ความดันโลหิตสูง (Hypertension, High blood pressure)

ความดันโลหิตสูงเป็นคำที่ใช้เรียกทั้ง "อาการแสดง" และ "โรค"

โรคความดันโลหิตสูง (Essential หรือ Primary hypertension) หมายถึง ภาวะที่ค่าความดันโลหิตแดง เฉลี่ยในขณะพัก ซึ่งได้จากการวัดทางอ้อม (บริเวณแขนหรือขา) มากกว่าค่าปกติสำหรับวัยเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ จากการตรวจซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป โดยไม่พบโรคหรือความผิดปกติอื่นที่เป็นสาเหตุให้ความดันสูง

ในทางกลับกัน หากพบความดันโลหิตสูงเพียงชั่วคราว หรือพบร่วมกับโรคที่ทำให้ความดันสูงขึ้น จะนับเป็นเพียง “อาการแสดง” ของภาวะหรือโรคต้นเหตุ ไม่ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแบบถาวร

ค่าความดันโลหิตประกอบด้วยตัวเลข 2 ค่า มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท (mmHg)

  • ตัวบน (systolic) คือความดันในหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัวส่งเลือดออกไป เราจะสัมผัสได้คล้ายจังหวะชีพจร
  • ตัวล่าง (diastolic) คือความดันพื้นฐานในหลอดเลือดแดงช่วงหัวใจคลายตัว

การวัดความดันมี 2 วิธี คือ การวัดทางตรง (สอดสายวัดเข้าไปในหลอดเลือดโดยตรง ใช้เฉพาะในภาวะวิกฤติ) และ การวัดทางอ้อม (ใช้ผ้าพันต้นแขนและฟังเสียงเต้นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ทั่วไป) ค่าความดันตัวบนจากการวัดทางอ้อมอาจต่ำกว่าการวัดทางตรงได้ 5–25 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นกับความไวของเครื่องมือหรือการได้ยินของผู้วัด

ค่าความดันปกติในแต่ละช่วงวัย (เมื่อวัดที่แขน) เป็นดังนี้

ความดันโลหิต (มิลลิเมตรปรอท)
ตัวบน (systolic)ตัวล่าง (diastolic)
วัยทารกไม่ควรเกิน 90ไม่ควรเกิน 60
วัย 3 – 6 ปีไม่ควรเกิน 110ไม่ควรเกิน 70
วัย 7 – 10 ปีไม่ควรเกิน 120ไม่ควรเกิน 80
วัย 11 – 17 ปีไม่ควรเกิน 130ไม่ควรเกิน 80
วัย 18 ปีขึ้นไปไม่ควรเกิน 140ไม่ควรเกิน 90


ประเภทของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. ความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน (Isolated systolic hypertension)
    ค่าตัวล่างไม่เกิน 80 mmHg แต่ค่าตัวบนเกิน 130 mmHg มักพบในภาวะต่อไปนี้
    • ผนังหลอดเลือดแข็ง ขาดความยืดหยุ่น (atherosclerosis) พบมากในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ หากไม่พบสาเหตุอื่น จะรักษาตามแนวทางของโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป
    • ภาวะที่มีการเพิ่มขึ้นของปริมาตรเลือดที่หัวใจส่งออกต่อนาที (cardiac output) เช่น ไข้สูง ภาวะโลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ หัวใจเต้นเร็ว
    • ภาวะที่หัวใจบีบเลือดออกต่อครั้งมากขึ้น (stroke volume) เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
    • โรคหลอดเลือดแดงเอออร์ตาคอด (Coarctation of aorta) อาจทำให้ความดันแขนทั้งสองข้างต่างกัน

