ปวดข้อไหล่ (Shoulder pain)
ข้อไหล่เป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย สามารถหมุนได้เกือบ 360 องศา ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น คือ กระดูกต้นแขน (humerus) กระดูกสะบัก (scapula) และกระดูกไหปลาร้า (clavicle) ซึ่งเชื่อมต่อกันผ่านข้อต่อสำคัญ 2 จุด ได้แก่ Glenohumeral joint (ลูกศรสีดำ) ระหว่างกระดูกต้นแขนกับกระดูกสะบัก และ Acromioclavicular joint (ลูกศรสีน้ำตาล) ระหว่างเงี่ยง acromion ของกระดูกสะบักกับกระดูกไหปลาร้า
ภายในข้อไหล่ยังมีโครงสร้างที่ช่วยเสริมความมั่นคงและการเคลื่อนไหว เช่น เส้นเอ็น (tendon) ถุงน้ำ (bursa) กระดูกอ่อนลาบรัม (labrum) แคปซูลหุ้มข้อ กล้ามเนื้อเดลทอยด์ (deltoid) กล้ามเนื้อไบเซ็ปส์ (biceps) และกลุ่มกล้ามเนื้อ Rotator cuff อีก 4 มัดที่เกาะยึดระหว่างกระดูกต้นแขนกับกระดูกสะบักด้านหลัง เพื่อช่วยประคองข้อ (ในรูปแสดงกล้ามเนื้อ Rotator cuff มัดเดียวคือ Supraspinatus) โดยทั่วไป เส้นเอ็น ถุงน้ำ และกระดูกอ่อนมักเป็นส่วนที่บาดเจ็บหรืออักเสบได้ง่ายที่สุด
ในหน้านี้จะอธิบายวิธีสังเกตอาการปวดหัวไหล่ด้วยตนเอง เพื่อช่วยแยกสาเหตุเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากอวัยวะส่วนใดของข้อไหล่
เส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis)
เส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบจากการใช้งานบ่อยและหนักเกินไปพบได้บ่อยที่สุด 2 ตำแหน่งคือ
- เส้นเอ็นของกล้ามเนื้อ Rotator cuff (อยู่ใต้ถุงน้ำ)
เส้นเอ็นนี้มักบาดเจ็บง่าย เนื่องจากเมื่อยกแขนขึ้น เอ็นจะถูกบีบอยู่ระหว่างหัวกระดูกต้นแขนกับ Acromion process ซึ่งเป็นเงี่ยงหนึ่งของกระดูกสะบัก โดยเฉพาะการยกแขนเหนือศีรษะแล้วเหวี่ยงไปข้างหน้า เช่น ท่าเสิร์ฟลูกเทนนิส ถึงแม้ร่างกายจะมีถุงน้ำมาช่วยลดแรงเสียดสี แต่หากทำซ้ำ ๆ จะเกิดการอักเสบหรือฉีกขาดได้ วิธีตรวจคือ:
- นั่ง ให้ผู้ช่วยยืนข้างไหล่ที่ปวด
- ให้ผู้ช่วยจับศอก ยกให้ต้นแขนชี้ไปข้างหน้าในแนวแขนขนานกับพื้น แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นเหนือศีรษะในแนวแขนตั้งฉากกับพื้น โดยมืออีกข้างดันกระดูกสะบักเบา ๆ จากด้านหลัง เพื่อให้ข้อตั้งได้ฉากจริง ๆ
- ถ้ามีอาการปวดหัวไหล่เวลายกแขนขึ้นเหนือศีรษะแสดงว่าเส้นเอ็น Rotator cuff อักเสบ ให้ผู้ช่วยหยุดเมื่อเจ็บ ไม่ต้องยกขึ้นจนสุด
- เส้นเอ็นของกล้ามเนื้อ Biceps (เส้นสียาว ๆ ที่ทอดผ่านร่องของหัวกระดูกต้นแขนขึ้นไปเกาะที่เหนือแคปซูลหุ้มข้อ)
กล้ามเนื้อ Biceps ทำหน้าที่งอศอกขณะที่หงายมือ (ท่าหิ้วกระเป๋าของผู้หญิง) ระหว่างที่งอศอก กล้ามเนื้อจะหดตัวเข้าไปอยู่ในร่องของหัวกระดูกต้นแขน และในท่ายกต้นแขนขึ้นเหนือศีรษะ เส้นเอ็นของมันก็ถูกบีบเช่นเดียวกับเอ็นของ Rotator cuff แต่น้อยกว่า ในการเล่นกีฬาที่ต้องมีการงอศอกพร้อมกับยกต้นแขนขึ้นเหนือศีรษะเร็ว ๆ และซ้ำ ๆ เช่น ท่าว่ายน้ำ ท่าขว้างลูกเบสบอล จะทำให้ส่วนปลายของกล้ามเนื้อถูไถไปในร่องของกระดูกขณะที่เส้นเอ็นส่วนบนก็ถูไปกับกระดูก Acromion ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย วิธีตรวจคือ:
- นั่งแล้วหงายมือ ยกแขนข้างที่ปวดไหล่ขึ้นไปข้างหน้า ให้ส่วนแขนขนานไปกับพื้น
- ให้ผู้ช่วยยืนด้านข้าง กดที่ศอกของท่านให้ต้นแขนลง ขณะที่ท่านต้านแรงไม่ให้ผู้ช่วยกดต้นแขนลงได้
- ถ้ามีอาการปวดตรงร่องที่เส้นเอ็น Biceps พาดผ่าน (ทางด้านหน้าของหัวไหล่) เวลาต้านแรงกันแสดงว่าเส้นเอ็น Biceps อักเสบ
ปกติเส้นเอ็นทั้งสองเส้นนี้มักอักเสบไปพร้อม ๆ กัน หรือเกิดที่ Rotator cuff ก่อน แล้วเมื่อเป็นเรื้อรังเส้นเอ็น Biceps ก็จะอักเสบตามมา
ถุงน้ำอักเสบ (Subacromial bursitis)
ถุงน้ำที่หัวไหล่มักอักเสบไปพร้อม ๆ กับ เส้นเอ็น Rotator cuff ทำให้มีอาการทั้งบวมและปวดมาก ยกแขนขึ้นหวีผมไม่ได้ ใส่เสื้อยึดไม่ได้ ถ้าเอามือบีบที่หัวไหล่จะปวดมาก ส่วนใหญ่อาการจะค่อนข้างชัดแล้ว แต่มีหลายวิธีที่สามารถตรวจให้แน่ใจว่าเป็นถุงน้ำอักเสบในกรณีที่อาการเป็นไม่มาก ตัวอย่างเช่น
- ยืนแล้วกางแขนข้างทั้งสองข้างออกไปด้านข้าง (เหมือนกำลังบิน) ให้ส่วนแขนขนานไปกับพื้น แล้วค่อย ๆ หุบแขนลง ช่วงที่หุบลงไปประมาณ 45 องศาจะรู้สึกปวดที่หัวไหล่ข้างที่มีถุงน้ำอักเสบ
- ยืนตัวตรง เตรียมจะกางแขนข้างที่ปวดไหล่ขณะที่ผู้ช่วยดันมือของท่านไว้ให้ติดตัวท่าน ไม่ให้ท่านกางแขนออกได้ จากนั้นผู้ช่วยจะปล่อยมือที่ต้านทันที แขนของท่านจะกางขึ้นไปโดยเร็ว ถ้ามีถุงน้ำอักเสบจะมีอาการปวดไหล่ช่วงที่แขนกาง หากอาการปวดไม่ชัดลองทำที่แขนอีกข้างหนึ่งเทียบกัน
- ยืนตัวตรง หมุนมือให้หลังมือทั้งสองข้างหันเข้าหาลำตัว (ฝ่ามือหันออกด้านนอก) แล้วยกแขนขึ้นไปข้างหน้าให้แขนขนานไปกับพื้น นิ้วหัวแม่มือชี้ลง จากนั้นให้ผู้ช่วยกดที่ศอกของท่านให้ลดแขนลงขณะที่ท่านต้านไว้ ถ้ามีถุงน้ำอักเสบจะรู้สึกปวดที่หัวไหล่ข้างนั้น
ในรายที่มีเอ็นอักเสบก็จะปวดไหล่ได้คล้ายกันเมื่อทำการตรวจด้วย 3 ท่าดังกล่าว การเอกซเรย์ข้อไหล่และการทำ MRI ข้อไหล่ก็จะช่วยให้เห็นอวัยวะที่อักเสบทั้งหมดได้ชัดขึ้น
กระดูกอ่อนลาบรัมฉีกขาด (Labrum tear)
ลาบรัมคือกระดูกอ่อนที่บุอยู่ตามขอบของเบ้ากลีนอยด์ (glenoid) ของกระดูกสะบัก (scapula) คล้ายกระดูกอ่อนเมนิสคัสของข้อเข่า เพื่อป้องกันการเสียดสีของหัวกระดูกต้นแขนกับขอบของเบ้าเวลาที่เราหมุนหัวไหล่ มีอุบัติเหตุบางท่าที่มักทำให้ลาบรัมฉีกขาด ได้แก่
- การตกลงบนแขนที่เหยียดตรง
- การตกโดยเอาหัวไหล่ลง
- การยกของหนักมาก ๆ ขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ใช้งานแขนในลักษณะที่ต้องยกขึ้นเหนือศีรษะบ่อย ๆ เช่น นักกีฬายกน้ำหนัก นักขว้างลูกเบสบอล นักตบลูกวอลเลย์บอล นักเทนนิส

การฉีกขาดมักเป็นใน 2 ลักษณะ คือ แบบ SLAP กับ แบบ Bankart ดังรูป บางครั้งการฉีกขาดของลาบรัมอาจมีขอบของเบ้ากระดูกสะบักหลุดติดมาด้วย ในกรณีนี้แคปซูลหุ้มข้อก็มักจะพลอยฉีกขาดไปด้วย
หากลาบรัมฉีกขาดจะมีอาการปวดไหล่เวลายกแขนขึ้นเหนือศีรษะ อาจมีเสียงคลิกหรือมีไหล่ติดขณะขยับ การหมุนหัวไหล่โดยรอบ 360 องศาก็ทำให้ปวด
การวินิจฉัยจำเป็นต้องทำ MRI arthrogram (คือฉีดสารทึบรังสีเข้าในข้อไหล่พร้อมกับทำ MRI) หรือทำการส่องกล้องเข้าไปดูในข้อโดยแพทย์ศัลยกรรมกระดูก
ข้อไหล่เคลื่อน (Shoulder dislocation)
เกิดจากแคปซูลหุ้มข้อและเส้นเอ็นรอบข้อหย่อนหรือฉีกขาด มักเกิดจากการหกล้มหรือแรงกระแทก อาการเด่นคือไหล่ผิดรูป ปวดมาก แขนตกลงด้านหน้า คลำได้กระดูกต้นแขนปูดออกมาทางด้านหน้าหรือข้างในรักแร้ และรู้สึกว่าไหล่ตก ต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งรับน้ำหนักแขนไว้ หากเคลื่อนไปด้านหลังจะเห็นหัวกระดูกปูดทางหลัง ผู้ป่วยมักจะหนีบต้นแขนและหมุนเข้าหาตัว (มือกุมท้องไว้)
ร้อยละ 40 ของผู้ป่วยจะมีการดึงรั้งเส้นประสาท axillary ทำให้ชาหรือเป็นเหน็บที่แขน จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที ผู้ที่มีไหล่หลุดซ้ำ ๆ มักเกิดจากโครงสร้างข้อที่ไม่มั่นคง การบริหารกล้ามเนื้อรอบไหล่ให้แข็งแรงสามารถช่วยลดอาการได้ หากไม่ดีขึ้นอาจต้องผ่าตัดซ่อมแซมโครงสร้างข้อ ปัจจุบันนิยมผ่าตัดผ่านกล้องและทำกายภาพต่อเนื่องอีก 3 เดือนหลังพักแขนประมาณ 6 สัปดาห์
ข้อไหล่ติด (Frozen shoulder)
ข้อไหล่ติดเกิดจากการอักเสบและหนาตัวของแคปซูลหุ้มข้อ พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่หยุดใช้แขนข้างนั้นเป็นเวลานาน โรคนี้มักดีขึ้นได้เองใน 2–3 ปี
อาการของโรคแบ่งได้เป็น 3 ระยะ
- ระยะปวด (freezing stage) เป็นระยะที่มีอาการปวดไหล่เวลาขยับ ผู้ป่วยจะเริ่มไม่ขยับหัวไหล่และใช้งานแขนข้างนั้นน้อยลงเนื่องจากเจ็บ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2-9 เดือน ระยะนี้ควรประคบเย็นประมาณ 15-20 นาทีเมื่อมีอาการปวดและบวม หรืออาจทานยาแก้อักเสบเพื่อบรรเทาอาการปวด
- ระยะติด (frozen stage) เป็นระยะที่อาการปวดค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ข้อติดไปแล้ว ทำให้ขยับไม่สะดวก ระยะนี้กินเวลาอีกประมาณ 4-12 เดือน พอเริ่มหายปวดควรค่อย ๆ เริ่มออกกำลังทำกายภาพหัวไหล่ดังรูป
- ระยะหาย (thawing stage) เป็นระยะที่การเคลื่อนไหวของข้อค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ ใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี
หากรักษาด้วยยาและกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาผ่าตัดส่องกล้องเพื่อตัดและคลายแคปซูลที่หนาเกินไป หลังผ่าตัดต้องทำกายภาพต่อเนื่อง 2–6 เดือน
ความผิดปกติที่ข้อ Acromioclavicular joint
ข้อนี้ไม่ใช่ข้อไหล่โดยตรง แต่เป็นข้อต่อระหว่างเงี่ยงกระดูกสะบัก (acromion) กับกระดูกไหปลาร้า เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับข้อไหล่ เนื่องจากข้อนี้อยู่ใกล้กันกับข้อไหล่มาก เวลาเกิดความผิดปกติจึงทำให้เกิดอาการปวดไหล่ได้เหมือนกัน ความผิดปกติของข้อนี้มีตั้งแต่ ข้ออักเสบ เอ็นขาด และข้อหลุดจากกัน ซึ่งมักพบในนักกีฬารักบี้
ผู้ป่วยจะปวดตรงหัวไหล่ด้านบน และปวดมากขึ้นเวลานอนตะแคงทับไหล่ข้างนั้น หากมีเอ็นฉีกขาดบางส่วนข้ออาจแยกออกจากกัน วิธีตรวจคือ
- ผู้ป่วยนั่ง ผู้ช่วยวางมือทั้งสองข้างไว้หน้า-หลังหัวไหล่ของผู้ป่วยข้างที่ปวด
- ให้ผู้ช่วยดันมือทั้งสองข้างเข้าหากัน บีบไหล่ให้แบนลง
- ถ้ามีอาการปวดที่ด้านบนของไหล่หรือมีกระดูกโก่งผิดรูปแสดงว่ามีข้อเคลื่อน
ข้อไหล่อักเสบ
ข้อไหล่อักเสบพบได้น้อยกว่าข้ออื่น อาจเกิดจากการติดเชื้อ การบาดเจ็บ การขาดเลือด โรคเกาต์ รูมาตอยด์ หรือความเสื่อมของข้อเอง อาการคือไหล่บวม ปวดทุกท่าที่เคลื่อนไหว และอาจมีไข้ในกรณีอักเสบเฉียบพลัน การเอกซเรย์และตรวจน้ำไขข้อจะช่วยหาสาเหตุได้
สรุป
อาการปวดข้อไหล่มีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่เส้นเอ็นอักเสบ ถุงน้ำอักเสบ กระดูกอ่อนฉีกขาด ไปจนถึงข้อเคลื่อนหรือข้อเสื่อม การสังเกตลักษณะอาการร่วมกับการตรวจเบื้องต้นช่วยบ่งชี้สาเหตุได้ระดับหนึ่ง แต่การวินิจฉัยที่แน่ชัดจำเป็นต้องตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางและใช้ภาพถ่ายรังสีร่วมด้วย
การรักษาเริ่มจากการพัก ประคบ ยาแก้อักเสบ และกายภาพบำบัด หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีภาวะโครงสร้างเสียหาย อาจต้องผ่าตัดซ่อมแซมเฉพาะจุด การรู้จักสังเกตอาการและป้องกันการใช้งานข้อไหล่เกินกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บซ้ำในอนาคต