ไอเรื้อรัง (Chronic cough)
ภายในหลอดลมของเรามีเซลล์เยื่อบุที่มีขนเล็ก ๆ คอยพัดโบกอยู่ตลอดเวลา ปลายขนเหล่านี้ปกคลุมด้วยชั้นเมือกเหนียวซึ่งช่วยดักจับฝุ่นผงและเชื้อโรคต่าง ๆ ในน้ำเมือกยังมีเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีคอยทำลายเชื้อโรค เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าสู่หลอดลม ร่างกายจะเพิ่มการสร้างเมือกเพื่อระดมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติในการขับสิ่งสกปรกออก เมือกที่มากขึ้นนี้ทำให้เรารู้สึกมีเสมหะและเกิดการไอเพื่อช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย
อีกกลไกหนึ่งของการไอเกิดจากการกระตุ้น ตัวรับสัญญาณการไอ (cough receptors) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วคอหอย กล่องเสียง และหลอดลม ตัวรับเหล่านี้จะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น วัตถุแปลกปลอม ฝุ่นควัน น้ำหอม ความเย็น การอักเสบ หรือแรงกดจากก้อนเนื้องอก จากนั้นจะส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5, 9 และ 10 ไปยังศูนย์ควบคุมการไอในก้านสมองส่วนเมดูลลา แล้วส่งต่อไปยังกล่องเสียง หลอดลม และกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กระบังลม และกล้ามเนื้อเชิงกราน ผ่านทางเส้นประสาท vagus, phrenic และ spinal motor nerve (C3–S2) เพื่อให้เกิดการหดตัวพร้อมกัน ดันลมออกจากปอดด้วยแรงและความเร็วสูง กลไกนี้เป็นรีเฟล็กซ์ป้องกันการสำลักเข้าสู่ปอด และมักเป็นอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ
โดยทั่วไปอาการไอจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจหรือจากภูมิแพ้มักหายภายใน 2 สัปดาห์ หากอาการไอต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ ควรเข้ารับการเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อหาสาเหตุ เพราะคำว่า “ไอเรื้อรัง” หมายถึงอาการไอที่เป็นต่อเนื่องนานเกิน 2 เดือน
สาเหตุของการไอเรื้อรัง
ในผู้ที่สูบบุหรี่ อาการไอเรื้อรังมักเกิดจากหลอดลมอักเสบเรื้อรังหรือถุงลมโป่งพอง ส่วนผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคืออาการไอหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากหลังติดเชื้อไวรัส หลอดลมอาจเกิดภาวะ หลอดลมไวต่อการกระตุ้น (Bronchial Hyperresponsiveness: BHR) ซึ่งอาจคงอยู่นาน 2–3 สัปดาห์ อาการจะเป็นลักษณะไอแห้ง ๆ เป็นชุดยาว ๆ แต่ไม่มีอันตราย หากเอกซเรย์ทรวงอกปกติ โรคนี้จะหายได้เอง ยาแก้ไอเพียงช่วยบรรเทาอาการชั่วคราว
สาเหตุของอาการไอเรื้อรังอาจจำแนกตามตำแหน่งของพยาธิสภาพ ซึ่งดูได้ง่ายจากลักษณะของเอกซเรย์ทรวงอก ดังนี้
1. จากหลอดลม (เอกซเรย์ทรวงอกปกติ)
- สูบบุหรี่ (พบบ่อยที่สุด)
- หลอดลมไวหลังเป็นหวัด (Bronchial Hyperresponsiveness)
- โรคหืด (Asthma)
- โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis)
- โรคไอกรน (Pertussis, whooping cough ในเด็ก)
- ไซนัสอักเสบเรื้อรังที่มีหนองหยดลงคอ (Post-nasal drip)
- โรคกรดไหลย้อน (GERD)
- ผลข้างเคียงจากยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitors
2. จากเนื้อปอด (เอกซเรย์ทรวงอกเห็นความผิดปกติที่ปอด)
- การติดเชื้อ เช่น ปอดบวม วัณโรค ฝีในปอด เชื้อรา หรือพยาธิ มักมีไข้ เหนื่อย และเจ็บอกเวลาหายใจ
