ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)

ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดบริเวณท้องน้อยที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับรอบเดือน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน และ ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) ซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพหรือโรคของอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน

อาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิมักพบในหญิงสาวช่วงเริ่มมีประจำเดือน โดยเฉพาะใน 3 ปีแรกหลังเริ่มมีระดู เกิดจากการที่มดลูกหดตัวเพื่อขับเลือดออกมา ทำให้หลอดเลือดถูกบีบรัดและมดลูกขาดเลือดชั่วคราว จึงเกิดอาการปวดบริเวณท้องน้อยเหนือหัวเหน่า มักปวดมวนหรือบิดเป็นพัก ๆ โดยหากกดบริเวณที่ปวดจะรู้สึกดีขึ้น อาการมักเริ่มก่อนประจำเดือนมาหลายชั่วโมงและคงอยู่เพียง 1-2 วันแรกของการมีระดู

อาการอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่ ปวดศีรษะ ตัวรุม ๆ ท้องเสีย หรือหงุดหงิดง่าย เมื่ออายุมากขึ้นอาการมักค่อย ๆ ลดลง การปวดประจำเดือนปฐมภูมิมักบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อนหรือทานยาแก้ปวดทั่วไปเพียงเล็กน้อย

ในทางกลับกัน หากอาการปวดประจำเดือนมีลักษณะแตกต่างจากที่กล่าวมา เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ มักเข้าข่าย ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์

อาการปวดลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อค้นหาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่ที่อาจเป็นสาเหตุ



สาเหตุของการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ

  1. ความผิดปกติที่มดลูก
    • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หากเจริญเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อมดลูกเรียกว่า Adenomyosis และถ้าเจริญไปยังอวัยวะอื่น เช่น รังไข่ ท่อนำไข่ หรือกระเพาะปัสสาวะ จะเรียกว่า Endometriosis ซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยของการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ
    • เนื้องอกในมดลูก (Uterine fibroids หรือ Myoma uteri) หากเป็นติ่งเนื้อขนาดเล็กเรียกว่า Endometrial polyps
    • การใส่ห่วงคุมกำเนิดภายในมดลูก
    • การตั้งครรภ์นอกมดลูก
    • ภาวะแท้งบุตร

  2. ความผิดปกติของรังไข่
    • มีถุงน้ำหรือเนื้องอกที่รังไข่

  3. ความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน
    • มีพังผืดภายในอุ้งเชิงกราน ทำให้อวัยวะภายในยึดติดกัน และเกิดการดึงรั้งเมื่อมดลูกหดตัว
    • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic inflammatory disease)

  4. ความผิดปกติของอวัยวะอื่นที่เกิดร่วมในช่วงมีประจำเดือน
    • ไส้ติ่งอักเสบ
    • ลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)
    • ถุงผนังลำไส้อักเสบ (Diverticulitis)
    • โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome)
    • กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง (Interstitial cystitis)
    • นิ่วอุดท่อไต


แนวทางการวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ได้แก่ รอบเดือน การตั้งครรภ์ การผ่าตัด โรคทางนรีเวชที่เคยเป็น และโรคประจำตัวอื่น ๆ พร้อมสอบถามลักษณะอาการปวดอย่างละเอียดเพื่อแยกชนิดของการปวดประจำเดือน

หากสงสัยว่าเป็นการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ แพทย์จะทำการตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นหลัก เพื่อดูความผิดปกติของมดลูกและรังไข่ บางกรณีอาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจปัสสาวะเพื่อดูการตั้งครรภ์ เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเลือด หรือส่องกล้องดูภายในอุ้งเชิงกรานพร้อมเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจวินิจฉัย

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ หากพบความผิดปกติจะรักษาตามต้นเหตุ เช่น ผ่าตัดเอาเนื้องอกออก หรือรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

หากไม่พบความผิดปกติชัดเจน แพทย์อาจให้ยาควบคุมฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ก่อนพิจารณาการผ่าตัด เช่น การตัดมดลูกในกรณีที่อาการรุนแรงและรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล

ในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนปฐมภูมิ มักรักษาโดยใช้ยาต้านการบีบเกร็งของมดลูก (Antispasmodics) เช่น ไฮออสซีน (Hyoscine) หรือยาแก้ปวดที่ลดการสร้างพรอสตาแกลนดิน เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือ COX-2 inhibitors รวมทั้งสามารถใช้วิธีช่วยบรรเทาอาการ เช่น ประคบร้อนบริเวณหน้าท้อง นวดหลังส่วนล่าง และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหดตัวมากขึ้น

สรุป

อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นการปวดประจำเดือนปฐมภูมิซึ่งไม่อันตรายและสามารถบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อนหรือยาแก้ปวดทั่วไป แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดนาน หรือยาแก้ปวดไม่หาย ควรรีบพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเกิดจากโรคภายใน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ การตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น