ปวดข้อสะโพก (Hip pain)

ข้อสะโพกเป็นข้อต่อแบบลูกบอลสวมเบ้า (ball-and-socket joint) ลักษณะคล้ายข้อไหล่ แต่มีความแข็งแรงและแน่นหนากว่ามาก จึงไม่ค่อยเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อย่างไรก็ตาม การหมุนของข้อสะโพกจะทำได้น้อยกว่าข้อไหล่

ข้อสะโพกประกอบด้วยกระดูกใหญ่เพียงสองชิ้น คือ กระดูกต้นขา (femur) และ กระดูกเชิงกราน (pelvis) ส่วนหัวของกระดูกต้นขามีผิวเป็นกระดูกอ่อนและมีเอ็น Ligamentum teres ยึดไว้ เส้นเอ็นนี้ไม่เพียงทำหน้าที่ยึดหัวกระดูกให้อยู่ในเบ้าเท่านั้น แต่ยังนำแขนงของเส้นเลือดแดงจาก obturator artery เข้าไปเลี้ยงหัวกระดูกด้วย นอกจากนี้ ยังมีแขนงของเส้นเลือดแดงอื่น ๆ ที่เชื่อมกันเป็นร่างแหเลี้ยงส่วนหัวและคอของกระดูกต้นขาอีกด้วย

หากมีอุบัติเหตุทำให้คอกระดูกต้นขาหักหรือมีการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยง หัวกระดูกอาจขาดเลือดจนเกิดภาวะ หัวกระดูกเน่าตาย (Avascular necrosis) ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของอาการปวดข้อสะโพก

เบ้าที่รองรับหัวกระดูกต้นขาเรียกว่า Acetabulum ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ก้นเบ้า (สีน้ำตาลตรงกลาง) เป็นตำแหน่งที่เอ็น Ligamentum teres เกาะเพื่อยึดหัวกระดูกต้นขา
  • กระดูกอ่อนรูปวงแหวน (สีฟ้า) เป็นส่วนที่สัมผัสกับกระดูกอ่อนของหัวกระดูกต้นขาเวลาเราขยับข้อ
  • กระดูกอ่อนลาบรัม (สีน้ำเงินที่ขอบเบ้า) ช่วยกันไม่ให้หัวกระดูกเสียดสีกับขอบเบ้าขณะงอหรือเหยียดขามากเกินไป
  • เอ็น Transverse acetabulum อยู่ใต้เบ้า ทำหน้าที่ป้องกันหัวกระดูกไม่ให้หลุดออกด้านล่าง และช่วยให้ยืดหยุ่นเมื่อยกขาขึ้น

สาเหตุของการปวดข้อสะโพก

อาการปวดสะโพกไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพภายในข้อเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากกล้ามเนื้อ เอ็น หรือกระดูกบริเวณรอบ ๆ ข้อได้ด้วย สาเหตุสามารถแยกตามตำแหน่งของอาการปวดได้ดังนี้

A. ปวดที่ด้านหน้าของต้นขา

  1. โรค Meralgia parestica พบในคนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ใส่กางเกงแน่นเกินไป เส้นประสาท Lateral femoral cutaneous nerve (LFCN) ถูกกดทับขณะลอดผ่านเอ็นขาหนีบ ทำให้มีอาการชาและปวดที่หน้าขา เส้นประสาทนี้เป็นเส้นรับความรู้สึกอย่างเดียว จึงไม่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย

B. ปวดบริเวณขาหนีบด้านหน้า (ข้อพับต้นขา)

บริเวณนี้ตรงกับตำแหน่งของข้อสะโพกโดยตรง ดังนั้นโรคของข้อสะโพกแทบทุกชนิดจะทำให้ปวดบริเวณนี้เป็นหลัก โดยมีสาเหตุที่พบได้บ่อยดังนี้

  1. การบาดเจ็บ ได้แก่
    • คอของกระดูกต้นขาหัก (Femoral neck fracture) พบได้ทั้งจากอุบัติเหตุรุนแรงในคนหนุ่ม และจากการหกล้มเล็กน้อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีที่มีกระดูกพรุน
    • การหักอาจมีได้หลายลักษณะ ถ้าหักแบบขาดจากกันทั้งหมดมักมีการเคลื่อนของแนวรับน้ำหนักด้วย ทำให้ยืนรับน้ำหนักขาข้างนั้นไม่ได้ เดินไม่ได้ และกดเจ็บตรงขาหนีบ เวลานอนจะขยับข้อได้จำกัด เวลาจับเข่าตั้งแล้วดันไปด้านข้างจะปวดมาก

      ถ้าประสบอุบัติเหตุแล้วมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เอกซเรย์ เพราะถ้าทิ้งไว้อาจมีปัญหาหัวกระดูกต้นขาขาดเลือดและเน่าตายได้

    • ข้อสะโพกเคลื่อน (Hip dislocation) ประมาณ 90% หัวกระดูกต้นขาจะหลุดไปด้านหลัง ทำให้ขาติดในท่าหนีบเข้าหาลำตัว (เข่าหมุนเข้าหาเข่าอีกข้างหนึ่ง) ส่วนการหลุดด้านหน้า ขาจะแบะออกและติดอยู่ในท่านั้น ข้อสะโพกเคลื่อนมักเกิดความเสียหายต่อเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อร่วมด้วย
    • กระดูกอ่อนลาบรัมฉีกขาด (Hip labral tear) พบบ่อยในนักกีฬาที่ใช้ขาอย่างหนัก เช่น นักฟุตบอล หรือนักวิ่งระยะยาว ผู้ป่วยจะปวดที่ขาหนีบด้านหน้า หรือรู้สึกติดขัดภายในข้อเวลาลุกขึ้นจากท่านั่ง การวินิจฉัยต้องอาศัย MRI หรือ MRI arthrogram
    • โรคถุงน้ำรอบข้อสะโพกอักเสบ (Hip bursitis)
    • บริเวณข้อสะโพกมีถุงน้ำอยู่ 3 แห่ง คือ Iliopsoas, Greater trochanteric, และ Iliac การอักเสบของถุงน้ำอาจเกิดจากการใช้งานมาก (เช่น ยืนนาน วิ่งมาราธอน ไต่เขา ปั่นจักรยาน), การบาดเจ็บ, โรคข้ออักเสบ, หลังการผ่าตัดข้อสะโพก, หรือมีหินปูนเกาะกระดูกต้นขา

      ถุงน้ำ Iliopsoas อักเสบจะเจ็บตรงตำแหน่ง B พอดี โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นจากท่านั่ง ถ้าถุงน้ำ Iliac อักเสบจะเจ็บลึก ๆ ต่ำจากจุด B เล็กน้อย

      เวลาที่เอกซเรย์ข้อแล้วไม่พบกระดูกผิดปกติเลยต้องทำ MRI ต่อ เมื่อทำ MRI จะพบถุงน้ำนี้บวม อัลตราซาวด์ก็จะพบน้ำรอบเส้นเอ็น Iliotibial

    • โรคข้อสะโพกเสื่อม (Osteoarthritis of hip) มักพบในคนอายุมากกว่า 50 ปี เกิดจากการเสื่อมของผิวข้อจากการใช้งานนานหรือหลังการบาดเจ็บ ผู้ป่วยจะปวดสะโพกเป็น ๆ หาย ๆ และมีข้อฝืด โดยอาจมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อมด้วย
    • โรคหัวกระดูกต้นขาขาดเลือด (Femoral head avascular necrosis) พบบ่อยในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ใช้ยาสเตียรอยด์ หรือมีประวัติคอกระดูกต้นขาหัก/ข้อสะโพกเคลื่อน ในเด็กอายุ 4–10 ปี จะเรียกว่า Legg-Calvé-Perthes disease
    • โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายข้อตนเอง มักเกิดในหญิงวัย 35–50 ปี ทำให้ข้ออักเสบหลายข้อแบบสมมาตร ส่วนใหญ่เกิดกับข้อนิ้วมือและข้อมือ แต่อาจลามมาที่ข้อสะโพกหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
    • โรคกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด (Ankylosing spondylitis) พบบ่อยในคนหนุ่ม ทำให้หลังแข็ง ข้อสะโพกฝืด และปวดเรื้อรังจากการเชื่อมของกระดูกสันหลัง
    • ข้อสะโพกติดเชื้อ (Septic arthritis) มักพบในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน, โรครูมาตอยด์, หลังผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพก อาการจะมีไข้กับปวดสะโพก ผลตรวจเลือดจะแสดงถึงการติดเชื้อ การวินิจฉัยต้องทำการเจาะน้ำไขข้อมาตรวจ ซึ่งควรใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรืออัลตราซาวด์เป็นตัวนำทิศทางเข็ม
    • โรคข้อสะโพกผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital hip diseases) แม้พบไม่บ่อยแต่ทำให้เกิดความผิดรูปของข้อสะโพกตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลให้เกิดข้อเสื่อมในภายหลัง
    • โรค Slipped Capital Femoral Epiphysis (SCFE) เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กวัยรุ่นเพศชายที่มีน้ำหนักเกิน เกิดจากรอยต่อระหว่างหัวและคอกระดูกต้นขายังไม่แข็งแรง ทำให้หัวกระดูกเลื่อนจากตำแหน่ง ครึ่งหนึ่งจะเป็นทั้ง 2 ข้าง แต่ไม่พร้อมกัน ผู้ป่วยจะค่อย ๆ ปวดในสะโพกหรือปวดเข่า เดินกะเผลก การงอต้นขา กางขา และบิดขาเข้าในทำได้จำกัด ต้องรีบรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมกระดูกก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา คือหัวกระดูกต้นขาตายจากขาดเลือดและตามด้วย epiphysis ยุบตัว

C. ปวดบริเวณปีกของกระดูกเชิงกราน

ตำแหน่งนี้เป็นจุดยึดเอ็นของกล้ามเนื้อหลายมัด หากมีการใช้งานมากอาจเกิดการอักเสบของจุดยึดเอ็น เรียกว่า Hip enthesitis

D. ปวดตรงจุดนอนตะแคงทับของสะโพก

เงี่ยง Greater trochanter ของกระดูกต้นขาเป็นส่วนที่ยื่นออกไปทางด้านข้างมากที่สุดของสะโพก เวลาเรานอนตะแคงเงี่ยงนี้จะกดทับกับพื้น จึงต้องมีถุงน้ำคอยกัน ถ้าถุงน้ำ Greater trochanteric bursa อักเสบก็จะเจ็บตรงตำแหน่งนี้โดยเฉพาะเวลานอนตะแคงทับ

E. ปวดตรงจุดนั่งของก้น

ปกติคนเราจะนั่งอยู่ทรงตัวอยู่ด้วยเงี่ยง Ischium สองข้างทางด้านหลังของกระดูกเชิงกราน ใต้เงี่ยงนี้จะมีถุงน้ำ Ischial หรือ Ischiogluteal อยู่ก่อนที่จะถูกคลุมด้วยกล้ามเนื้อก้นและไขมันที่หนา การปวดตรงตำแหน่งนี้มักเกิดจากถุงน้ำ Ischial (Ischiogluteal) bursa อักเสบ

F. ปวดบริเวณข้อ Sacroiliac

ตรงนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างกระดูกกระเบนเหน็บกับปีกของกระดูกเชิงกราน โรคของกระดูกสันหลังมักลามมาที่ข้อนี้ด้วย และเมื่ออายุมากข้อนี้มักมีหินปูนมาเกาะจนเชื่อมติดกัน ขยับไม่ค่อยได้ การก้ม ๆ เงย ๆ ในคนสูงอายุก็อาจทำให้เกิดการปวดในบริเวณนี้

G. ปวดทางด้านข้างเยื้องไปทางหลังของสะโพก

ตรงนี้เป็นพื้นที่ใหญ่ของกล้ามเนื้อและกระดูกรอบข้อสะโพก การปวดบริเวณนี้จึงเป็นได้ตั้งแต่การอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และกระดูก รวมทั้งการปวดร้าวมาจากโรคของกระดูกสันหลังส่วนเอว ไม่เกี่ยวกับข้อสะโพก

สรุป

อาการปวดข้อสะโพกอาจมีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่การบาดเจ็บเฉียบพลัน การอักเสบของถุงน้ำหรือเอ็น ไปจนถึงโรคข้อเสื่อมหรือโรคจากการขาดเลือด การสังเกตตำแหน่งของอาการปวดร่วมกับประวัติการใช้งานหรืออุบัติเหตุจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้อง การตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์หรือ MRI มีความสำคัญในการหาสาเหตุที่แท้จริง ผู้ที่มีอาการปวดสะโพกเรื้อรังควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและคงการเคลื่อนไหวของข้อไว้ให้นานที่สุด