  2. ความดันโลหิตตัวล่างสูง (Diastolic hypertension)
    หมายถึงภาวะที่ค่าความดันพื้นฐานของระบบไหลเวียนสูงขึ้น และมักมีค่าตัวบนสูงตามด้วย สาเหตุแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ได้แก่
    • โรคไต เช่น
      • รอยโรคของหลอดเลือดแดงที่ไต เช่น Atherosclerotic plaque, Fibromuscular hyperplasia, Aneurysm, Thrombosis, Embolism, Arteriovenous fistula, Takayasu's arteritis
      • หลอดเลือดแดงที่ไตถูกกดทับ เช่น เนื้องอก พังผืด
      • พยาธิสภาพของเนื้อไต เช่น ไตพิการแต่กำเนิด, นิ่ว, กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis), หน่วยไตอักเสบ (Glomerulonephritis), มะเร็งไต, ไตวาย, โรคเกาท์, โรคเบาหวาน, Amyloidosis, Polycystic disease, Connective tissue diseases, ภาวะครรภ์เป็นพิษ
    • โรคของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น
      • โรคของต่อมหมวกไต: Primary aldosteronism, Pheochromocytoma, Cushing's syndrome
      • โรคของต่อมใต้สมอง: Acromegaly, Cushing's disease
      • โรคของต่อมไทรอยด์: Hypothyroidism
      • โรคของต่อมพาราไทรอยด์: Hyperparathyroidism
    • ยาและสารกระตุ้น เช่น ยาคุมกำเนิด, ยาบ้า, ยาม้า, โคเคน, ยารักษาไมเกรนบางชนิด, ยาแก้คัดจมูกที่มี pseudoephedrine, ยาแก้หอบหืด, ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs, ยาต้านซึมเศร้าและยารักษาโรคจิตบางชนิด รวมถึงยาสมุนไพร/ยาจีนที่มี ephedra (“มาฮวง”), โสม, หรือสเตียรอยด์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง
    • สาเหตุอื่น ๆ
      • ความดันในกะโหลกศีรษะสูงจากเนื้องอกสมอง ฝี หรือเลือดออก
      • ภาวะเลือดข้น (Polycythemia) มักพบในผู้สูบบุหรี่หรือมีโรคของไขกระดูก
      • โรคอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีการหยุดหายใจในขณะหลับ (Sleep apnea)
      • ภาวะติดสุรา
      • ความเครียดรุนแรง ทั้งทางอารมณ์หรือจากการเจ็บป่วยหนัก


ระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง

ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังตาราง (ดูรูปประกอบด้านล่าง)

ความดันโลหิต (มิลลิเมตรปรอท)
ตัวบน (SBP)ตัวล่าง (DBP)
เริ่มสูง120-130< 80
สูงระยะที่ 1130-14080-90
สูงระยะที่ 2140-18090-120
สูงขั้นวิกฤติตั้งแต่ 180 ขึ้นไปตั้งแต่ 120 ขึ้นไป

ในแนวทางปัจจุบัน หากความดันเกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท จะถือเป็น “ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1” แล้ว ผู้ที่มีค่าความดันขึ้นลงในช่วง 125–135/80–85 อาจใช้ ค่าความดันเฉลี่ย (mean arterial pressure: MAP) ช่วยวินิจฉัย

MAP = ความดันค่าล่าง + ⅓ (ความดันตัวบน − ความดันตัวล่าง)
หากค่า MAP มากกว่า 100 มิลลิเมตรปรอทเป็นประจำ จัดว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับ “เริ่มสูง” และไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มปรับวิถีชีวิตก่อน เช่น ลดเค็ม ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียด สัก 1-2 เดือนก่อน โดยใช้ความดันเฉลี่ยเป็นตัวช่วยประเมิน

อาการของความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน จึงทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความดันสูง หากไม่ได้ตรวจวัดเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการได้ตามระดับความดันที่เพิ่มขึ้น เช่น เมื่อความดันตัวล่างสูง อาจรู้สึกหนักท้ายทอยในตอนเช้าหลังตื่นนอน ส่วนกรณีที่ความดันตัวบนสูงมาก (มากกว่า 180 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป) อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ หนักศีรษะ หรือเหนื่อยง่าย

หากความดันสูงมีสาเหตุมาจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการซึม ตอบสนองช้า หรืออาเจียน ในกรณีที่มีสาเหตุมาจากโรคไต มักพบอาการอื่นของโรคไตควบคู่ด้วย (ตามรายละเอียดในตารางด้านล่าง) นอกจากนี้ บางรายอาจเริ่มสังเกตอาการได้ก็ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว เช่น เจ็บหน้าอก อัมพฤกษ์–อัมพาต ต้อหิน หัวใจโต หรือหัวใจล้มเหลว ซึ่งสะท้อนว่าความดันโลหิตสูงได้ดำเนินมานานโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในสถานการณ์ที่พบได้บ่อยคือ ผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว (19–39 ปี) มีความดันสูงเล็กน้อยอยู่ในช่วงประมาณ 140–150/80–90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังโดยตรง แต่สัมพันธ์กับปัจจัยชั่วคราว เช่น ความเครียด การนอนน้อย ไมเกรน หรือความเหนื่อยล้าสะสม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หนักหัว มึนงง คล้ายภาวะความดันสูง แต่เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ อาการและระดับความดันมักกลับสู่ภาวะปกติ



แนวทางการตรวจวินิจฉัย

ผู้ที่ตรวจวัดความดันด้วยตนเองแล้วพบว่าค่าความดันโลหิตเฉลี่ยขณะพักสูงโดยบังเอิญ ควรทบทวนก่อนว่ามีการใช้ยาหรือมีภาวะใดที่อาจทำให้ความดันสูงขึ้นหรือไม่ หากเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ ควรพิจารณาปรับหรือหยุดยาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การหยุดยาบางชนิดอาจต้องรอ 2–4 สัปดาห์กว่าความดันจะกลับสู่ระดับปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ยานั้นมา

หากเป็นการตรวจพบโดยแพทย์ แนวทางจะขึ้นกับช่วงอายุและระดับความรุนแรง หากเป็นเด็ก แพทย์มักตรวจหาสาเหตุทันทีเพราะพบสาเหตุได้บ่อยกว่า ในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกรณีที่ความดันสูงไม่มาก แพทย์อาจให้คำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรม และนัดตรวจซ้ำใน 1–2 สัปดาห์ สำหรับการสืบค้นสาเหตุ แพทย์มักพิจารณาตามโรคที่พบบ่อยในแต่ละช่วงอายุ โดยในผู้ใหญ่ “โอกาสพบสาเหตุที่ชัดเจนมักค่อนข้างน้อย”

ตารางแสดงโอกาสที่จะตรวจพบสาเหตุของความดันโลหิตสูง และโรคที่พบบ่อยในกลุ่มอายุต่าง ๆ
กลุ่มอายุโอกาสพบสาเหตุสาเหตุที่พบบ่อย
วัยเด็ก (แรกเกิด-12 ปี)70-85%โรคไต หรือโรคที่มีผลต่อไตแทบทุกชนิด
โรคหลอดเลือดแดงเอออร์ตาคอด
วัยรุ่น (12-18 ปี)10-15%โรคไต หรือโรคที่มีผลต่อไตแทบทุกชนิด
โรคหลอดเลือดแดงเอออร์ตาคอด
วัยหนุ่มสาว (19-39 ปี)5%โรคของต่อมไทรอยด์
โรคหลอดเลือดแดงเอออร์ตาคอด
โรค Takayasu's arteritis
วัยกลางคน (40-64 ปี)8-12%Primary aldosteronism
โรคของต่อมไทรอยด์
Obstructive sleep apnea (จากภาวะอ้วน)
Cushing's syndrome
Pheochromocytoma
วัยสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)17%Atherosclerotic renal artery stenosis
โรคไตวาย
Hypothyroidism

