สามารถเลี้ยงไข่ให้โตและตกตามการกระตุ้นของฮอร์โมนได้ เมื่อไม่มีการตกไข่ก็จะไม่มีการหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สมดุลของฮอร์โมนก็จะเสียไป
  3. เนื้องอกของมดลูก เช่น ติ่งเนื้อ (polyps), เนื้องอกไม่ร้าย (uterine fibroids หรือ myoma uteri) หรือเนื้องอกร้าย (พบน้อยในวัยมีประจำเดือน)
  4. Adenomyosis เป็นภาวะที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ประจำเดือนออกมากและปวดท้องน้อยมากกว่าปกติ
  5. การใส่ห่วงคุมกำเนิด อาจทำให้ปริมาณเลือดประจำเดือนเพิ่มขึ้น
  6. ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ช่วงแรก เช่น การแท้ง การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  7. โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น von Willebrand's disease
  8. ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแก้อักเสบบางประเภท
  9. โรคอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน โรคไทรอยด์ผิดปกติ Endometriosis โรคตับ หรือโรคไต


แนวทางการตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยมี 2 ส่วนสำคัญ คือ ประเมินความรุนแรงของเลือดออก และค้นหาสาเหตุของภาวะประจำเดือนออกมาก หากพบว่ามีความดันโลหิตต่ำหรือมีภาวะโลหิตจางรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ประวัติรอบเดือนเป็นข้อมูลสำคัญ หากมีการทำปฏิทินประจำเดือนอยู่ก่อนแล้วจะดีมาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรแจ้งประวัติเลือดออกผิดปกติ เช่น

แพทย์จะสอบถามประวัติการตั้งครรภ์ การมีบุตร การมีเพศสัมพันธ์ วิธีคุมกำเนิด โรคประจำตัว การใช้ยา และประวัติครอบครัวด้านโรคเลือด จากนั้นอาจตรวจร่างกาย ตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะเพื่อแยกภาวะตั้งครรภ์ระยะแรก รวมถึงตรวจเลือดหาการแข็งตัวของเลือดและภาวะโลหิตจาง

หากไม่พบการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจภายในเพื่อตรวจหาตำแหน่งเลือดออก ซึ่งอาจมาจากปากช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก หรือโพรงมดลูก นอกจากนี้ อาจตรวจหาความผิดปกติจากระบบทางเดินปัสสาวะหรือทางเดินอาหารส่วนล่างในบางกรณี แพทย์อาจใช้น้ำเกลือฉีดเข้าโพรงมดลูกก่อนอัลตราซาวด์ชนิดสอดทางช่องคลอด เพื่อให้เห็นพยาธิสภาพขนาดเล็ก เช่น ติ่งเนื้อ หรือ submucosal leiomyoma ได้ชัดเจนขึ้น แม้ไม่พบความผิดปกติ ก็จะเก็บตัวอย่างเยื่อบุไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติม



แนวทางการรักษา

การรักษาแตกต่างกันไปตามสภาพผู้ป่วย ปริมาณเลือดที่ออก สาเหตุของเลือดออก และความต้องการมีบุตรในอนาคต โดยมีเป้าหมายแรกคือการควบคุมเลือดที่ออก การรักษาที่ใช้ได้มีดังนี้

  1. การใช้ยา มักเป็นทางเลือกแรกในช่วงรอผลตรวจชิ้นเนื้อ ระยะแรกอาจใช้ยาฉีดก่อน ต่อด้วยยารับประทาน ยาที่ใช้ ได้แก่
    • ยาคุมกำเนิด ทั้งแบบฮอร์โมนเดี่ยวและแบบผสม มีทั้งชนิดกิน ฉีด ใส่ในโพรงมดลูก หรือแบบฝัง ช่วยควบคุมการหนาตัวของเยื่อบุมดลูก
    • ยากลุ่ม NSAIDs ลดระดับ Prostaglandin ช่วยลดปริมาณเลือดและอาการปวดประจำเดือน แต่ควรระวังในผู้ที่มีความผิดปกติของเกล็ดเลือด
    • ยากลุ่ม Tranexamic acid ลดการสลายลิ่มเลือด ใช้เฉพาะช่วงมีประจำเดือน
    • ยากลุ่ม Gonadotrophin­releasing hormone analogue (GnRH­a) ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน estrogen และ progesterone เป็นยาฉีดทุกเดือน นาน 3–6 เดือน หากใช้เกิน 6 เดือนอาจมีอาการคล้ายวัยทอง เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก ช่องคลอดแห้ง และเสี่ยงกระดูกพรุน จึงควรให้ฮอร์โมนทดแทนร่วมด้วย (add back therapy)
    • Desmopressin เป็นสารสังเคราะห์ของ Vasopressin มีฤทธิ์ชะลอการสลายลิ่มเลือด ใช้รักษา von Willebrand’s disease โดยให้ขนาด 0.3 ไมโครกรัม/กก. ทางหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ และอาจให้ซ้ำได้ใน 48 ชั่วโมง
    • Danazol ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ โดยลดระดับเอสโตรเจนและเพิ่มระดับแอนโดรเจน ลดปริมาณประจำเดือนได้ถึง 50% หรือทำให้ขาดประจำเดือนได้ในบางราย แต่มีผลข้างเคียงจากแอนโดรเจน เช่น น้ำหนักเพิ่ม หน้ามัน เป็นสิว จึงมักใช้ในรายที่จำเป็น

    นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานธาตุเหล็กเสริมระหว่างที่มีภาวะโลหิตจาง

  2. การขูดมดลูก (Dilation and Curettage, D&C) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการหยุดเลือด โดยเฉพาะในรายที่มีสัญญาณชีพผิดปกติจากการเสียเลือด หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการให้เอสโตรเจนขนาดสูง อย่างไรก็ตาม อาจต้องทำซ้ำหากรอบถัดไปยังมีเลือดออกมาก
  3. การตัดติ่งเนื้องอกเยื่อบุโพรงมดลูก (Polypectomy) แพทย์จะส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูกและตัดติ่งเนื้อด้วยการจี้ไฟฟ้า จากนั้นส่งชิ้นเนื้อไปตรวจพยาธิวิทยา เหมาะสำหรับติ่งเนื้อขนาดเล็ก
  4. การใช้บอลลูนกดโพรงมดลูกเพื่อห้ามเลือด (Intracavitary tamponade) โดยใส่สายสวนเข้าโพรงมดลูกแล้วเติมน้ำ 30 มิลลิลิตรเข้าไปในบอลลูน ทิ้งไว้ 2–48 ชั่วโมง เลือดจะค่อย ๆ หยุดเมื่อระบบการแข็งตัวของเลือดทำงานคล้ายการกดแผลบนผิวหนัง
  5. การจี้ทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial ablation) เหมาะกับผู้ที่มีเลือดออกเรื้อรัง ไม่ตอบสนองต่อยา และไม่ต้องการมีบุตรอีก โดยใช้คลื่นไมโครเวฟ (MEA) หรือใช้ความร้อนจี้ (TBEA) ขั้นตอนทำง่าย ใช้เวลาสั้น และใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ เหมาะในผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดใหญ่

    ควรทำในช่วง Early follicular phase หรือหลังได้ฮอร์โมนกดการเจริญของเยื่อบุมดลูก 4–6 สัปดาห์ และเนื่องจากการทำ Endometrial ablation อาจมีเยื่อบุโพรงมดลูกหลงเหลืออยู่และเจริญต่อไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ (โดยที่ไม่มีอาการเลือดออกผิดปกติ) จึงควรตรวจชิ้นเนื้อก่อนทำ และหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  6. การฉีดสารไปอุดหลอดเลือดแดง (Uterine artery embolization) ทำโดยสอดสายผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ต้นขา (femoral artery) เข้าสู่แขนงที่ไปเลี้ยงมดลูก แล้วฉีดสาร polyvinyl alcohol spheres เพื่ออุดหลอดเลือด เหมาะสำหรับภาวะเส้นเลือดผิดปกติบริเวณมดลูก (AVM)
  7. การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) ใช้ในกรณีที่มีเนื้องอกในมดลูกขนาดใหญ่ เลือดออกมาก และรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล จำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้ง โดยทางเลือกแรกจะผ่าตัดมดลูกออกทางช่องคลอด
  8. การผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกมดลูกออก (Myomectomy) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรต่อ สามารถผ่าตัดผ่านทางช่องคลอด หน้าท้อง หรือส่องกล้อง ขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก อย่างไรก็ตาม เนื้องอกมีโอกาสกลับมาโตใหม่และอาจต้องผ่าตัดซ้ำ

สรุป

ภาวะระดูออกมากเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากปล่อยเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจางและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ การสังเกตอาการอย่างละเอียด การให้ข้อมูลประวัติที่ครบถ้วน และการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบจะช่วยให้แพทย์ระบุสาเหตุและให้การรักษาที่เหมาะสมได้ทันท่วงที การรักษามีหลายแนวทาง ตั้งแต่การใช้ยาไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย เป้าหมายหลักคือการหยุดเลือด ลดความเสี่ยงของภาวะซีด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน การประเมินอย่างรอบด้านโดยแพทย์และการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้ควบคุมภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย