ตกขาวผิดปกติ (Abnormal vaginal discharge)
ตกขาว หรือระดูขาว (Leukorrhea) หมายถึง สิ่งที่ถูกขับออกจากช่องคลอดซึ่งไม่ใช่เลือด อาจมีสีขาว เทา เหลือง เขียว หรือใสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวสะอาดเสมอไป
อาการตกขาวแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- ตกขาวปกติ (Physiologic vaginal discharge) เป็นส่วนผสมของของเหลวจากท่อนำไข่ มดลูก ช่องคลอด และสารคัดหลั่งจากต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ ต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s glands) ต่อมสกีน (Skene’s glands) ร่วมกับการย่อยสลายของแบคทีเรียประจำถิ่นในแต่ละวัน
ตกขาวปกติมีลักษณะสีขาว ข้น เหนียว ไม่มีกลิ่น มีลักษณะเปลี่ยนไปตามรอบเดือน ถ้าช่วงก่อนและหลังมีระดูใหม่ ๆ จะค่อนข้างแห้ง สีขาวขุ่น หนา แล้วจะค่อย ๆ เหลวและใสขึ้น จนถึงช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ ลักษณะจะเหมือนกาวน้ำ จากนั้นก็จะค่อย ๆ ข้นและขุ่นขึ้น จนกระทั่งแห้ง หนา สีขาวเหมือนยางเมื่อใกล้จะมีระดูรอบใหม่
- ตกขาวผิดปกติ (Abnormal vaginal discharge) จะมีปริมาณมากกว่าปกติจนบางครั้งต้องใช้ผ้าอนามัย สีกลายเป็นเหลืองเขียวคล้ายหนอง หรือออกเทา ๆ หรือมีลักษณะเป็นฟอง และที่สำคัญคือ มีกลิ่นเหม็น
มักมีอาการร่วม เช่น คันหรือแสบช่องคลอด ปัสสาวะขัด หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือมีไข้ร่วมด้วย แสดงถึงการติดเชื้อที่รุนแรง
สาเหตุของอาการตกขาวผิดปกติ
เกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ คือ
- Bacterial vaginosis (พบประมาณ 50 %)
เกิดจากการเจริญมากผิดปกติของแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobe) และ Gardnerella vaginalis ในช่องคลอด โดยเชื่อว่าเกิดจากภาวะช่องคลอดเป็นด่างบ่อย จากการมีเพศสัมพันธ์หรือสวนล้างช่องคลอด ลักษณะเด่นคือ ตกขาวมีกลิ่นอับหรือกลิ่นคาวปลา กลิ่นมักแรงขึ้นหลังการร่วมเพศ เนื่องจากอสุจิมีฤทธิ์เป็นด่างทำให้เกิดการปลดปล่อยสาร amines ออกมา สีของตกขาวจะออกเทา ๆ เนื้อละเอียด เหลว คล้ายกาวแป้ง หรือบางครั้งเป็นฟอง ไม่คันหรือแสบช่องคลอด เมื่อตรวจชิ้นเนื้อจากช่องคลอดจะไม่พบว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นเลย จึงเรียกภาวะนี้ว่า vaginosis แทน vaginitis
- Trichomonas vaginitis (Trichomoniasis) (พบประมาณ 25 %)
เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิดมีหางชื่อ Trichomonas vaginalis ซึ่งสามารถอยู่ในช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะของทั้งหญิงและชาย และติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ผู้ชายมักไม่มีอาการและสามารถหายเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนในผู้หญิงอาจพบการติดเชื้อร่วมกับ Bacterial vaginosis ได้
อาการสำคัญคือ ตกขาวปริมาณมาก สีขาว เทา เหลือง หรือเขียว ลักษณะ เป็นฟองและมีกลิ่นเหม็น บางรายมีอาการคัน แสบ หรือระคายเคืองบริเวณปากช่องคลอด ปัสสาวะขัดได้ประมาณ 20% หากเป็นมากปากช่องคลอดจะบวมแดง
- Candidiasis (พบประมาณ 25 %)
เกิดจากเชื้อรา Candida ซึ่งเป็นเชื้อประจำถิ่นในช่องคลอด ช่องปาก และลำไส้ เมื่อสมดุลแบคทีเรียเสีย เชื้อราจะเติบโตมากผิดปกติ ภาวะที่ส่งเสริมการเกิดโรค เช่น
- รับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน
- ตั้งครรภ์
- เป็นโรคเบาหวาน
- ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
- ใส่กางเกงในหนาแน่นหรืออับชื้น
อาการเด่นคือ คันและแสบร้อนบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน มักทุเลาหลังหมดประจำเดือน ตกขาวมีลักษณะข้น สีขาวหรือขาวเหลือง คล้ายนมบูดหรือจับเป็นแผ่น มักไม่มีกลิ่น ปากช่องคลอดอาจบวมแดงและลอก บางรายอาจมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ กระจายอยู่รอบบริเวณที่บวมแดง ปัสสาวะขัดและเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
ในผู้ชายที่เป็นคู่นอนอาจมีผื่นแดงหรือคันบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมักหายได้เองเมื่อรักษาความสะอาด
แนวทางการวินิจฉัย
หญิงที่มีอาการตกขาวผิดปกติควรแจ้งคู่สมรสหรือคู่นอนเพื่อเข้ารับการตรวจร่วมกัน การวินิจฉัยอาศัยประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจภายใน โดยสูตินรีแพทย์จะสอดเครื่องมือเพื่อดูว่าตกขาวมาจากปากมดลูกหรือเฉพาะในช่องคลอด
หากมาจากปากมดลูก อาจเป็นหนองในแท้ (Gonorrhea) หรือหนองในเทียม (Chlamydia) แต่หากอยู่เฉพาะช่องคลอดมักเป็นการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ส่วนล่าง
ตัวอย่างตกขาวจะถูกนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วย:
- การตรวจวัดค่า pH
- การดูสดด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหา Clue cells (เซลล์เยื่อบุที่มีแบคทีเรียมาเกาะอยู่จนไม่เห็นขอบเซลล์), เม็ดเลือดขาว และตัวเชื้อ
- ย้อมด้วย 10% KOH เพื่อหาเส้นใยของเชื้อรา
- ทดสอบกลิ่น (Whiff test หรือ Amine test) โดยหยด 10% KOH หากมีกลิ่นคาวปลา มักเป็น Bacterial vaginosis หรือ Trichomonas vaginalis
ในรายที่ตกขาวไหลจากปากมดลูก แพทย์จะย้อมสีแกรมเพื่อตรวจหาเชื้อ Gram-negative diplococci ซึ่งบ่งบอกถึงโรคหนองในแท้
หากไม่พบแต่มีเม็ดเลือดขาวชนิด PMN มากกว่า 30 ตัว/HPF จะสงสัยโรคหนองในเทียม จากนั้นจะส่งเพาะเชื้อซึ่งใช้เวลาประมาณ 2–3 วัน
ถ้าแพทย์มั่นใจว่าเป็นเพียงการติดเชื้อในช่องคลอด การเพาะเชื้ออาจไม่จำเป็น
ตารางแสดงลักษณะของตกขาวจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
| ภาวะ | ลักษณะของตกขาว |
| ปกติ | pH: < 4.5 Wet preparation: เซลล์เยื่อบุปกติ เม็ดเลือดขาวไม่มาก พบเชื้อ Lactobacillus ไม่เกาะติดกับเซลล์ KOH prepatation: ไม่พบ budding yeast หรือเส้นใยของเชื้อรา Whiff test: ไม่มีกลิ่น Gram stain: Gram-positive rods |
| Bacterial vaginosis | pH: > 4.5 Wet preparation: พบ Clue cells > 20 % ของเซลล์เยื่อบุทั้งหมด เม็ดเลือดขาวไม่มาก เชื้อ Coccobacilli เกาะติดกับเซลล์ KOH prepatation: ไม่พบ budding yeast หรือเส้นใยของเชื้อรา Whiff test: กลิ่นคาวปลา Gram stain: Gram-negative coccobacilli |
| Trichomoniasis | pH: > 5.0 Wet preparation: เซลล์เยื่อบุปกติ ไม่พบ Clue cells เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น พบเชื้อ Trichomonas vaginalis มีหาง เคลื่อนที่ได้ KOH prepatation: ไม่พบ budding yeast หรือเส้นใยของเชื้อรา Whiff test: กลิ่นคาวปลา Gram stain: Trichomonas vaginalis |
| Candidiasis | pH: < 4.5 Wet preparation: เซลล์เยื่อบุปกติ ไม่พบ Clue cells เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น พบ Budding yeast หรือ hyphae KOH prepatation: พบเชื้อรา Whiff test: ไม่มีกลิ่น Gram stain: Budding yeast หรือ hyphae |
| Cervicitis | pH: > 4.5 Wet preparation: เซลล์เยื่อบุปกติ ไม่พบ Clue cells เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก พบเชื้อรูปร่างต่าง ๆ กัน KOH prepatation: ไม่พบ budding yeast หรือเส้นใยของเชื้อรา Whiff test: ไม่มีกลิ่นคาวปลา แต่อาจมีกลิ่นเหม็นอยู่แล้วโดยไม่ต้องหยด KOH Gram stain: Gram-negative intracellular diplococci |
แนวทางการรักษา
Bacterial vaginosis: ยาหลักที่ใช้คือ Metronidazole มีทั้งแบบรับประทาน แบบสอดช่องคลอด และแบบเจลทาช่องคลอด ขนาดและระยะเวลาควรใช้ตามที่แพทย์สั่ง ระหว่างที่ใช้ยานี้ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้มีอาการ disulfiram like reaction ได้ รายที่แพ้ยานี้อาจใช้ Clindamycin แทน
Trichomoniasis: ยาหลักยังคงเป็น Metronidazole แต่ควรใช้แบบรับประทาน และต้องรักษาคู่นอนด้วยแม้จะไม่มีอาการ มิเช่นนั้นจะกลับมาเป็นซ้ำใหม่ โรคนี้มักพบร่วมกับกามโรคอื่นที่อาจยังไม่แสดงอาการ ดังนั้นควรรับการตรวจหาเชื้อซิฟิลิส เอดส์ หนองในแท้ และหนองในเทียมด้วย
Candidiasis: ใช้ยากลุ่ม Azole เช่น Clotrimazole, Miconazole, Ketoconazole, Itraconazole, หรือ Fluconazole ยาบางชนิดมีทั้งแบบกิน สอด และทา บางชนิดมีแต่แบบกินเท่านั้น ขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้แตกต่างกันตามชนิดของยา ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่ง ไม่ควรซื้อยาใช้เอง
Cervicitis: อาจต้องตรวจอัลตราซาวด์เพิ่มเพื่อหาความผิดปกติภายในอุ้งเชิงกราน หากเป็นหนองในแท้ที่ไม่รุนแรงแพทย์อาจฉีดยาปฏิชีวนะให้ 1 เข็มแล้วให้ยาไปกินต่อ ส่วนหนองในเทียมให้เพียงยากิน แต่หากมีการอักเสบถึงอุ้งเชิงกรานอาจต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
แนวทางการป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
- ไม่สวนล้างช่องคลอด ล้างเฉพาะภายนอกเท่านั้น
- หลังถ่ายอุจจาระควรเช็ดจากหน้าไปหลัง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อจากทวารหนัก
- ไม่ใส่กางเกงในที่อับชื้นหรือรัดแน่นเกินไป
สรุป
ตกขาวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติของสตรี แต่หากมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีกลิ่น สีเปลี่ยน หรือมีอาการคัน แสบ และปวดร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม การดูแลสุขอนามัยส่วนตัวอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด และป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดโอกาสเกิดตกขาวผิดปกติได้อย่างมาก