โรคที่เป็นสาเหตุดังกล่าวข้างต้นควรมีอาการแสดงอื่นดังต่อไปนี้ด้วย ถึงจะคุ้มค่าที่จะทำการตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัย

ตารางแสดงโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดความดันโลหิตสูง อาการแสดง และการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัย
โรคอาการ/อาการแสดงการตรวจพิเศษ
หลอดเลือดแดงเอออร์ตาคอด
(Coarctation of aorta)
- ความดันตัวบนของแขนกับขาต่างกัน > 20 mmHg
- ชีพจรที่ขาหนีบมาช้าหรือเบามากเมื่อเทียบกับชีพจรที่แขน
- อาจได้ยินเสียงฟู่ตามแนวหลอดเลือดเอออร์ตา
- MRI (ในผู้ใหญ่)
- Transthoracic echocardiography (ในเด็ก)
หลอดเลือดแดงไตตีบ
(Renal artery stenosis)
- ฟังได้เสียงฟู่ที่บริเวณไต
- Serum creatinine สูงขึ้น ≥ 0.5-1.0 mg/dL หลังได้รับยา ACEI หรือ ARB
- CT angiography
- Doppler ultrasonography ของหลอดเลือดแดงไต
โรค Takayasu's arteritis
(มักพบร่วมกับ renal artery stenosis)
- ตามัว
- ปวดหรือเวียนศีรษะ ชัก อัมพาต
- ชีพจรเบาหรือคลำไม่ได้
- ได้ยินเสียงฟู่ตามหลอดเลือดแดงในทรวงอก/ช่องท้อง
- Aortography
- ESR
โรคถุงน้ำที่ไต
(Polycystic kidney disease)
- คลำได้ก้อนในท้องส่วนบนทั้ง 2 ข้างอัลตราซาวด์ไต
โรคไตอื่น ๆ- ปัสสาวะเป็นเลือด
- หนังตาบวม ปัสสาวะออกน้อย น้ำหนักเพิ่ม
- ซีด ผิวแห้งคล้ำ
- ไข้ ปวดเอว อาเจียน
ตรวจ serum creatinine และปัสสาวะ
โรคของต่อมไทรอยด์
(ทั้งที่เป็นพิษและขาดฮอร์โมน)
- หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ
- ขี้ร้อนหรือขี้หนาวผิดปกติ
- ท้องเสียหรือท้องผูกเรื้อรัง
- รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มามาก หรือขาดหายไป
ตรวจระดับ TSH และการทำงานของต่อมไทรอยด์
โรค Primary aldosteronism- กล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขา หรือต้นคออ่อนแรง
- ปัสสาวะมาก กระหายน้ำ เป็นตะคริวบ่อย
- ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia)
- ตรวจระดับฮอร์โมน Renin และ Aldosterone เพื่อคำนวณ aldosterone/renin ratio
ภาวะ Obstructive sleep apnea- อ้วน นอนกรน
- ง่วงมากตอนกลางวัน
- พบช่วงหยุดหายใจระหว่างหลับ
- Polysomnography (sleep test)
- Sleep Apnea Clinical Score + nighttime pulse oximetry
Pheochromocytoma- หน้าแดง ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก
- ปวดศีรษะ ตามัว
- ความดันโลหิตสูงเป็นพัก ๆ
- ความดันลดจนหน้ามืดขณะยืนขึ้น (Orthostatic hypotension)
- เป็นลมบ่อย
- 24-hour urine fractionated metanephrines
- Plasma free metanephrines
Cushing's syndromeมีลักษณะเฉพาะ เช่น หน้ากลม (Moon facies), ไหล่หนา (Buffalo hump), อ้วนบริเวณลำตัวแต่แขนขาลีบ (Central obesity), หน้าท้องลาย (Striae)- 24-hour urine cortisol
- Late-night salivary cortisol
- Low-dose dexamethasone suppression test

