รอบเดือนขาดหายไป (Secondary amenorrhea)
ธรรมชาติได้สร้างระบบเจริญพันธุ์ของเพศหญิงไว้อย่างซับซ้อนและมหัศจรรย์ โดยมีมดลูกและรังไข่เป็นอวัยวะหลัก ซึ่งทำงานประสานกันผ่านการควบคุมของฮอร์โมนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการตกไข่และการเตรียมผนังมดลูกสำหรับการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน
รอบเดือนของสตรีสามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงเจริญเติบโตของไข่ ช่วงตกไข่ ช่วงที่ผนังมดลูกหนาตัวขึ้น และช่วงที่ผนังมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนหากไม่มีการปฏิสนธิ หากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ระดับฮอร์โมนและอุณหภูมิของร่างกายจะยังคงสูง เพื่อคงสภาพผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการเจริญของตัวอ่อน จนกระทั่งครบกำหนดคลอด ช่วงเวลานี้เองที่ประจำเดือนจะหายไปเป็นเวลาประมาณ 9-12 เดือน
ดังนั้น เมื่อผู้หญิงไม่มีประจำเดือน แพทย์จึงต้องตรวจหาการตั้งครรภ์ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งมักต้องตรวจทั้งจากปัสสาวะและเลือดหลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์จริง ๆ ก่อนจะตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ต่อไป ภาวะนี้เรียกว่า “อาการขาดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary amenorrhea)”
นิยามความผิดปกติ
การไม่มีประจำเดือนในบางช่วงของชีวิตถือเป็นภาวะปกติ ไม่จัดว่าเป็นโรค ได้แก่
- ช่วงก่อนเข้าสู่วัยสาว
- ระหว่างตั้งครรภ์
- ระยะหลังคลอดหรือช่วงให้นมบุตร
- วัยหมดระดู (วัยทอง)
- หลังหยุดยาเม็ดคุมกำเนิดไม่เกิน 6 เดือน หรือหลังฉีดยาคุมกำเนิดไม่เกิน 12 เดือน
เนื่องจากรอบเดือนสามารถแปรปรวนตามสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต การวินิจฉัยว่ามีภาวะ รอบเดือนขาดหายไป หมายถึง การไม่มีประจำเดือนติดต่อกันนาน 3 รอบเดือนขึ้นไป ทั้งที่เคยมีประจำเดือนมาแล้ว และตัดสาเหตุจากการตั้งครรภ์ออกไปแล้ว
สาเหตุของภาวะรอบเดือนขาดหายไป (นอกจากการตั้งครรภ์)
สาเหตุของภาวะนี้มีได้หลายระดับ ตั้งแต่ความผิดปกติของรังไข่ มดลูก ต่อมใต้สมอง ไฮโปธาลามัส ไปจนถึงโรคเรื้อรังหรือภาวะอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนเพศ
1. พยาธิสภาพที่รังไข่
- กลุ่มอาการถุงน้ำที่รังไข่ (Polycystic ovarian syndrome)
เป็นภาวะที่รังไข่มีถุงน้ำจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ผู้ป่วยมักมีรูปร่างอ้วน มีขนดก หรือมีหนวด รอบเดือนมักมาห่างหรือขาดไปหลายเดือน การรักษาใช้ยากระตุ้นการตกไข่หรือยาคุมกำเนิด และอาจต้องลดน้ำหนักร่วมด้วย หากปล่อยไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
- ภาวะรังไข่ไม่ทำงานก่อนวัย (Premature ovarian failure) เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน การได้รับยาเคมีบำบัด โรคคางทูมที่ทำให้รังไข่อักเสบ ความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือไม่ทราบสาเหตุ
- มีเนื้องอกรังไข่ที่สร้างฮอร์โมนโปรแลคติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการหลั่งน้ำนมและยับยั้งการตกไข่ รังไข่ที่มีเนื้องอก เช่น dermoid cyst อาจทำให้รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือหยุดไปเลยก็ได้ รายที่มีอาการชัดก็จะมีน้ำนมไหลผิดปกติด้วย
2. พยาธิสภาพที่มดลูก
- กลุ่มอาการแอสเชอร์แมน (Asherman's syndrome) เกิดจากพังผืดในโพรงมดลูกหลังผ่าตัดหรือขูดมดลูก เช่น หลังคลอด หลังแท้ง หรือผ่าตัดรักษาเนื้องอก/ครรภ์ไข่ปลาอุก
- ภาวะปากมดลูกตีบตัน (Cervical stenosis) อาจเกิดจากการผ่าตัดมดลูก การฉายแสง หรือโรคมะเร็งปากมดลูก
3. พยาธิสภาพที่ต่อมใต้สมองและไฮโปธาลามัส
- เนื้องอกสมอง ทั้งชนิดปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หรือเนื้องอกที่เกิดจากต่อมใต้สมองโดยตรง
- การฉายรังสีที่สมอง
- ภาวะต่อมใต้สมองขาดเลือด จากการตกเลือดหลังคลอดมากเกินไป (Sheehan's syndrome)
4. โรคเรื้อรังทางกายที่รุนแรง
- โรคทั่วไป เช่น เบาหวาน ไตวาย โรคตับเรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease) หรือภาวะขาดอาหาร
- โรคของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมหมวกไต
5. โรคทางจิตที่รุนแรง
- โรคทางอารมณ์และพฤติกรรมการกิน เช่น Anorexia nervosa หรือ Bulimia nervosa
- โรคซึมเศร้าหรือภาวะเครียดเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมน GnRH จากสมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้วงจรการตกไข่หยุดชะงัก
6. การใช้ยาบางชนิด
- ยาคุมกำเนิด
- ยารักษาโรคจิต เช่น haloperidol, chlorpromazine, risperidone, zotepine เป็นต้น
- ยาต้านซึมเศร้า เช่น amitriptyline, fluoxetine, sertraline, paroxetine เป็นต้น
- ยากล่อมประสาท เช่น buspirone, alprazolam
- ยาลดความดัน เช่น alpha-methydopa, reserpine, verapamil
- ยารักษาโรคกระเพาะ เช่น cimetidine, ranitidine
- ยาอื่น ๆ เช่น morphine, metoclopramide, domperidone, fenfluramine, physostigmine
7. ภาวะเฉพาะบางอย่าง
- การออกกำลังกายมากเกินไป โดยเฉพาะในนักกีฬา
- ภาวะอ้วนมาก เพราะเซลล์ไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งยับยั้งการหลั่ง FSH และ LH ทำให้ไม่มีการตกไข่
- ภาวะผอมมาก เช่น ในดาราหรือนางแบบ ซึ่งส่งผลให้รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
แนวทางการวินิจฉัย
เนื่องจากสาเหตุของภาวะนี้มีมากมาย แพทย์จึงเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย และตรวจสอบยาที่เคยใช้ จากนั้นจะตรวจระดับฮอร์โมนเพื่อแยกกลุ่มความผิดปกติที่น่าสงสัยตามแผนผังด้านล่าง การตรวจวินิจฉัยมักมีความซับซ้อน ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นควรแน่ใจว่ารอบเดือนขาดหายไปจริง (อย่างน้อย 3 รอบเดือน) และสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยก่อนเข้ารับการตรวจ
สรุป
ภาวะรอบเดือนขาดหายไป (Secondary amenorrhea) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โดยมีสาเหตุได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์ ความผิดปกติของรังไข่ มดลูก ต่อมใต้สมอง หรือสมองส่วนไฮโปธาลามัส ไปจนถึงโรคเรื้อรังและผลจากการใช้ยา การรักษาจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุเฉพาะราย ควรสังเกตรอบเดือนของตนเอง หากขาดหายไปเกิน 3 เดือน ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องรักษาแต่เนิ่น ๆ