ปวดศีรษะ (Headache)
อาการปวดศีรษะเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนเคยประสบ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุร้ายแรง อย่างไรก็ตาม หากปวดศีรษะร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- สับสน ไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
- ชักหรือหมดสติ
- มีไข้สูง 39-40ºC
- แขนขาอ่อนแรงหรือชาซีกใดซีกหนึ่ง
- คอแข็ง ยกศีรษะให้คางชิดอกขณะนอนหงายไม่ได้
- มีปัญหาการมองเห็น เช่น ตามัว ภาพซ้อน หรือภาพบางส่วนหายไป
- พูดลำบาก หรือพูดไม่ชัด
- เดินลำบาก
- อาเจียนโดยไม่สัมพันธ์กับอาการเวียนศีรษะ ปวดท้อง หรือท้องเสีย
แม้จะไม่มีอาการร่วมดังกล่าว แต่ควรระวังหากปวดศีรษะแบบต่อไปนี้
- ปวดรุนแรงฉับพลันภายในไม่กี่วินาที และไม่ทุเลาลง
- อาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังบาดเจ็บที่ศีรษะภายใน 2 เดือน
- ปวดศีรษะในผู้สูงอายุ (เนื่องจากโดยทั่วไปผู้สูงอายุไม่ค่อยมีอาการปวดศีรษะ หากมีมักมีสาเหตุชัดเจน)
- ปวดศีรษะในเด็กก่อนวัยเรียน (อายุต่ำกว่า 7 ปี)
แต่หากไม่เข้าเกณฑ์อันตรายดังกล่าว และเป็นเพียงอาการปวดที่บ่อยหรือรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต ลองศึกษาประเภทของอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยด้านล่างนี้ก่อน เพื่อช่วยลดความกังวล และเป็นข้อมูลก่อนปรึกษาแพทย์
ปวดศีรษะจากความเครียด (Tension headache)
เกิดในช่วงพักผ่อนน้อย ใช้สายตาหรือคิดมากเกินไป นั่งท่าเดิมนาน ๆ หรือมีความเครียดและความกดดันสะสม ร่างกายจะส่งสัญญาณ “ควรพัก” ผ่านอาการปวดหนัก ๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง หรือปวดตื้อ ๆ ทั่วศีรษะ บางรายปวดลามไปต้นคอ หลัง หรือไหล่ร่วมด้วย
อาการมักดีขึ้นเมื่อรับประทานยาแก้ปวด และหายสนิทเมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ
ปวดศีรษะจากโรคไมเกรน (Migraine)
มักพบในคนวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะเพศหญิง เกิดจากความไวผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้ถูกกระตุ้นได้ง่ายจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงจ้า เสียงดัง แอลกอฮอล์ ผงชูรส หรือฮอร์โมน เมื่อถูกกระตุ้น สมองจะส่งสัญญาณไฟฟ้าช้า ๆ (เกิดอาการเตือน) ก่อนที่หลอดเลือดสมองจะขยายตัว ทำให้เริ่มปวดศีรษะ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน แต่บางรายอาจเห็นแสงซิกแซก ภาพพร่า ภาพบิดเบี้ยว หรือมีอาการชาบริเวณมือ รอบปาก พูดลำบาก หรือแขนขาอ่อนแรงชั่วคราว อาการเตือนมักกินเวลา 15 นาที จากนั้นภายใน 1 ชั่วโมงจะเริ่มปวดศีรษะ
อาการปวดมักเป็นแบบปวดตุบ ๆ ที่ขมับข้างเดียว อาจร้าวเข้ากระบอกตา มีคลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสง อาการคงอยู่นาน 4–72 ชั่วโมง และมักปวดมากขึ้นเมื่อเดินหรือทำงาน ต้องพักในที่มืดและเงียบ
หากมีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ผู้ป่วยมักปวดก่อนมีประจำเดือน และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อประจำเดือนมา
ระหว่างไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
การดูแลตนเองของผู้ป่วยไมเกรน ได้แก่
- สังเกตและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นของตนเอง
- นอนหลับให้พอ ใช้ชีวิตผ่อนคลาย ทำกิจกรรมที่ชอบ
- งดบุหรี่ คาเฟอีน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง
- หากใช้ยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางเลือกอื่น
- เมื่อเริ่มปวดให้ทานยาทันที เช่น พาราเซตามอล, ยากลุ่ม triptan หรือยา ergotamine (ควรใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์)
ผู้ที่มีไมเกรนบ่อยมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจให้ยาป้องกัน เช่น Topiramate, Valproic acid, Flunarizine, Cinnarizine, Verapamil หรือยากลุ่มปิดกั้นเบต้า เช่น Propranolol, Atenolol, Metoprolol ซึ่งต้องรับประทานทุกวัน บางชนิดอาจทำให้ความดันลดลง
ปวดศีรษะจากโรคคลัสเตอร์ (Cluster headache)
พบไม่บ่อย มักเกิดในผู้ชายอายุ 20–40 ปี เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 และระบบประสาทอัตโนมัติ มักกำเริบจากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เดินทาง หรือกินอาหารที่มีไนเตรท
อาการปวดจะมาเป็นชุด ๆ (cluster) ครั้งละ 15 นาทีถึง 3 ชั่วโมง มักปวดตรงเวลาเดิมในแต่ละวัน อาจเกิดวันละหลายครั้ง และเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
ลักษณะเด่นคือปวดศีรษะหรือใบหน้าซีกเดียว ปวดร้าวหลังตา มีตาแดง น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล หนังตาบวม หรือเหงื่อออกด้านเดียวกับที่ปวด มักเกิดตอนกลางคืน และไม่ค่อยมีคลื่นไส้หรืออาการทางสายตาเหมือนไมเกรน
ช่วงปวด หากสูดออกซิเจน 100% จะช่วยบรรเทาได้ดี หรือใช้ยา Sumatriptan หากปวดเกิน 30 นาที
เมื่ออาการในรอบหนึ่งสิ้นสุด ผู้ป่วยจะกลับเป็นปกติ และอาจไม่ปวดอีกนานจนกว่าจะถูกกระตุ้นใหม่
ปวดศีรษะจากโรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis)
มักพบในผู้ที่มีภูมิแพ้เรื้อรัง คันจมูก จาม หรือมีน้ำมูกบ่อย อาการปวดศีรษะมักไม่รุนแรง แต่ปวดร่วมกับการกดเจ็บที่โพรงไซนัส เช่น แก้ม หน้าผาก หรือหัวคิ้ว มักมีน้ำมูกเหลือง ไข้ต่ำ หูอื้อ จมูกไม่ได้กลิ่น และอาจมีน้ำมูกไหลลงคอ
ปวดศีรษะจากโรค Giant cell arteritis (Temporal arteritis)
พบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง เป็นการอักเสบของหลอดเลือดขนาดกลางและใหญ่ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเส้นเลือดขมับ ทำให้เจ็บหนังศีรษะและบริเวณขมับมากจนแตะไม่ได้ หวีผมไม่ได้
อาการร่วมได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ เห็นภาพผิดปกติ และปวดขากรรไกรเวลาเคี้ยวอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนสำคัญคือ ตาบอดเฉียบพลันจากเส้นประสาทตาขาดเลือด หรือเกิดอัมพาตแขนขาจากเส้นเลือดสมองตีบ
แม้จะดูอันตราย แต่โรคนี้รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากถ้าเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการอักเสบของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงจอตา
ปวดศีรษะจากโรคต้อหิน (Glaucoma)
มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป เกิดจากความดันภายในลูกตาสูงจนค่อย ๆ ทำลายเส้นประสาทตาจนตาบอด (หากไม่ได้รับการรักษา) มีทั้งชนิดที่เป็นเฉียบพลันและเรื้อรัง ชนิดเฉียบพลันจะมีอาการปวดตาและปวดหัวอย่างฉับพลัน มีตาแดง ตามัว เห็นช่องว่างรอบแสง คลื่นไส้อาเจียน มักเป็นตอนที่เพิ่งออกมาจากที่มืด เช่น โรงภาพยนตร์ หรือเพิ่งเปิดไฟเข้าบ้านตอนกลางคืน ส่วนชนิดเรื้อรังมักไม่มีอาการ แต่สายตาจะมัวลงเรื่อย ๆ
ปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ปัจจุบันภาวะนี้พบได้น้อยลงมากเพราะมีการวัดความดันเพื่อคัดกรองกันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะไปปรึกษาที่อนามัย คลินิก หรือที่โรงพยาบาล ความดันโลหิตสูงที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ต้องเป็นระดับที่สูงมาก ๆ (> 180 mmHg) ซึ่งอาจพบในผู้ที่ขาดยาลดความดันที่เคยทานประจำ หรือผู้ที่เป็นความดันสูงอยู่แล้วเกิดความเครียดมาก ๆ อาการจะเป็นทั้งปวดและวิงเวียนศีรษะ ถ้านั่งนิ่ง ๆ จะรู้สึกว่าหัวเต้นตุบ ๆ ตามการเต้นของชีพจร บางคนจะแน่นหน้าอกด้วย กรณีนี้ต้องรีบพัก ผ่อนคลาย และเรียกรถพยาบาลโดยด่วน
หากเป็นในผู้ที่ไม่เคยวัดความดันมาก่อน อาการปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูงมักจะปวดตื้อ ๆ ตอนตื่นนอนตอนเช้า ตื่นมาก็รู้สึกไม่สดชื่น หนักหัว และเป็นอย่างนี้ประจำ
ปวดศีรษะจากการทานยาแก้ปวดเป็นประจำ
ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือยากล่อมประสาทเป็นประจำจะเกิดภาวะต้องพึ่งยาไปตลอด พอหมดฤทธิ์ยาอาการปวดก็จะกำเริบขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันจึงมีแนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตแทนการใช้ยา ใจที่เป็นสุขร่างกายก็จะทำงานเป็นระบบระเบียบไปด้วย
ปวดศีรษะจากดื่มสุรา กาแฟ มากเกินไป
แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว (เราถึงรู้สึกอุ่นขึ้น) รวมทั้งหลอดเลือดที่สมองด้วย จึงทำให้ปวดศีรษะ ส่วนกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นสมองให้ตื่นตัวอยู่เสมอ การดื่มมากเกินไปทำให้สมองไม่ได้พักผ่อนจนเกิดภาวะอ่อนล้า ผู้ป่วยจึงรู้สึกเพลีย ปวดศีรษะ และมักนอนไม่หลับ แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตาม อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อฤทธิ์คาเฟอีนหมดลง
แนวทางการตรวจรักษา
โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มจากการสอบถามลักษณะอาการอย่างละเอียด รวมถึงประวัติด้านความเครียด ภาวะซึมเศร้า การนอนหลับไม่เพียงพอ ปัญหาในครอบครัวหรือที่ทำงาน และอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ ก่อนทำการตรวจร่างกายเพื่อแยกโรคสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับสมองออกไป เช่น
- วัดไข้ (ไข้สูงทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ปวดศีรษะได้ง่าย)
- วัดความดันโลหิต
- ตรวจดูอาการของคอพอกเป็นพิษ
- ตรวจสายตา ความคมชัด และการเห็นภาพซ้อน
- ตรวจการอักเสบของโพรงจมูกและไซนัส
- ประเมินอาการเจ็บฟัน ปัญหาข้อต่อขากรรไกร หรือกล้ามเนื้อต้นคอ
หากไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาทและอาการไม่เข้าได้กับโรคเฉพาะใด ๆ แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดศีรษะจากความเครียด และให้ยาบรรเทาอาการร่วมกับคำแนะนำด้านการพักผ่อน การตรวจเอกซเรย์สมองจะทำเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้หรือมีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางสมองจริง ๆ เท่านั้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงและไม่จำเป็นในทุกราย
ผู้ป่วยที่ได้พักผ่อน ลดความเครียด และใช้ยาตามคำแนะนำแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเดิมอีกครั้ง เพราะแพทย์จะมีประวัติการรักษาเดิมไว้ ซึ่งช่วยให้ประเมินและพิจารณาตรวจเพิ่มเติมได้แม่นยำกว่าการไปเริ่มประเมินใหม่ในสถานที่อื่น
สรุป
อาการปวดศีรษะมีสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การดื่มสุราและคาเฟอีนมากเกินไป ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ จนถึงโรคทางกายที่ต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ การสังเกตอาการร่วม เช่น ไข้สูง ความดันโลหิตผิดปกติ การเห็นภาพซ้อน หรืออาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เป็นกุญแจสำคัญในการประเมินความรุนแรง
หากอาการปวดศีรษะไม่ดีขึ้นหลังพักผ่อน ปรับพฤติกรรม และใช้ยาบรรเทาตามคำแนะนำ หรือมีสัญญาณเตือนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด การติดตามอาการกับสถานพยาบาลเดิมจะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำยิ่งขึ้น และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดมากกว่า