โรคผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis)

โรคผื่นแพ้สัมผัสเป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดการอักเสบจากการสัมผัสสารภายนอก ถือเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่พบบ่อย โดยคิดเป็นประมาณ 10–20% ของโรคผิวหนังทั้งหมด พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในผู้ใหญ่และผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมีหรือโลหะ เช่น แพทย์ พยาบาล ช่างทำผม พนักงานทำความสะอาด และช่างโลหะ

ชนิดของโรคผื่นแพ้สัมผัส

  1. Irritant Contact Dermatitis (ICD) — เกิดจากสารเคมีหรือสารระคายเคืองที่ทำลายผิวโดยตรง ไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
  2. Allergic Contact Dermatitis (ACD) — เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินชนิดที่ 4 (Type IV hypersensitivity) โดยมี T-lymphocytes เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

  • สารก่อการระคายเคือง (Irritants): สบู่ แอลกอฮอล์ น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาซักผ้า กรด–ด่างแรงๆ
  • สารก่อภูมิแพ้ (Allergens): นิกเกิล (จากเครื่องประดับ) โคบอลต์ โครเมียม ยาง (latex) น้ำหอม สีย้อม และยาทาภายนอกบางชนิด (เช่น neomycin, benzocaine)
  • ปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล: ผิวแห้ง โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) การสัมผัสสารซ้ำๆ เป็นเวลานาน

อาการและลักษณะทางคลินิก

ลักษณะของผื่นขึ้นอยู่กับชนิดของการอักเสบ

  • Irritant Contact Dermatitis: ผื่นแดง แห้ง ลอก คัน แสบ พบได้เร็วหลังสัมผัสสาร มักอยู่เฉพาะบริเวณสัมผัสโดยตรง
  • Allergic Contact Dermatitis: ผื่นแดง คัน ตุ่มน้ำใส ลามได้แม้พ้นบริเวณสัมผัส อาการมักเกิดช้าหลังสัมผัส 24–72 ชั่วโมง


การวินิจฉัย

อาศัยประวัติการสัมผัสสาร สภาพแวดล้อมการทำงาน ลักษณะผื่น และการตรวจยืนยันด้วยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบแปะ (Patch test)

การวินิจฉัยแยกโรค

โรค ลักษณะผื่น ตำแหน่งที่พบบ่อย ลักษณะเฉพาะที่แยกจากผื่นแพ้สัมผัส
Atopic dermatitis ผื่นเรื้อรัง คันมาก ผิวแห้ง ข้อพับ แขน ขา ใบหน้า (ในเด็ก) มักมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว และเกิดตั้งแต่วัยเด็ก
Seborrheic dermatitis ผื่นแดงมัน ลอกเป็นขุย หนังศีรษะ ใบหน้า หลังหู หน้าอก ผื่นไม่สัมพันธ์กับตำแหน่งสัมผัสสาร
Psoriasis ผื่นแดงหนา มีขุยสีขาวเงิน ศอก เข่า หนังศีรษะ ผื่นเรื้อรังไม่คันมาก และไม่สัมพันธ์กับการสัมผัสสาร
Fungal infection ผื่นวงแดงขอบชัด คัน บริเวณอับ เช่น ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า ตรวจ KOH พบเส้นใยรา

การรักษา

  • หลีกเลี่ยงสารก่อการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้: เป็นวิธีหลักในการรักษา
  • การดูแลผิว: ใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น (emollients) เพื่อลดการแห้งและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว
  • ยาทา: ใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ เช่น hydrocortisone, betamethasone
  • ยารับประทาน: ยาต้านฮิสตามีนลดอาการคัน, corticosteroid ในรายรุนแรง
  • การรักษาเสริม: phototherapy ในรายที่เป็นเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป


พยากรณ์โรค

โรคผื่นแพ้สัมผัสส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคดี หากสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อเหตุได้ ผื่นจะค่อยๆ หายไปใน 1–3 สัปดาห์ แต่หากยังสัมผัสซ้ำๆ อาจกลายเป็นเรื้อรังและทำให้ผิวหนาแตก ลอก หรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่เคยก่ออาการ
  • สวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำงานกับสารเคมี
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นกลางและปราศจากน้ำหอม
  • ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอโดยทาครีมหลังล้างมือหรือล้างหน้า

สรุป

โรคผื่นแพ้สัมผัสเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการสัมผัสสารภายนอก แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักคือ irritant และ allergic โดยชนิดหลังเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิไวเกินแบบที่ 4 การรักษาหลักคือการหลีกเลี่ยงสารก่อเหตุและการใช้ยาลดการอักเสบเฉพาะที่ การดูแลผิวและป้องกันการสัมผัสสารซ้ำเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง