ท้องเสีย (Diarrhea)

อาการท้องเสียเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

  • อุจจาระมีมูกหรือเลือดปน
  • ถ่ายบ่อยมากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย ตัวเย็น หรือไม่สามารถลุกเดินได้
  • มีไข้สูง อาเจียนรุนแรง หรือปวดท้องมาก
  • ท้องเสียนานเกิน 3 วันติดต่อกัน
  • เด็กเล็กที่มีอาการอาเจียนร่วมกับท้องเสีย

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทุกครั้งที่ถ่าย หากไม่มีผงเกลือแร่ (ORS) ในวันแรกสามารถดื่มน้ำสะอาดแทนได้ ส่วนในวันถัดมา อาจใช้น้ำสะอาด 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือครึ่งช้อนชา ดื่มแทนน้ำระหว่างวันได้เช่นกัน นอกจากนี้มีผู้ใหญ่หลายท่านแนะนำว่า การดื่มน้ำชาแก่ ๆ หนึ่งแก้วเมื่อเริ่มมีอาการ จะช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ดีขึ้น

สาเหตุของอาการท้องเสีย

1. อาการท้องเสียเฉียบพลัน

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือบางครั้งเกิดจากการติดเชื้อในระบบอื่นที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ผู้คนมักสงสัยว่าทำไมเมื่อเกิดจากการติดเชื้อจึงไม่ควรรีบทานยาปฏิชีวนะ คำตอบคือ ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เช่น แอนติบอดีชนิด IgA ซึ่งสามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และสารพิษได้ ขณะที่ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์เฉพาะต่อเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

นอกจากนี้ ร่างกายยังมีกลไกขับของเสียด้วยตัวเอง โดยลำไส้จะลดการดูดซึมสารพิษ เพิ่มการหลั่งน้ำเพื่อเจือจางของเสีย และเพิ่มการบีบตัวเพื่อขับออก การปล่อยให้ถ่ายจนหมดโดยไม่ใช้ยาหยุดถ่าย การดื่มน้ำชดเชย การงดอาหารชั่วคราว 1–2 มื้อ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ถือเป็นการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม หากท้องเสียนานกว่า 3 วัน อุจจาระมีมูกเลือด หรือมีอาการไข้สูง อาเจียน และปวดท้องรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือดและตรวจอุจจาระเพิ่มเติม เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะติดเชื้อรุนแรงที่กระทบต่อระบบอื่นของร่างกาย

นอกจากการติดเชื้อแล้ว อาการท้องเสียเฉียบพลันยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การรับประทานอาหารที่ระคายกระเพาะหรือลำไส้ อาหารแปลกใหม่ การแพ้อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด เห็ดพิษ ปลามีพิษ สารเคมี หรืออาจเกิดร่วมกับโรคอื่น เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เบาหวาน คอพอกเป็นพิษ หรือภาวะต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง เป็นต้น



2. อาการท้องเสียเรื้อรัง

อาการท้องเสียเรื้อรังคือภาวะที่มีอาการต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ผู้ที่มีอาการลักษณะนี้ควรพบแพทย์เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ตัวอย่างโรคหรือภาวะที่อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรัง ได้แก่

  1. พยาธิสภาพที่กระเพาะ เช่น Atrophic gastritis, Pernicious anemia, Zollinger-Ellison syndrome
  2. พยาธิสภาพที่ลำไส้เล็ก
    • การอักเสบ: เช่น Crohn's disease, Radiation enteritis, Whipple's disease, Amyloidosis, SLE, Scleroderma, Polyarteritis nodosa
    • การดูดซึมผิดปกติ: เช่น Non-tropical sprue, Tropical sprue, Disaccharidase deficiency, Intestinal lymphoma, Pancreatic insufficiency, Hypogammaglobulinemia, หรือหลังผ่าตัดลำไส้ออกจำนวนมาก
    • การทำงานผิดปกติ: เช่น โรคลำไส้แปรปรวน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
  3. พยาธิสภาพที่ลำไส้ใหญ่ เช่น Ulcerative colitis, Diverticulitis, Villous adenoma, Colonic carcinoma
  4. การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น Giardiasis, Amebiasis, Tuberculosis
  5. ท้องเสียเรื้อรังในผู้ป่วยเอดส์
  6. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวานที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงลำไส้, ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ, มะเร็งต่อมไทรอยด์, เนื้องอกตับอ่อนบางชนิด, Carcinoid tumor, หรือโรคของต่อมพาราไทรอยด์
  7. จากยาที่ใช้ประจำ เช่น ยาลดกรดชนิด Antacid, ยาปฏิชีวนะ, Colchicine, ยาต้านซึมเศร้า, ยาระบาย
  8. พยาธิสภาพอื่น ๆ เช่น ภาวะที่มีทางต่อระหว่างท่อน้ำดีกับลำไส้, ทางลัดจากกระเพาะลงลำไส้ใหญ่ หรือภาวะเลือดไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอ

สาเหตุของท้องเสียเรื้อรังมีความซับซ้อนและหลากหลาย การตรวจวินิจฉัยมักต้องทำเป็นลำดับขั้น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นและให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด

สรุป

อาการท้องเสียส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อเฉียบพลันและสามารถหายได้เองหากดูแลตนเองอย่างถูกวิธี ได้แก่ การดื่มน้ำชดเชยเกลือแร่ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหยุดถ่ายโดยไม่จำเป็น แต่หากมีอาการรุนแรง ถ่ายมีเลือดปน หรือเป็นเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสม การรู้เท่าทันและเข้าใจกลไกของร่างกายจะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน