โพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)

โพแทสเซียม (K) เป็นเกลือแร่สำคัญที่อยู่ในเซลล์เป็นหลัก โดยมีเพียงประมาณ 2% เท่านั้นที่พบในกระแสเลือด หน้าที่หลักของโพแทสเซียม ได้แก่ การควบคุมออสโมลาริตี้ภายในเซลล์ ช่วยในขบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อและการนำกระแสประสาท คงความต่างศักย์ระหว่างภายในกับภายนอกเซลล์ อีกทั้งยังช่วยรักษาสมดุลไอออนภายในเซลล์เมื่อมีสารบางชนิดสูงหรือต่ำผิดปกติ ในภาวะปกติระดับโพแทสเซียมในเลือดอยู่ที่ 3.5–5.0 mEq/L

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงมักพบในโรคไตวาย ภาวะเลือดเป็นกรด หรือการใช้ยาบางชนิดที่ลดการขับโพแทสเซียมออกจากไต ในคนที่ไตทำงานปกติมีโอกาสน้อยมากที่โพแทสเซียมจะเกินจากอาหารเพียงอย่างเดียว แต่หากมีภาวะผิดปกติข้างต้นอยู่ก่อน การได้รับโพแทสเซียมจากอาหารหรือยาอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้

อาการที่พบ ได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเทียม (False hyperkalemia)

เนื่องจากโพแทสเซียมส่วนใหญ่อยู่ในเซลล์ ระดับที่ตรวจพบสูงผิดปกติอาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกก่อนส่งตรวจ เช่น ใช้เข็มเจาะเลือดเล็กเกินไป รัดแขนนานเกินไป ดูดเลือดโดยการเค้น เลือดตั้งทิ้งไว้นาน หรือมีจำนวนเม็ดเลือดมากผิดปกติ (เกร็ดเลือด > 500,000/mm3 หรือเม็ดเลือดขาว > 70,000/mm3) ทั้งนี้เลือดที่มีเซลล์มากอาจทำให้โพแทสเซียมสูงหรือต่ำเทียมได้ทั้งสองแบบ

สาเหตุของโพแทสเซียมเกิน

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเกิดได้จาก 3 กลไกหลัก ดังนี้

  1. ไตลดการขับโพแทสเซียมออก — เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจาก
    • ยา เช่น กลุ่ม ACE inhibitors, ARBs, ยาต้านเรนิน, ยาขับปัสสาวะแบบสงวนโพแทสเซียม, NSAIDs, Heparin, Lithium, ยากันชัก Levetiracetam (Keppra®), Tacrolimus, Trimethoprim เป็นต้น
    • ภาวะต่อมหมวกไตไม่ทำงาน (Adrenal insufficiency) ทำให้ขาดฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (Hypoaldosteronism)
    • ภาวะดื้อฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (Aldosterone resistance) เช่น Gordon's syndrome
    • โรคไต เช่น ไตวายจนปัสสาวะออกน้อย, มีนิ่วอุดกรวยไตหรือท่อไต, โรค RTA type IV เป็นต้น
    • ความดันโลหิตต่ำ ทำให้ส่งเลือดไปกรองที่ไตน้อยลง

  2. ได้รับโพแทสเซียมมากเกิน เช่น การได้รับโพแทสเซียมเสริม การรับเลือด การให้อาหารทางหลอดเลือด (TPN) หรือยาที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนผสม เช่น PGS
  3. โพแทสเซียมเคลื่อนออกจากเซลล์มากขึ้น เกิดจาก
    • ภาวะ Metabolic acidosis
    • เซลล์แตกหรือถูกทำลายมากผิดปกติ เช่น ภาวะมะเร็งแตก (Acute tumor lysis), เม็ดเลือดแดงแตกในกระแสเลือด, เลือดออกในเนื้อเยื่อหรือทางเดินอาหาร, ร่างกายถูกไฟไหม้, กล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis)
    • ภาวะพร่องอินสุลิน เช่น เบาหวานหรืออดอาหาร
    • ยา เช่น β-blockers, พิษยา Digoxin
    • การโหมออกกำลังกายนานเกินไป
    • โรค Familial hyperkalemic periodic paralysis


แนวทางการวินิจฉัย

เริ่มต้นจากการประเมินว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงหรือโรคที่ทำให้โพแทสเซียมสูงหรือไม่ หากไม่พบ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อแยกภาวะโพแทสเซียมสูงเทียมออก

คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะเปลี่ยนแปลงตามระดับโพแทสเซียมที่สูงขึ้น ดังนี้

- ระยะแรก: P wave เตี้ยลง, PR interval ยาวขึ้น, และ T wave ค่อย ๆ สูงแหลมขึ้นคล้ายยอดเจดีย์

- เมื่อโพแทสเซียมสูงขึ้น: P wave จะหายไป QRS complex จะกว้างขึ้น และพบการเต้นผิดจังหวะบ่อยขึ้น

- ระดับรุนแรงมาก: QRS complex และ T wave จะมารวมกันเป็น Sine wave หรือเหมือน ventricular tachycardia ถึงขึ้นนี้หัวใจอาจจะหยุดเต้น (Asystole) ได้ทุกเวลา

เมื่อยืนยันว่าเป็นภาวะโพแทสเซียมสูงจริง ควรเริ่มรักษาทันที โดยเฉพาะเมื่อระดับ ≥ 6.0 mEq/L ซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรายงานจากห้องปฏิบัติการ

แนวทางการรักษา

การรักษาเลือกใช้ตามระดับความรุนแรงและสาเหตุ อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่

  1. หยุดยาที่อาจทำให้โพแทสเซียมสูง
  2. ให้ยาขับปัสสาวะ Furosemide ร่วมกับน้ำเกลือ เพื่อเพิ่มการขับโพแทสเซียมออกทางไต (กรณีไตวายวิธีนี้จะใช้ไม่ได้)
  3. ให้ 50% glucose 50 ml + อินสุลิน 10 ยูนิต เพื่อดึงโพแทสเซียมกลับเข้าเซลล์ทันที และอาจตามด้วยการหยดสารละลาย 10%D/W 50 ml/hr เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  4. ถ้า EKG พบ QRS กว้างหรือ P wave หาย ควรให้ 10% calcium gluconate 10-20 ml ทางหลอดเลือดช้า ๆ เพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ (ห้ามใช้ในผู้ที่รับประทาน Digoxin อยู่)
  5. ให้ยาขับโพแทสเซียมออกทางอุจจาระ เช่น Kayexalate, Kalemate, Veltassa กินหรือเหน็บทวารหนัก
  6. ให้ยา β2-agonist พ่น เช่น Albuterol 10–20 mg นาน 10 นาที เพื่อช่วยดึงโพแทสเซียมกลับเข้าเซลล์ (ห้ามใช้ในโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน)
  7. ให้ผสมสารละลาย 7.5% NaHCO3 150 ml ใน 5%D/W 1000 ml หยดเข้าหลอดเลือดใน 2-4 ชั่วโมง ในกรณีเลือดเป็นกรดมาก (pH < 7.20) เพื่อไม่ให้โพแทสเซียมในเซลล์ออกมาเพิ่มอีก แต่วิธีนี้จะทำให้ไอออนไนซ์แคลเซียมในเลือดลดลงและโซเดียมในเลือดสูงขึ้น (กรณีไตวายไม่ควรใช้วิธีนี้)
  8. ทำการฟอกไต (dialysis) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในภาวะไตวาย

สรุป

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเป็นภาวะอันตรายที่อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้ ต้องวินิจฉัยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกภาวะจริงออกจากภาวะเทียม สาเหตุหลักเกิดจากไตขับโพแทสเซียมลดลง การได้รับโพแทสเซียมมากเกิน หรือการที่โพแทสเซียมเคลื่อนออกจากเซลล์ ระหว่างรอหาสาเหตุควรเริ่มให้การรักษาทันที โดยเฉพาะเมื่อระดับ ≥ 6.0 mEq/L การรักษามีหลายแนวทาง ตั้งแต่หยุดยา การปรับสมดุลน้ำและสารละลาย การดึงโพแทสเซียมกลับเข้าเซลล์ ไปจนถึงการฟอกไตในรายที่จำเป็น การเข้าใจกลไกและการดูแลอย่างถูกต้องจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างมาก

บรรณานุกรม

  1. JOYCE C., et al. "Hyperkalemia." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา American Family Physician. (29 พฤศจิกายน 2568).
  2. Eleanor Lederer. "Hyperkalemia." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape. (29 พฤศจิกายน 2568).
  3. "Hyperkalemia." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Physiopedia (29 พฤศจิกายน 2568).