ปวดท้องเรื้อรัง (Chronic abdominal pain)
อาการปวดท้องเรื้อรัง หมายถึง อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันนานเกิน 7 วัน หรืออาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์ อาการมักไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญและกระทบต่อการใช้ชีวิต สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ ท้องผูก โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือมีแผล โรคลำไส้แปรปรวน โรคฝีในตับ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคเนื้องอกหรือมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ โรคถุงน้ำในไต โรคถุงที่ผนังลำไส้ใหญ่ รวมถึงโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ในผู้หญิง
โรคที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรัง
- โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือมีแผล โรคนี้พบได้บ่อยและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายแม้รักษาหายแล้ว มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินและการดำเนินชีวิต อาการปวดแสบร้อนมักเกิดบริเวณลิ้นปี่ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังรับประทานอาหาร บางรายอาจปวดตอนกลางคืน และมักดีขึ้นเมื่อรับประทานยาลดกรดหรือนม
หากรักษาแล้วไม่หายหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรได้รับการส่องกล้องตรวจ เพราะสามารถเห็นรอยแผลหรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้โดยตรง รวมทั้งสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจกรณีสงสัยมะเร็ง และตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง การตรวจเอกซเรย์กลืนแป้งไม่สามารถทำสองอย่างหลังนี้ได้
- โรคของถุงน้ำดี (นิ่วหรือถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง) มักปวดท้องบริเวณชายโครงขวา โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารมันหรือมื้อใหญ่ ๆ อาการจะทุเลาเมื่องดทานอาหารไปสัก 1-2 มื้อ หากมีนิ่วอุดท่อน้ำดีอาจพบตาเหลืองร่วมด้วย โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดี
- โรคฝีที่ตับ ระยะแรกอาจมีอาการปวดตื้อ ๆ ที่ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้เป็น ๆ หาย ๆ เมื่อฝีโตขึ้น ตับจะขยาย กดเจ็บ ปวดแน่นท้องมากขึ้น และอาจมีอาการตาเหลืองร่วมด้วย
- โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง พบได้ในผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ อาการมักกำเริบหลังดื่มหนักหลายวัน โดยปวดท้องส่วนบนลามไปหลัง ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และท้องอืด
- มะเร็งตับและท่อน้ำดี อาการปวดมักเป็นแบบแน่นหรือจุกบริเวณลิ้นปี่หรือชายโครงขวา อาจปวดเรื้อรังนานเป็นเดือนก่อนมีอาการอื่น เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาเหลือง หรือตับโต
- มะเร็งตับอ่อน ลักษณะอาการคล้ายมะเร็งตับ คือปวดจุกบริเวณลิ้นปี่ ร้าวไปหลัง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
- โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)
เป็นภาวะที่ลำไส้ทำงานผิดปกติแต่ไม่มีพยาธิสภาพ อาการปวดท้องมักเป็น ๆ หาย ๆ รู้สึกท้องอืดหรือแน่นท้อง ถ่ายบ่อยสลับกับท้องผูก อาการมักไม่รุนแรงแต่รบกวนชีวิตประจำวัน การตรวจร่างกาย ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ หรือส่องกล้องมักไม่พบความผิดปกติ
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะแรกมักไม่มีอาการปวด อาการปวดจะเกิดเมื่อก้อนเนื้อโตจนก่อการอุดตันทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมักมีอาการน้ำหนักลด เบื่ออาหาร ถ่ายเป็นเลือด หรือปวดท้องเป็นพัก ๆ บางรายคลำพบก้อนในท้อง
- โรคพยาธิในลำไส้ แม้จะพบน้อยลงในปัจจุบัน แต่ยังพบได้ในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ พยาธิอาจทำให้ปวดท้องและท้องเสียเรื้อรัง
- วัณโรคในช่องท้อง (ลำไส้หรือเยื่อบุช่องท้อง) แม้วัณโรคในประเทศไทยจะพบส่วนใหญ่ที่ปอด แต่ยังสามารถเกิดในช่องท้องได้ ผู้ป่วยมักมีไข้ ปวดท้อง ท้องเสียเป็น ๆ หาย ๆ และน้ำหนักลด การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อหาเชื้อ
สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
อาการปวดท้องเฉียบพลันที่รุนแรงมาก ปวดต่อเนื่อง และมีไข้ มักเป็นภาวะอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ แต่ในทางกลับกัน อาการปวดท้องเรื้อรังที่ค่อย ๆ เป็น แค่แน่นหรือจุกเล็กน้อย ไม่มีไข้หรืออาการร่วมอื่น ๆ กลับอาจเป็นสัญญาณของโรคเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องนานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะปวดมากหรือน้อย ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยหรือเฝ้าติดตามจนทราบสาเหตุแน่ชัด
สรุป
อาการปวดท้องเรื้อรังเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม แม้บางครั้งอาการจะไม่รุนแรง แต่สามารถเกิดจากโรคสำคัญ เช่น โรคกระเพาะ โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคถุงน้ำดี หรือแม้แต่มะเร็งในช่องท้อง การสังเกตตำแหน่งและลักษณะอาการปวดร่วมกับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม จะช่วยให้พบสาเหตุได้เร็วและรักษาได้ตรงจุด หากอาการปวดท้องเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรปล่อยไว้หรือซื้อยารับประทานเอง