โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน
(Autoimmune Hemolytic Anemia, AIHA)
โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน (AIHA) เป็นภาวะซีดที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างแอนติบอดีทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง พบได้ไม่บ่อยนัก โดยมีอุบัติการณ์ประมาณ 1-3 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในเพศหญิงและผู้ใหญ่ตอนกลางถึงสูงอายุ นอกจากนี้อาจพบร่วมกับโรคภูมิคุ้มกันตนเองอื่น ๆ เช่น โรคลูปัส (SLE) ได้บ่อย
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
โรค AIHA เกิดจากแอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจับกับผิวของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายก่อนครบอายุ (อายุเฉลี่ยปกติของเม็ดเลือดแดงประมาณ 120 วัน) โดยจำแนกตามลักษณะของแอนติบอดีได้เป็น 2 ชนิดหลัก:
- Warm AIHA: แอนติบอดีทำงานดีที่สุดที่อุณหภูมิร่างกาย (37°C) มักเป็นชนิด IgG ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายในม้าม พบมากที่สุด
- Cold AIHA: แอนติบอดีทำงานที่อุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 30°C) มักเป็นชนิด IgM ทำให้เกิดการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะบริเวณปลายมือปลายเท้า
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- โรคภูมิคุ้มกันตนเอง เช่น SLE
- การติดเชื้อไวรัส เช่น Epstein-Barr virus, Mycoplasma pneumoniae
- มะเร็งของระบบน้ำเหลือง เช่น Lymphoma, Chronic lymphocytic leukemia (CLL)
- ยาบางชนิด เช่น Penicillin, Cephalosporin, Methyldopa
- อุณหภูมิต่ำ (ใน Cold AIHA)
อาการและอาการแสดง
อาการของโรคขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและอัตราการแตกของเม็ดเลือดแดง โดยอาการสำคัญคือภาวะซีดและอาการจากการขาดออกซิเจน รวมถึงภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด
- ผิวเหลือง ตาเหลือง (จากบิลิรูบินสูง)
- ปัสสาวะสีเข้มหรือคล้ำ
- หัวใจเต้นเร็ว
- ม้ามโต (splenomegaly)
- ใน Cold AIHA อาจมีอาการนิ้วซีดหรือน้ำเงินเมื่อเจอความเย็น (acrocyanosis)
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรค AIHA พิจารณาจากหลักฐานของการแตกของเม็ดเลือดแดง
ร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่บ่งชี้ว่าภูมิคุ้มกันเป็นสาเหตุ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ
- ระดับฮีโมโกลบิน (Hb) ต่ำ
- ระดับรีทิคูโลไซต์ (Reticulocyte count) สูง บ่งบอกว่าร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นชดเชย
- บิลิรูบิน (Indirect) และ LDH สูง จากการแตกของเม็ดเลือดแดง
- ฮัปโตโกลบิน (Haptoglobin) ต่ำ
- ผล Direct Antiglobulin Test (Coombs test) เป็นบวก ยืนยันว่ามีแอนติบอดีหรือคอมพลีเมนต์จับอยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ลักษณะที่แตกต่าง |
| Thalassemia |
เริ่มตั้งแต่เด็ก, เม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก, ไม่มี Coombs test positive |
| Hereditary spherocytosis |
ประวัติครอบครัว, ทดสอบ osmotic fragility ผิดปกติ, Coombs test negative |
| G6PD deficiency |
เกิดหลังสัมผัสยา/อาหารบางชนิด, ตรวจพบ Heinz bodies, Coombs test negative |
| Microangiopathic hemolytic anemia (MAHA) |
มี fragment RBCs (schistocytes), เกี่ยวข้องกับ DIC หรือ TTP |
การรักษา
แนวทางการรักษาโรค AIHA ขึ้นอยู่กับชนิดของแอนติบอดีและความรุนแรงของโรค โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดงและเพิ่มระดับฮีโมโกลบิน
- การรักษาด้วยยา:
- Corticosteroids (เช่น Prednisolone) เป็นยาหลักในการรักษา Warm AIHA
- ยากดภูมิคุ้มกันอื่น เช่น Azathioprine, Cyclophosphamide, Rituximab
- การรักษาแบบประคับประคอง:
- ให้เลือดเมื่อมีภาวะซีดรุนแรง โดยเลือกเลือดที่เข้ากันได้ดีที่สุด (crossmatch carefully)
- ให้กรดโฟลิก (Folic acid) เพื่อช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่
- การรักษาเฉพาะกรณี:
- Splenectomy (ผ่าตัดม้าม) ในผู้ที่ตอบสนองต่อยาไม่ดี
- ใน Cold AIHA: หลีกเลี่ยงอากาศหนาว และรักษาสาเหตุร่วม เช่น การติดเชื้อ
พยากรณ์โรค
พยากรณ์โรคของ AIHA แตกต่างกันตามสาเหตุและการตอบสนองต่อการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อ corticosteroids ได้ดี แต่บางรายอาจมีอาการกลับเป็นซ้ำเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อมีโรคพื้นฐานอื่นร่วมด้วย เช่น SLE หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อัตราการเสียชีวิตโดยตรงจากโรคต่ำหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
การป้องกัน
ยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิด AIHA โดยเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงของการกำเริบได้โดยหลีกเลี่ยงยาที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน รักษาโรคพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสความเย็นในผู้ป่วยชนิด Cold AIHA
สรุป
โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Hemolytic Anemia) เป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง ส่งผลให้เกิดอาการซีด เหนื่อยง่าย และตัวเหลือง การตรวจยืนยันด้วย Coombs test มีความสำคัญต่อการวินิจฉัย การรักษาหลักคือยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะ corticosteroids ซึ่งให้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ แต่การติดตามรักษาและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดการกลับเป็นซ้ำของโรคได้