ปวดหลัง (Back pain)

อาการปวดหลังเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก โดยแทบทุกคนเคยมีอาการอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต มักเริ่มพบครั้งแรกในช่วงอายุ 20–40 ปี และมีแนวโน้มพบบ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

สาเหตุของอาการปวดหลังมีได้หลายประการ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบหรือเคล็ดขัดยอก โรคของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก โรคของไขสันหลัง รวมถึงโรคของอวัยวะภายในที่อยู่ด้านหลัง เช่น ไต ตับอ่อน หรือหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา เนื้อหานี้จะกล่าวถึงลักษณะของอาการปวดหลังในโรคกลุ่มต่าง ๆ และแนวทางการวินิจฉัยและรักษา

สาเหตุของการปวดหลัง

1. กล้ามเนื้อเคล็ดและเอ็นตึง

กว่า 80% ของผู้ที่มีอาการปวดหลังเกิดจากกลุ่มนี้ ลักษณะสำคัญคือต้องมีสาเหตุเชิงกล (mechanical cause) และไม่มีอาการอย่างอื่นร่วม สาเหตุเชิงกลได้แก่

  • การใช้แรงเกินกำลังหรือการเคลื่อนไหวเกินขีดจำกัดของร่างกาย เช่น ยกของหนัก การแบกน้ำหนักต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ หรือได้รับการบาดเจ็บ
  • การอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป เช่น การนั่งหรือยืนนาน การเกร็งกล้ามเนื้อจากความหนาว ความเครียด หรือการนอนพักเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่เป็นอัมพาตบางส่วน

อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจะไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชา แขนขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ และไม่มีอาการของระบบอื่น เช่น ไข้ ไอ เหนื่อย หรือคลื่นไส้อาเจียน มักดีขึ้นภายใน 1–2 วันเมื่อได้พักผ่อน


2. โรคของกระดูกสันหลังและไขสันหลัง

โรคในกลุ่มนี้มักมีอาการปวดต่อเนื่องแม้พักอยู่เฉย ๆ หากเป็นโรคของไขสันหลัง อาการทางระบบประสาทจะเด่น เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือชาบางส่วน ส่วนโรคของกระดูกสันหลังมักมีอาการปวดเฉพาะจุด สามารถชี้ตำแหน่งได้ชัด และเมื่อกดตรงปุ่มกระดูกจะยิ่งเจ็บมาก

โรคของไขสันหลังมักพบในเด็ก ส่วนโรคที่เกิดจากความเสื่อมหรือมะเร็งของกระดูกสันหลังมักพบในผู้สูงอายุ

ตารางแสดงการเริ่มเกิดของโรคในกลุ่มนี้ตามช่วงอายุ
10–30 ปี30–50 ปี>50 ปี
- ไขสันหลังติดเชื้อ (โปลิโอ วัณโรค)
- หมอนรองกระดูกเคลื่อน
- กระดูกสันหลังหัก
- Multiple sclerosis
- Ankylosing spondylitis
- กระดูกสันหลังเคลื่อน
- หมอนรองกระดูกเคลื่อน
- กระดูกสันหลังเคลื่อน
- ไขสันหลังติดเชื้อ
- มะเร็งลุกลาม
- กระดูกสันหลังเสื่อม
- กระดูกสันหลังตีบ
- กระดูกสันหลังเสื่อม
- กระดูกสันหลังตีบ
- กระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน
- มะเร็งลุกลาม
- กระดูกสันหลังเคลื่อน
- เนื้องอกของกระดูกหรือไขกระดูก

อาการบางชนิดจำเป็นต้องรีบพบแพทย์ทันที เช่น


3. โรคของอวัยวะภายในที่อยู่ทางด้านหลัง

ได้แก่ โรคปอดบวม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดบางชนิด ตับอ่อนอักเสบ กรวยไตอักเสบ ผนังหลอดเลือดแดงเอออร์ตาฉีกขาด และมะเร็งภายในช่องท้อง

อาการปวดหลังในกลุ่มนี้มักเป็นอาการร่วม ไม่ใช่อาการหลักของโรค เช่น

  • ปอดบวม มีไข้ ไอ หอบ เจ็บอกเวลา หายใจเข้าลึก
  • กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีอาการเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก อาจเจ็บร้าวไปหลัง พบได้น้อยในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี
  • ตับอ่อนอักเสบ ปวดท้องร้าวหลัง มีไข้ อาเจียน ท้องอืด มักเกิดในผู้ดื่มสุรา
  • กรวยไตอักเสบ มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ ปวดสีข้าง และปัสสาวะแสบขัด
  • ผนังหลอดเลือดแดงเอออร์ตาฉีกขาด ปวดเฉียบพลันรุนแรง ความดันตก พบในผู้ป่วยความดันสูงมาก อาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
  • มะเร็งอวัยวะภายใน เบื่ออาหาร ผอมลง แน่นท้อง หากกดท่อน้ำดีอาจมีดีซ่าน


แนวทางการตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ช่วงเวลาที่เริ่มปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด การบาดเจ็บมาก่อนหรือไม่ อาการร่วมเช่นชา อ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวลำบาก รวมถึงโรคประจำตัวและประวัติการรักษาเดิม เพื่อประเมินแนวโน้มของโรค

จากนั้นตรวจร่างกายเพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ความสมดุลของกล้ามเนื้อหลัง การกดเจ็บของกระดูก และช่วงการเคลื่อนไหว เช่น การก้ม แอ่น หรือบิดตัว หากพบอาการทางระบบประสาทจะตรวจรากประสาท ระดับการชา และกำลังกล้ามเนื้อในแต่ละส่วน

สำหรับคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุหรือปวดมากจนยืนไม่ได้จะข้ามการตรวจในลักษณะนี้ไป หรือหากอาการปวดหลังไม่ได้เป็นที่แนวกระดูกสันหลัง แพทย์อาจละการตรวจกระดูกและระบบประสาทไปตรวจอวัยวะส่วนที่เจ็บแทน

จากประวัติและการตรวจร่างกายเหล่านี้หากไม่สงสัยโรคของกระดูกสันหลังและไขสันหลัง หรือโรคของอวัยวะภายใน แพทย์อาจยังไม่ส่งตรวจอะไรเพิ่ม (เว้นแต่ในผู้สูงอายุที่ยังไม่เคยได้รับการเอกซเรย์กระดูกสันหลังมาก่อน หรือในผู้ที่ปวดเรื้อรังมานานกว่า 2 เดือน)

การตรวจเพิ่มเติมได้แก่

  • X-ray เห็นโครงกระดูก แต่ไม่เห็นหมอนรองหรือเส้นประสาท
  • CT scan เห็นรายละเอียดกระดูกและหมอนรองได้ชัดเจนกว่า X-ray
  • MRI ให้ภาพละเอียดที่สุด เห็นกระดูก เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ เหมาะกับผู้ที่มีอาการทางระบบประสาท
  • Myelogram ฉีดสารทึบรังสีรอบไขสันหลัง ใช้น้อยลงในปัจจุบัน
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง ใช้วินิจฉัยการติดเชื้อ
  • EMG / NCV ตรวจความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
  • Bone scan ตรวจหาการติดเชื้อหรือเนื้องอกของกระดูก
  • Ultrasound ตรวจเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรืออวัยวะภายใน
  • Chest X-ray ตรวจหาความผิดปกติของปอดหรือหัวใจ
  • ตรวจเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อหรือการอักเสบ

แนวทางการรักษา

หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีความผิดปกติทางระบบประสาท แพทย์จะรักษาเบื้องต้นด้วยยาและกายภาพบำบัด โดยยาช่วยลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ ส่วนกายภาพบำบัดช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงของหลัง หากยังไม่ดีขึ้นจึงพิจารณาตรวจเพิ่มเติม

ในบางกรณีอาจใช้การประคบเย็นหรือร้อน การฉีดยาชาหรือสเตียรอยด์ การใช้อัลตราซาวด์ นวด ฝังเข็ม หรือกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อลดปวด

สำหรับผู้ป่วยกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลังยุบตัว อาจรักษาด้วย vertebroplasty ซึ่งเป็นการฉีดสารคล้ายซีเมนต์เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กระดูก

การผ่าตัดถือเป็นทางเลือกสุดท้าย วิธีที่ใช้ได้แก่

  1. Discectomy เอาชิ้นส่วนหมอนรองหรือกระดูกที่กดเส้นประสาทออก
  2. Foraminotomy ขยายช่องเส้นประสาทเพื่อลดการบีบ
  3. Intra-discal Electrothermal Therapy (IDET) สอดเข็มเข้าไปที่หมอนรองกระดูก แล้วผ่านความร้อนประมาณ 90°C นาน 15-17 นาที เพื่อทำให้หมอนรองกระดูกส่วนกลางแข็งขึ้น และลดการกดทับเส้นประสาท
  4. Nucleoplasty ใช้คลื่นเสียงทำให้หมอนรองแข็งขึ้น คล้ายวิธี IDET เหมาะกับผู้ที่หมอนรองเคลื่อนเล็กน้อย
  5. Spinal fusion ยึดกระดูกด้วยโลหะเพื่อเพิ่มความมั่นคง (แต่ขยับหลังได้น้อยลง)
  6. Spinal laminectomy เอาส่วนหลังคาของกระดูกสันหลัง (lamina) ออกบางข้อ เพื่อคลายการกดไขสันหลัง