- โรคปอดเรื้อรัง เช่น COPD, bronchiectasis, cystic fibrosis, interstitial lung disease, หรือ granulomatous disease มักมีอาการเหนื่อยง่าย ออกแรงไม่ได้ และอาจมีนิ้วปุ้มซึ่งบ่งบอกภาวะออกซิเจนต่ำเรื้อรัง
- เนื้องอกในทรวงอก เช่น มะเร็งปอด mesothelioma หรือ lymphoma มักมีอาการไอเป็นเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือคลำต่อมน้ำเหลืองโต
3. จากหัวใจ (เอกซเรย์ทรวงอกเห็นหัวใจโต)
- ภาวะหัวใจล้มเหลว อาการไอจะมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนราบ และดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านั่ง
แนวทางการวินิจฉัย
หากเอกซเรย์ทรวงอกปกติ แพทย์จะพิจารณาลักษณะของการไอ เวลาที่เกิด อาการร่วม และชนิดของยาที่ผู้ป่วยใช้ประจำ เพื่อแยกสาเหตุที่เป็นไปได้
- โรคหืด (Asthma): มักเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก มีอาการไอ หายใจหอบ หรือมีเสียงวี้ด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา หรือการออกกำลังกาย
- โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้: มีอาการคันจมูก คันคอ น้ำมูกใส ไอ และจามเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสร ขนสัตว์ หรืออากาศเย็น อาการเด่นที่จมูกมากกว่าหลอดลม
- โรคไอกรน: มักเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี เริ่มจากไอเล็กน้อยคล้ายหวัด แล้วไอแรงติดกันหลายครั้งเป็นชุด มีเสียง “วู้ป” ขณะหายใจเข้า โรคกินเวลาราว 2–3 เดือน วินิจฉัยได้ด้วยการเพาะเชื้อ Bordetella pertussis หรือการตรวจเลือด
- ไซนัสอักเสบเรื้อรัง: มีน้ำมูกสีขุ่นหรือเขียว หนองไหลลงคอ ปวดใบหน้า จมูกไม่ได้กลิ่น และรู้สึกมีน้ำไหลลงคอจนต้องไอเรื่อย ๆ
- โรคกรดไหลย้อน (GERD): มักไอแห้งหลังตื่นนอนหรือหลังรับประทานอาหาร อาจมีแสบคอ เสียงแหบตอนเช้า หรือรู้สึกมีน้ำเปรี้ยวไหลขึ้นคอเมื่อเอนตัว
หากเอกซเรย์ทรวงอกผิดปกติ รอยโรคที่เห็นจากเอกซเรย์จะช่วยในการสืบค้นมากขึ้น เช่น สงสัยการติดเชื้อจะตรวจหาเชื้อจากเสมหะ มีเนื้องอกก็ต้องตรวจชิ้นเนื้อ สงสัยภาวะหัวใจล้มเหลวต้องประเมินการทำงานของหัวใจเพิ่มเติม
ในเด็กเล็ก อาการไอเรื้อรังอาจเกิดจากโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อหลอดลม ถุงลม หรือหัวใจ เด็กที่มีการติดเชื้อในปอดบ่อยควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจมีมาตั้งแต่กำเนิด
ภาวะแทรกซ้อนของการไอ
การไอรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะปอดแตกและมีลมรั่วเข้าในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pneumothorax) ทำให้เจ็บหน้าอกและแน่นหายใจทุกครั้ง ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองเมื่อหายใจตื้น แต่หากลมรั่วสะสมมากขึ้นจนหายใจลำบาก ต้องเจาะทรวงอกต่อท่อระบายลมออก
อาการไอเรื้อรังยังอาจทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเล็ด โดยเฉพาะในผู้ที่กล้ามเนื้อเชิงกรานอ่อนแรง
สรุป
ไอเรื้อรัง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคหลอดลมอักเสบ ภูมิแพ้ หอบหืด ไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอด การสังเกตลักษณะการไอร่วมกับอาการอื่นและการเอกซเรย์ทรวงอกเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัย หากมีอาการไอติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพปอดให้แข็งแรง