หากเคยเข้ารับการตรวจพิเศษเหล่านี้มาก่อนแล้วและผลปกติ ควรแจ้งแพทย์เพื่อประกอบการประเมิน

ไม่ว่าจะพบหรือไม่พบสาเหตุ หากมีความดันโลหิตสูงขณะพักอยู่ตลอดเวลาแน่ชัดแล้ว แพทย์จะประเมินภาวะแทรกซ้อนที่อาจมีจากภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังด้วย โดยส่งให้จักษุแพทย์ตรวจเส้นเลือดที่จอตา ตรวจเลือดและปัสสาวะดูการทำงานของไต เอกซเรย์ทรวงอกดูขนาดของหัวใจ หากพบความผิดปกติอาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม



แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นกับสาเหตุ หากไม่พบสาเหตุหรือเป็นสาเหตุที่แก้ไม่ได้ถึงค่อยเริ่มยาควบคุมความดัน เว้นแต่ว่าความดันโลหิตนั้นสูงมากจนเสี่ยงที่จะเกิดเส้นเลือดสมองแตก จึงจะให้ยาลดความดันควบคู่ไปด้วยในระหว่างที่รักษาสาเหตุ

สำหรับการดูแลตนเอง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว หมูเค็ม และลดปริมาณเกลือหรือน้ำปลา เนื่องจากโซเดียมจะดึงน้ำเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้ความดันสูงขึ้นและเพิ่มภาระหัวใจ
  2. ลดอาหารมัน เช่น ของทอด แกงกะทิ และอาหารที่มีน้ำมันสูง เพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของความดันโลหิตสูง
  3. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้ดัชนีมวลกายเกิน 25 (คำนวณจาก น้ำหนักเป็นกิโลกรัม / ส่วนสูงเป็นเมตร2) โดยรับประทานผักและผลไม้ให้มาก แทนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล
  4. งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  5. ควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด และมองสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ผ่อนคลายมากขึ้น
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เริ่มจากเบา ๆ แล้วเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกร็งหรือกลั้นหายใจ เช่น ชักเย่อ หรือยกน้ำหนัก
  7. สตรีที่มีความดันสูงจากยาคุมกำเนิดควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
  8. รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำ ไปตรวจตามนัด จดบันทึกความดันที่บ้านเป็นระยะ ๆ แล้วนำไปให้แพทย์ดูเมื่อถึงวันนัด เพราะการปรับยาจะอิงตามความดันขณะพักผ่อนที่บ้านมากกว่าความดันที่ตรวจได้ที่สถานพยาบาล

สรุป

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมีทั้งแบบเฉียบพลันจากสาเหตุอื่น และแบบเป็นโรคเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน การทำความเข้าใจค่าความดัน ตัวบน–ตัวล่าง หลักเกณฑ์การวินิจฉัย และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้นและเริ่มดูแลรักษาได้ทันเวลา ปัจจุบันแนวทางการแพทย์ให้ความสำคัญกับการเฝ้าติดตามความดันตั้งแต่ระดับที่เริ่มสูง เพื่อป้องกันโรคหัวใจ สมอง และไตในระยะยาว การดูแลตนเองอย่างถูกต้องร่วมกับการติดตามรักษาตามแพทย์แนะนำ สามารถช่วยควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคแทรกซ้อน และรักษาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

บรรณานุกรม

  1. Richard E. Klabunde. 2016. "Mean Arterial Pressure." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Cardiovascular Physiology Concepts. (29 พฤศจิกายน 2568).
  2. Willie Lawrence. 2017. "New guidelines broaden definition of hypertension." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Healio.com. (29 พฤศจิกายน 2568).
  3. Lesley Charles, et al. 2017. "Secondary Hypertension: Discovering the Underlying Cause." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Am Fam Physician. 2017 Oct 1;96(7):453-461. (29 พฤศจิกายน 2568).