หลังผ่าตัดต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายเดือน และบางรายอาจไม่สามารถกลับมาใช้งานหลังได้เหมือนเดิมทั้งหมด

การป้องกันโรคของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง

อาการปวดหลังส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ ซึ่งการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาภายหลัง เริ่มจากการปรับพฤติกรรมและท่าทางในชีวิตประจำวันให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ เวลายกของจากพื้นควรเริ่มจากท่าย่อเข่าเสมอ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากรู้สึกปวดเมื่อยหรืออ่อนล้า ควรหยุดพัก ไม่ฝืนทำกิจกรรมต่อ ทั้งการทำสวนหรือทำงานบ้านก็ควรระมัดระวังเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเล็กน้อยที่อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง

นอกจากนี้ ควรหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา ตั้งแต่ยังอายุน้อย เพื่อให้กล้ามเนื้อเหล่านี้ช่วยพยุงกระดูกสันหลังให้มั่นคงและตั้งตรงได้แม้ในยามสูงวัย รศ. พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล จากแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำท่าบริหารง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ก่อนนอนทุกวัน ดังนี้

การบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง

  • ท่าที่ 1 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง เอามือสอดไว้ใต้เอว เกร็งหน้าท้องแล้วยกก้นลอยจากพื้นเล็กน้อย จะรู้สึกว่าหลังมากดมือที่อยู่ใต้เอว นับ 1–5 แล้วค่อยคลายหน้าท้อง ทำซ้ำ 10–20 ครั้ง
  • ท่าที่ 2 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง วางมือข้างลำตัว จากนั้นเอื้อมมือขวาไปแตะหัวเข่าซ้าย ยกไหล่ขวาพ้นพื้นเล็กน้อย นับ 1–5 แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำสลับข้าง
  • ท่าที่ 3 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ยกข้อศอกขวาขึ้นเฉียงไปทางเข่าซ้าย ยกไหล่พ้นพื้น นับ 1–5 แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำสลับข้างเช่นเดียวกัน

การบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก

  • ท่าที่ 1 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง มือวางข้างลำตัว ยกก้นให้ลอยจากพื้น เกร็งค้างไว้ นับ 1–10 แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำหลายครั้ง
  • ท่าที่ 2 นอนคว่ำ เหยียดแขนเหนือศีรษะแนบหู ยกแขนและขาด้านตรงข้ามลอยจากพื้นเล็กน้อย เกร็งค้าง นับ 1–5 แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำสลับข้าง
  • ท่าที่ 3 คุกเข่าในท่าแมว ยกขาซ้ายขนานลำตัว เกร็งค้างไว้ นับ 1–10 แล้ววางลง สลับยกขาขวาทำเช่นเดียวกัน

การบริหารเพื่อเหยียดยืดกล้ามเนื้อหลัง สะโพก และขา

  • ท่าที่ 1 นอนหงาย มือช้อนใต้เข่า ดึงขาข้างหนึ่งเข้าหาหน้าอก ค้างไว้สักครู่ แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำสลับข้าง
  • ท่าที่ 2 นอนหงาย มือทั้งสองช้อนใต้เข่าดึงขาทั้งสองเข้าหาหน้าอก พร้อมผงกศีรษะเข้าหาลำตัว จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง
  • ท่าที่ 3 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง ไขว้ขาซ้ายทับขาขวา ใช้มือขวาดึงเข่าซ้ายให้ราบลงทางขวา (เอวจะบิด) แล้วสลับข้าง
  • ท่าที่ 4 นั่งเหยียดขาสองข้างบนพื้นหรือเตียง เอื้อมมือไปแตะปลายเท้าโดยไม่งอเข่า ค้างไว้ 1–10 หรือ 1–20 วินาที ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขา

ขณะออกกำลังกายในทุกท่า ห้ามกลั้นหายใจ เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง สามารถทำท่าบริหารเหล่านี้ได้เช่นกัน แต่หากรู้สึกปวดมากขึ้นในบางท่า ควรหยุดทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณว่าท่านั้นไม่เหมาะสม หรือกระตุ้นให้พยาธิสภาพของกระดูกและไขสันหลังแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อออกแบบโปรแกรมการบริหารที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล

สรุป

อาการปวดหลังส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อและเอ็นตึงเครียด ซึ่งมักหายได้ด้วยการพักผ่อน ยา และกายภาพบำบัด แต่หากมีอาการปวดต่อเนื่องรุนแรง ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือมีไข้และน้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคกระดูกสันหลังหรืออวัยวะภายใน การตรวจและรักษาแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

การป้องกันโรคของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังทำได้ง่ายเพียงเริ่มจากการปรับท่าทางในการดำเนินชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง ควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ รวมทั้งบริหารกล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง และสะโพกให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ลดโอกาสเกิดอาการปวดและบาดเจ็บ