อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis)

อาการอาเจียนเป็นเลือด หมายถึง การอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด หรือเป็นลิ่มเลือดเล็ก ๆ สีน้ำตาลปนน้ำ ที่ภาษาแพทย์เรียกว่า "coffee grounds" ซึ่งบ่งบอกถึงการมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เลือดที่ออกจากทางเดินอาหารส่วนบนบางครั้งอาจไม่ถูกอาเจียนออกมา แต่ไหลลงสู่ลำไส้และขับออกมาเป็นอุจจาระสีดำเหลวคล้ายยางมะตอย ภาวะทั้งสองนี้ล้วนต้องได้รับการประเมินความรุนแรงและค้นหาสาเหตุอย่างเร่งด่วน

ความรุนแรงมิได้ประเมินจากปริมาณเลือดที่ออกมาให้เห็นภายนอก แต่จากการวัดความดันโลหิตและชีพจร ความดันค่าบนที่ลดต่ำกว่าค่าพื้นฐานของบุคคลนั้น 20 mmHg หรือชีพจรที่เต้นเร็วกว่า 100 ครั้ง/นาที ถือว่าอาจมีการตกเลือดภายในรุนแรง นอกจากนี้ การใส่สายยางล้างกระเพาะยังช่วยประเมินได้ โดยหากเลือดที่ดูดออกมาเป็นสีแดงสด แสดงว่ายังมีเลือดออกอยู่และต้องหยุดเลือดโดยด่วน แต่ถ้าเป็นสีคล้ำแบบ coffee grounds แสดงว่าการเลือดออกอาจหยุดลงแล้ว สามารถรอการตรวจหาสาเหตุอย่างเป็นขั้นตอนต่อไปได้

สาเหตุของการอาเจียนเป็นเลือด

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ 4 ภาวะดังนี้

  • เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร
  • กระเพาะอาหารอักเสบจากภาวะเครียด ยาแก้ปวด หรือสารที่ทำให้ระคายเคือง
  • การฉีกขาดบริเวณรอยต่อของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร (Mallory-Weiss Syndrome)
  • การแตกของหลอดเลือดดำขอดที่หลอดอาหาร (Esophageal varices)

โดยเฉพาะสองภาวะหลัง มักพบในผู้ที่ดื่มสุราปริมาณมากและผู้ป่วยโรคตับแข็ง

นอกจากนี้ อาการอาเจียนเป็นเลือดยังอาจเกิดจากหลอดอาหารอักเสบ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ความผิดปกติของหลอดเลือดในผนังทางเดินอาหาร รวมถึงภาวะเลือดออกง่ายจากโรคตับ โรคไต หรือโรคเลือดบางชนิด



แนวทางตรวจรักษา

ประวัติก่อนเริ่มอาเจียนเป็นเลือดมีความสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มี Mallory-Weiss Syndrome มักมีประวัติอาเจียนอย่างรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคนที่ดื่มสุรามาก ทำให้ครั้งหลัง ๆ เริ่มมีเลือดปนออกมา ส่วนผู้ที่มีอาการแสบท้องเรื้อรังก่อนหน้า อาจบ่งชี้แผลในกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบจากการระคายเคือง สำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง การอาเจียนเป็นเลือดเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ และหากผู้ป่วยไม่มีประวัติใด ๆ ที่กล่าวมา แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการแข็งตัวของเลือดเพิ่มเติม

ผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดมักถูกรับไว้รักษาและติดตามอาการในโรงพยาบาล ในระยะแรกผู้ป่วยจะได้รับน้ำเกลือและการใส่สายล้างท้องก่อน เพื่อดูว่ายังมีเลือดออกอยู่หรือไม่ จากนั้นเมื่อสัญญาณชีพคงที่และผลเลือดกลับมา อาจได้รับการเติมเลือดถ้าซีดมาก และจะได้รับการส่องกระเพาะเพื่อหาสาเหตุที่เลือดออกต่อไป

สำหรับผู้ป่วยตับแข็งที่สงสัยมีเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก จำเป็นต้องส่องกล้องฉุกเฉินเพื่อฉีดยาให้หลอดเลือดแข็งตัว (Sclerotherapy) หากสถานพยาบาลไม่มีแพทย์เฉพาะทาง อาจต้องใส่สายที่มีบอลลูนเพื่อกดหยุดเลือดชั่วคราว ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเมื่ออาการคงที่

ปัจจุบัน มียารักษาแผลในกระเพาะและกระเพาะอักเสบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเทคนิคการส่องกล้องรักษาเส้นเลือดขอดก็ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดฉุกเฉินลงมาก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดยังคงจำเป็นในบางกรณี เช่น เมื่อเลือดหยุดไม่ได้ เลือดออกซ้ำหลังหยุดไปไม่นาน หรือมีรอยโรคที่จำเป็นต้องตัดออกเพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกซ้ำ

สรุป

อาการอาเจียนเป็นเลือดเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่แผลในกระเพาะที่พบได้ทั่วไป ไปจนถึงภาวะรุนแรง เช่น เส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก การประเมินสัญญาณชีพ การล้างกระเพาะ และการส่องกล้องเป็นกุญแจสำคัญในการหาสาเหตุและวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม ปัจจุบันแนวทางการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการตกเลือดและลดความจำเป็นในการผ่าตัดฉุกเฉินได้ แต่ผู้ป่วยทุกคนยังคงต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต